หลังจากทะเลาะกันครั้งนั้น ทั้งสองคนก็ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย หวาชิงเสวี่ยไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าตนจะได้เจอฟู่ถิงเย่ในสถานการณ์เช่นนี้...
เขามาั้แ่เมื่อใด? เขาได้ยินไปมากน้อยเพียงใดแล้ว?
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกร้อนตัวเล็กน้อย...
เมื่อคิดดูอีกที คำพูดเ่าั้ล้วนมาจากความคิดที่แท้จริงภายในใจของนาง หากเขาขุ่นเคืองหรือว่าไม่เข้าใจนาง เช่นนั้นการยกเลิกสัญญาหมั้นหมายก็คงเป็เื่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี...
ฉะนั้น ไม่เห็นมีอะไรต้องร้อนตัว
เขายอมรับได้ก็ดี ยอมรับไม่ได้ก็ช่าง จะอย่างไรความกังวลของนางก็ไม่มีทางลดน้อยลง
เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว อารมณ์ของหวาชิงเสวี่ยก็สงบลง นางสบสายตาของฟู่ถิงเย่ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพ”
หลัวมู่อวี่หวาดกลัวจนตัวสั่นเทา ก่อนจะหันไปมองหน้าสามีของตนราวกับขอความช่วยเหลือ หลูเจิ้งชิงส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะส่งสายตาบอกให้นางอย่าตื่นตระหนก
ถึงแม้ฟู่ถิงเย่จะมีท่าทางทรงอำนาจและน่ากลัว แต่เขาก็ไม่ได้กำลังโกรธ เขาเก็บอารมณ์ของตน จากนั้นมองไปยังหวาชิงเสวี่ย แล้วพูดว่า “เย็นมากแล้ว ข้ามารับเ้ากลับ”
น้ำเสียงฟังดูปกติไม่มีอะไรผิดแปลก
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย แล้วยิ้มบางๆ ให้กับคู่สามีภรรยาตระกูลหลู “วันนี้ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะเ้าคะ ไว้ครั้งหน้าค่อยมาพบปะกันใหม่เถอะ”
หลูเจิ้งชิงเหลือบมองฟู่ถิงเย่ แล้วตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีใดๆ “ได้สิ ไว้ค่อยนัดเจอกันใหม่”
ฟู่ถิงเย่หันหลังเดินออกไป หวาชิงเสวี่ยยืนอยู่ที่เดิมก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินตามออกไปด้วย
หลูเจิ้งชิงรู้ว่าตอนนี้ไม่ควรเข้าไปยุ่ง จึงจับมือภรรยาของตนไว้ รั้งให้อยู่ที่เดิม ไม่ได้ออกไปส่งแขก
ฟู่ถิงเย่กับหวาชิงเสวี่ยเดินอยู่บนทางเดินปูหินของบ้านตระกูลหลู คนหนึ่งนำหน้าคนหนึ่งตามหลัง บรรยากาศดูไม่น่าไว้ใจ
กระทั่งออกมาพ้นประตูบ้าน ฟู่ถิงเย่ก็หยุดยืนข้างรถม้า แล้วหันกลับมามองหวาชิงเสวี่ยนิ่งๆ
หวาชิงเสวี่ยคิดว่าเขาคงจะพูดอะไรบ้าง แต่เปล่าเลย ฟู่ถิงเย่ยื่นมือออกมาเหมือนเช่นเคย กระชับมือนางแน่น แล้วประคองนางขึ้นไปนั่งในรถม้า
รถม้าเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ฟู่ถิงเย่นั่งอยู่ข้างๆ หวาชิงเสวี่ย มือใหญ่กอบกุมมือของนางไว้แน่น
นางพยายามดึงมือออกเล็กน้อย แต่เขาจับไว้แน่นมาก นางจึงดึงมือออกไม่ได้
ฟู่ถิงเย่ถามนางด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “แต่งงานกับข้า ทำให้เ้าต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหรือ?”
เขากำลังโกรธจริงๆ ด้วย...
“ท่านแม่ทัพ การแต่งงานกับท่านไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ” หวาชิงเสวี่ยตอบเบาๆ “แต่เป็ที่การแต่งงานนี้...ข้ายังไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน”
ฟู่ถิงเย่แค่นเสียงเ็า “ทำไมเมื่อก่อนข้าถึงไม่เคยเห็นว่าเ้าอยากคิดให้ถี่ถ้วนเช่นนี้กันนะ? เป็เพราะฝ่าา...”
เมื่อกล่าวถึงหลี่จิ่งหนาน ฟู่ถิงเย่ก็โกรธจนกัดฟันกรอด “เพราะฝ่าา เ้าก็เลยคิดว่าข้าพึ่งพาไม่ได้? คิดว่าข้าไม่คู่ควรให้แต่งงานด้วยอย่างนั้นหรือ?! ถึงขนาดอยากจะกลับบ้านเกิดเลยหรือ?!– ข้าไม่ใช่คนที่คู่ควรให้เ้าพึ่งพาอีกแล้วหรือ? หวาชิงเสวี่ย! หัวของเ้าคิดอะไรอยู่กันแน่?!”
หวาชิงเสวี่ยหันหน้าหนี แล้วเอ่ยเสียงเบา “ไม่เกี่ยวกันเลย นั่นเป็เพราะว่าเขา ทำให้ข้าเข้าใจเื่บางอย่าง”
ฟู่ถิงเย่ถามว่า “เื่อะไร?”
หวาชิงเสวี่ยเม้มริมฝีปาก สุดท้ายก็พูดออกมาว่า “ข้าแค่รู้สึกว่า...ข้าคนเดียวก็สามารถใช้ชีวิตให้ดีได้ ทำไมต้องแต่งงานด้วย? ท่านแม่ทัพ ข้าไม่ใช่ชาวต้าฉี ข้าไม่ชอบเอาชีวิตในอนาคตไปเดิมพันกับผู้ชาย ข้าจะไม่เชิดชูสามีเป็ใหญ่ แล้วก็จะไม่ประจบเอาใจผู้ชายด้วย ตอนนี้ท่านชอบข้าท่านยังขึ้นเสียงวางอำนาจกับข้า หากวันหน้าท่านไม่ชอบข้าแล้ว จุดจบของข้าจะเป็อย่างไร? ท่านเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ แต่ข้าเป็เพียงหญิงสามัญชนคนหนึ่ง มีความแตกต่างทางฐานะชัดเจน การแต่งงานกับท่านมีความเสี่ยงมากกว่าการแต่งงานกับคนธรรมดาทั่วไปเสียอีก”
ฟู่ถิงเย่ถึงกับพูดไม่ออก “เมื่อใดกันที่ข้าขอให้เ้าประจบเอาใจ? เมื่อใดกันที่ข้าขึ้นเสียงตะคอกใส่เ้า?”
เขาพูดแล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า เมื่อครั้งก่อนที่ทะเลาะกัน เขาคงจะเสียงดังมากไปจริงๆ
ฟู่ถิงเย่กล่าวประชดประชันเสียงเย็น “พูดไปพูดมา ก็ยังเป็เพราะเขาอยู่ดี! ข้าแค่พูดไปไม่กี่คำว่าเ้าตามใจเขามากเกินไป! แต่เ้ากลับ ถึงขั้นอยากเปลี่ยนใจไม่แต่งงานแล้ว!”
ในใจของฟู่ถิงเย่รู้สึกขุ่นมัวยิ่งนัก ตัวเขาเอาแต่คิดว่าหลังจากแต่งงานกันไปแล้วหากอำนาจของสามีไม่น่ายำเกรงควรจะทำเช่นไรดี แต่นางกลับจะไม่แต่งเลยเสียอย่างนั้น!
เื่เล็กๆ น้อยๆ เท่าเมล็ดงายังทำเป็เื่ใหญ่โตขนาดนี้! ผู้หญิงช่างเื่มากเสียจริง! ถ้ารู้แบบนี้ั้แ่ตอนที่นอนร่วมเตียงเดียวกันที่เมืองเหรินชิว เขาจะทำให้นางเป็ของเขาเสีย จะได้ไม่มีเื่วุ่นวายแบบในวันนี้เกิดขึ้น!
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้ยินน้ำเสียงของฟู่ถิงเย่ ที่ราวกับจะบอกว่านางกำลังงอแงไร้เหตุผล
เห็นไหม นี่คือความเห็นที่ไม่ตรงกัน
ในสายตาของฟู่ถิงเย่ การแต่งงานเหมือนกับการกินข้าวหรือว่าการนอนหลับ แต่สำหรับนางมันคือการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิต นางที่กำลังกังวลกับการแต่งงานที่กำลังจะมาถึง กลับกลายเป็เื่น่ารำคาญในสายตาของเขา
“หากท่านแม่ทัพยืนยันว่าเื่นี้เกี่ยวข้องกับเขา เช่นนั้นก็ถือว่าเกี่ยวข้องกับเขาก็แล้วกัน จะอย่างไรสำหรับท่านแม่ทัพแล้ว ความคิดเห็นของข้าก็ไม่มีค่าอะไรอยู่แล้ว” หวาชิงเสวี่ยไม่อยากอธิบายแล้ว คุยกับเขาไปก็ไม่รู้เื่
“เมื่อใดกันที่ข้าคิดว่าความเห็นของเ้าไม่สำคัญ?” ฟู่ถิงเย่โกรธจัด ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าหลังจากผู้หญิงคนนี้มาเซิ่งจิงนานวันเข้าก็ยิ่งไม่เชื่อฟังเขาแล้ว? ตอนอยู่ที่เมืองผานสุ่ยยังว่าง่ายอยู่เลย! การได้ใกล้ชิดกับฮ่องเต้น้อยนั้นไม่ใช่เื่ดีจริงๆ ด้วย!
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรือเ้าคะ? ท่านแม่ทัพก็รู้ว่าข้ามีความสัมพันธ์อันดีกับฝ่าา และรู้ว่าข้าหวังให้ท่านช่วยเหลือพระองค์อย่างเต็มที่ แล้วเหตุใดถึงต้องคอยจ้องจับผิดพระองค์อยู่เรื่อย?!” หวาชิงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นทันที สบตากับฟู่ถิงเย่ตรงๆ “ในฐานะขุนนางในราชสำนัก กลับเพิกเฉยต่อสถานการณ์ในราชสำนักเช่นนี้ มันจะไม่เป็อะไรจริงๆ หรือเ้าคะ?”
“แม้แต่ชีวิตของพระองค์ข้าก็เป็ผู้มอบให้! ข้าช่วยให้พระองค์ได้ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว แม้แต่การนั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างไรให้มั่นคงก็ต้องให้ข้าช่วยหรืออย่างไร?” ฟู่ถิงเย่โกรธจนเส้นเืขึ้น “หากพระองค์ไม่อาจนั่งอยู่บนตำแหน่งนั้นอย่างมั่นคง! ย่อมต้องมีผู้อื่นขึ้นมาแทนที่เป็ธรรมดา!”
“ใช่สิ...” หวาชิงเสวี่ยขอบตาแดงก่ำ พึมพำเสียงเบา “อย่างเช่นหนิงอ๋อง...หรืออย่างเช่นท่าน พวกท่านก็ขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์นั้นได้แท้ๆ เหตุใดต้องทำให้เด็กคนหนึ่งลำบากด้วย...”
นางเห็นหลี่จิ่งหนานเป็เพียงแค่เด็กคนหนึ่ง เด็ก้าเพื่อน ้าความรัก ้าการดูแลเอาใจใส่ และการสั่งสอน
แต่เขากลับปล่อยให้หลี่จิ่งหนานต้องเผชิญกับสนามรบของบุรุษที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืจากการฆ่าฟันอันโหดร้ายเร็วเกินไป...
นางเป็สตรีใจอ่อนไร้เหตุผล เขาก็เ็าไร้ความปรานี เอาเข้าจริงแล้ว ทุกอย่างเป็เพียงความแตกต่างระหว่างความใกล้ชิดกับความห่างเหินก็เท่านั้น
ถ้าหากฮ่องเต้เป็เพียงฮ่องเต้ หวาชิงเสวี่ยก็คงจะไม่สะทกสะท้าน แต่ฮ่องเต้คือเด็กคนนั้น หลี่จิ่งหนานที่นางใช้ชีวิตด้วยกันในเมืองเหรินชิว...
รถม้าหยุดลง ตอนนี้มาถึงจวนแล้ว
หวาชิงเสวี่ยเม้มริมฝีปาก พยายามแกะมือของตัวเองออกจากมือของฟู่ถิงเย่ แล้วลงจากรถไปโดยไม่พูดอะไร
ฟู่ถิงเย่รู้สึกอึดอัดอย่างมาก หน้าอกของเขาเหมือนจะะเิ! เขาระงับความโกรธไว้ไม่ได้ ยกมือขึ้นทุบพนักพิงของที่นั่งอย่างแรง ไม้หักดัง ‘ปัง’ เสียงดังสนั่น
มันเกิดอะไรขึ้น?! ทั้งๆ ที่ตั้งใจว่าจะขอคืนดี เหตุใดถึงไปทะเลาะกับนางอีกจนได้?!
นางเป็แค่สตรีคนหนึ่ง หมั่นเอาใจเข้าไว้ก็สิ้นเื่แล้ว! จะไปทะเลาะกับนางเพื่ออะไร?! ตอนนี้เป็อย่างไรเล่า ทะเลาะกันจนนางเดินหนีไปอีกแล้ว! ไม่รู้เลยว่าต้องง้ออย่างไรนางถึงจะกลับมาเป็ปกติได้!
แม่ทัพใหญ่รู้สึกหงุดหงิดเหลือเกิน!
...
จันทร์ขึ้นเหนือยอดไม้ ลมหนาวโชยพัดในยามค่ำคืน
ในเรือนของบ้านตระกูลหลูยังจุดไฟอยู่ แสงเทียนที่ส่องลอดออกมาทางหน้าต่าง เผยให้เห็นเงาคนสองคน
ภายในห้องนั้น หลูเจิ้งชิงถือถ้วยนมแพะที่พึ่งอุ่นเสร็จใหม่ๆ เขาค่อยๆ เป่าไปจนกระทั่งอุณหภูมิไม่ร้อนจนเกินไป แล้วยื่นให้หลัวมู่อวี่
“ข้าเคยได้ยินว่าเด็กเล็กต้องกินนม เหตุใดสตรีที่ตั้งครรภ์ก็ต้องกินด้วย...” นางพึมพำเบาๆ แต่ในใจกลับรู้สึกหวานชื่น
หลูเจิ้งชิงพูดในใจว่า ยุคนี้ไม่มีโฟเลต ไม่มีแคลเซียม หรือวิตามินต่างๆ แบบเม็ด สิ่งที่เขาทำได้ก็มีเพียงการช่วยภรรยาบำรุงร่างกายเท่าที่ทำได้
“เอ๊ะ? ไม่มีกลิ่นคาวเลยจริงๆ ด้วย...” หลัวมู่อวี่ดื่มเข้าไปคำหนึ่ง ััได้ถึงรสนมหอมเข้มข้น ความรู้สึกหลังได้ลิ้มลองทำให้รู้สึกประหลาดใจ
“กลิ่นคาวในนมแพะเกิดจากกรดคาพริกและกรดอะซิติก เพียงแค่ใส่ดอกมะลิหรือว่าซิ่งเหริน [1] ลงไปด้วยเล็กน้อยขณะต้มนม เมื่อนมเดือดแล้ว กลิ่นคาวก็จะหายไป” หลูเจิ้งชิงอธิบาย
หลัวมู่อวี่ยิ้มออกมา “เวลาท่านพี่พูดแบบนี้ ดูคล้ายกับแม่นางหวาเลยนะ”
พูดจบ ก็คิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ หลัวมู่อวี่ก็มีสีหน้ากังวล “ข้าไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพฟู่และแม่นางหวาจะเป็อย่างไรบ้าง...ตอนที่ท่านแม่ทัพอยู่หน้าประตู ทำสีหน้าน่ากลัวมากเ้าค่ะ...”
“ท่านแม่ทัพได้ยินไปมากน้อยเพียงใด?” หลูเจิ้งชิงถาม
หลัวมู่อวี่มีสีหน้าซับซ้อน “คงจะ...ได้ยินในสิ่งที่ควรได้ยิน และไม่ควรได้ยินไปหมดแล้วกระมัง...”
นางเหลือบมองสามีของตนด้วยความลังเล แล้วถามอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมแม่นางหวาถึงไม่อยากแต่งงานกัน? ท่านแม่ทัพฟู่เป็วีรบุรุษที่ทุกคนให้ความเคารพ มีอำนาจวาสนา เรือนหลังสะอาดสะอ้านไร้ผู้ใด การแต่งงานเช่นนี้ใครๆ ก็ใฝ่ฝัน”
หลูเจิ้งชิงหัวเราะ “เ้าก็อยากแต่งด้วยหรือ?”
หลัวมู่อวี่หน้าแดง “พูดอะไรก็ไม่รู้...”
หลูเจิ้งชิงลูบหัวของนาง แล้วกล่อมว่า “ดื่มเร็วเข้า เื่ของทั้งสองคนนั้นเ้าไม่ต้องไปกังวล”
หลัวมู่อวี่พยักหน้า แล้วยกถ้วยดื่มต่อ
ในตอนนั้นเอง ด้านนอกก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามที
“นายท่าน ฮูหยิน มีคนจากจวนเว่ยหย่วนโหวมาส่งเทียบ บอกว่าท่านแม่ทัพไม่สบาย ขอเชิญนายท่านไปตรวจดูเ้าค่ะ”
หลัวมู่อวี่ใ หันไปมองหลูเจิ้งชิงอย่างกังวล “ท่านพี่ จะเป็เพราะว่า...” เื่ของหวาชิงเสวี่ย ทำให้ท่านแม่ทัพพาลโกรธพวกเขาด้วยใช่หรือไม่?
เพราะตอนที่หวาชิงเสวี่ยบอกว่าไม่อยากแต่งงาน หลูเจิ้งชิงก็ไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้ในยามค่ำคืน กลับบอกว่าท่านแม่ทัพไม่สบาย มันช่างผิดปกติยิ่งนัก!
หลัวมู่อวี่วางถ้วยลง แล้วจับแขนเสื้อของหลูเจิ้งชิงไว้ด้วยความหวั่นไหว “ท่านพี่ อย่าไปเลย...”
“ไม่เป็ไรหรอก” หลูเจิ้งชิงตบมือของนางเบาๆ แล้วหันไปกล่าวกับคนข้างนอก “บอกคนจากจวนเว่ยหย่วนโหวให้รอสักครู่ บอกว่าข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
เขานั่งอยู่ในห้องพักครู่หนึ่ง แล้วหันไปยิ้มให้นางเพื่อปลอบโยน “หลังจากดื่มนมแพะหมดแล้ว อย่าลืมบ้วนปาก หากข้ายังไม่กลับมา เ้าก็ไม่ต้องรอข้า พักผ่อนก่อนได้เลยนะ”
“ข้าจะรอท่านเ้าค่ะ...” หลัวมู่อวี่ส่ายหน้า
“ไม่เป็ไรหรอก เมื่อครู่เ้าบอกเองไม่ใช่หรือ ท่านแม่ทัพฟู่เป็วีรบุรุษ มักจะมีจิตใจที่กว้างขวาง ไม่น่าจะตั้งใจสร้างความลำบากให้ข้า”
หลูเจิ้งชิงกล่าวปลอบใจไปเรื่อยๆ หลัวมู่อวี่ก็ยังคงไม่วางใจ แต่ในเมื่อคนจากจวนโหวมาเชิญแล้ว ก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้รอนาน
หลูเจิ้งชิงจึงไม่รอช้า สะพายหีบยาแล้วรีบไปยังจวนเว่ยหย่วนโหว
เมื่อไปถึงจวนโหว ก็มีองครักษ์ของแม่ทัพมานำทางให้
ดึกมากแล้ว ในจวนเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นเป็เสียงสวบสาบเบาๆ
ในตอนนั้นที่ลานบ้านของแม่ทัพกลับมีแสงสว่างจ้า ฟู่ถิงเย่นั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ ขมวดคิ้วแน่น เมื่อมองดูเผินๆ แล้วก็ดูไม่ออกว่าไม่สบายหรือว่าาเ็ตรงไหน
หรือว่าเรียกมาเพื่อหาเื่จริงๆ?
ในใจของหลูเจิ้งชิงเริ่มไม่แน่ใจ
แต่เขาก็ยังคงทำความเคารพท่านแม่ทัพตามปกติ แล้วถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพรู้สึกไม่สบายตรงไหนขอรับ?”
ฟู่ถิงเย่เงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นยื่นมือข้างหนึ่งออกมา วางลงบนโต๊ะตามสบาย “เป็แค่แผลภายนอกเล็กๆ น้อยๆ รบกวนหมอหลวงหลูต้องลำบากมาถึงที่นี่ในยามค่ำคืนแล้ว”
หลูเจิ้งชิงเดินเข้าไปใกล้ แล้วดูที่มือของเขาอย่างละเอียด
ตรงส่วนล่างของฝ่ามือ เหมือนจะมี...รอยแดงคล้ายๆ รอยขีดข่วน?
หลูเจิ้งชิง: “...”
เป็แผลภายนอกจริงๆ ด้วย ไม่จำเป็ต้องใส่ยาอะไรด้วยซ้ำ ต่อให้ปล่อยไว้เฉยๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าแผลก็จะสมานไปเอง
——————————————————————
[1]ซิ่งเหริน(杏仁)หมายถึง อัลมอนด์
