สายลมสารทฤดูพัดโชยอ้อยอิ่ง ใบไม้สีแดงขนาดใหญ่บินปลิวไปตามสายลม ก่อนจะร่วงกระจัดกระจายลงสู่พื้นเบื้องล่าง
ในขณะที่ผู้าุโอวี๋เข้าใจผิดไปเองว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะต้องตายตกอย่างไร้ข้อสงสัย จึงนั่งขัดสมาธิบ่มเพาะพลังอย่างอารมณ์ดีอยู่ใต้ต้นไม้เก่าแก่ซึ่งมีเถาวัลย์เลื้อยพันคดเคี้ยว ในขณะที่กำลังจะได้ลิ้มรสการทะลวงสู่เขตแดนจอมพลอสูรโลการะดับห้า ไข่มุกสื่อสารที่อยู่ในอกเสื้อของเขาก็ดันเปล่งแสงสว่างวาบออกมาเสียก่อน
“หือ เกิดเื่อะไรขึ้น ทำไมท่านเ้าสำนักถึงเรียกรวมตัวพวกเราที่หอประชุมกะทันหันเช่นนี้?”
เมื่อถูกเรียกตัวอย่างกะทันหัน ผู้าุโอวี๋ก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา ทว่าท่านเ้าสำนักเป็คนเรียกรวมเขาเองก็ไม่กล้าล่าช้า จำต้องหยุดการบ่มเพาะเอาไว้กลางคันแล้วมุ่งหน้าไปทางหอประชุม
ในขณะที่เขามาถึงหอประชุมอย่างรีบร้อน ทันใดนั้นสายตาก็ดันเห็นเงาร่างของใครบางคนที่เกินความคาดหมายมากเสียจนเขานิ่งอึ้งไปเลย
“ยะ...เยี่ยเฉินเฟิง เขารอดกลับมาได้อย่างไร แล้วยังจะทะลวงผ่านเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับห้าอีก”
เมื่อเห็นเงาร่างด้านข้างของเยี่ยเฉินเฟิงนั่งอยู่ภายในห้องโถง ผู้าุโอวี๋ก็ถลึงตากว้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้า ในใจก่อเกิดคลื่นลูกั์ซัดโถม เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะรอดออกมาจากสุสานมรณะได้อย่างปลอดภัย แล้วพลังที่แท้จริงยังเพิ่มสูงแบบก้าวะโ บรรลุเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับห้าได้อีก
เยี่ยเฉินเฟิงที่ใช้หางตาจับสังเกตสีหน้าท่าทางที่ผิดปกติของผู้าุโอวี๋ได้ ก็ยังคงรักษาสีหน้าท่าทีสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง แต่ภายในใจของเขากลับคิดอยากจะสังหารผู้าุโอวี๋อย่างแรงกล้า
ในตอนแรกที่ผู้าุโอวี๋คะยั้นคะยอให้ตนเองไปทำภารกิจที่สุสานมรณะจะต้องประสงค์ร้ายแอบแฝงเป็แน่ หากไม่ใช่เพราะตัวเขาวาสนาดี ป่านนี้คงตายตกอยู่ในสุสานมรณะไปแล้ว
“ที่ข้าเรียกประชุมทุกคนในวันนี้ เป็เพราะว่าเยี่ยเฉินเฟิงและหลินเข่อจู๋ได้ข้อมูลสำคัญบางอย่างกลับมาจากสุสานมรณะด้วย ซึ่งหากข้อมูลเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็ความจริง นิกายอัคคี์จะต้องสั่นะเือย่างแน่นอน”
ผู้าุโคนท่านหนึ่งในชุดคลุมยาวสีขาว เส้นผมหนวดเคราสีขาวโพลน พลังอำนาจดุดันแผ่กระจายออกมาจากร่างกายที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานการประชุม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
และผู้าุโชุดขาวคนนั้น ก็คือกานเต้าไป๋ ท่านเ้าสำนักที่ไม่ค่อยจะเผยตัวออกมาให้เห็นของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์
“พวกเ้าสองคนใครก็ได้เล่าเื่ที่พบเจอมาให้ทุกคนฟังอีกรอบที” กานเต้าไป๋เบนสายตาไปทางพวกเยี่ยเฉินเฟิงพร้อมเอ่ยปากขึ้น
“ข้าเล่าเอง” เยี่ยเฉินเฟิงลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า แล้วเล่าเื่ที่ตัวเองท่องจนแม่นยำออกไปอีกหนึ่งรอบ
หลังจากฟังเื่ที่เยี่ยเฉินเฟิงเล่าจบแล้ว ทั่วทั้งห้องประชุมก็พร้อมใจกันเงียบกริบ สายตางุนงงสงสัยแต่ละคู่ต่างมองตรงไปทางร่างของเยี่ยเฉินเฟิง
“เยี่ยเฉินเฟิง เ้าถูกยอดฝีมือระดับเซียนอสูร์ทำร้ายมาจริงๆ หรือ?” ผู้าุโคุมกฎเอ่ยถามขึ้น
“ใช่ จิตอสูรค้างคาวปีศาจของคนผู้นั้นเปล่งแสงสีม่วงออกมา น่าจะเป็ยอดฝีมือระดับเซียนอสูร์ หากไม่ใช่ในยามคับขันนั้นมีคนช่วยพวกเราเอาไว้ ข้ากับศิษย์พี่หลินอาจจะต้องทิ้งชีวิตเอาไว้ที่สุสานมรณะแห่งนั้นแล้ว” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้าพร้อมกล่าวตอบ
“ข้าเชื่อว่าข้อมูลที่พวกเขานำกลับมาแจ้งเป็ความจริง” ในตอนที่คนส่วนใหญ่กำลังสงสัยในคำพูดของพวกเยี่ยเฉินเฟิง กานเต้าไป๋ก็เอ่ยปากขึ้น “ถ้าหากข้าคาดเดาไม่ผิดเพี้ยนล่ะก็ ยอดฝีมือที่น่าจะเป็เซียนอสูร์คนนั้น มีโอกาสสูงมากที่จะเป็หนึ่งในสี่มหากุ่ยเซียน[1]จากลัทธิมาร์ที่หลบหนีไปได้ในปีนั้น กุ่ยเซียนคร่า์”
“กุ่ยเซียนคร่า์!”
ได้ยินชื่อดังกล่าว ภายในห้องประชุมก็เกิดเสียงสูดหายใจดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดเลยว่าเหล่าผู้าุโต่างก็รู้จักชื่อดังกล่าวเป็อย่างดี
“จิตอสูรค้างคาวปีศาจ เหมือนจะมีเคล็ดิญญาระดับตี้ขั้นต่ำกรงเล็บภูตพราย ดูดกลืนเืของมนุษย์และไม่กล้าเผยหน้าตาที่แท้จริง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็ลักษณะพิเศษของกุ่ยเซียนคร่า์ทั้งนั้น”
“ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ในปีนั้นลัทธิมาร์ถูกนิกายอัคคี์ นิกายหุบเขาเมฆาวายุและนิกายบรรพตวิหคอัสนีร่วมมือกันทำลายล้าง ส่วนเ้ากุ่ยเซียนคร่า์ที่หนีรอดไปได้ในครั้งนั้นาเ็สาหัสจนไม่อาจจะฟื้นคืนสภาพเดิมได้”
“ดังนั้นเขาจึงได้ซ่อนเร้นกายอยู่ในสุสานมรณะ วางแผนหลอกล่อให้ศิษย์ของพวกเราสามสำนักใหญ่เข้าไปหา แล้วดูดกลืนเืจากบรรดาศิษย์ในนิกายเพื่อฟื้นฟูพลังที่แท้จริงและล้างแค้นพวกเราไปพร้อมกัน มันก็ดูสมเหตุสมผลอยู่นะ” กานเต้าไป๋เอ่ยวิเคราะห์เื่ราว
“ท่านเ้าสำนัก ลือกันว่าแผนที่สมบัติซึ่งเป็ความลับสูงสุดของลัทธิมาร์ถูกเก็บไว้อยู่กับกุ่ยเซียนคร่า์ ถ้าหากคนผู้นั้นเป็กุ่ยเซียนคร่า์จริง เช่นนั้นพวกเราควรจะรายงานเื่นี้ให้นิกายอัคคี์ทราบหรือไม่ จะได้ไปตามจับตัวมัน” ผู้าุโคุมกฎครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น
ได้ยินสิ่งที่ผู้าุโคุมกฎเอ่ยขึ้นมา เยี่ยเฉินเฟิงก็ใจกระตุกวูบ เหมือนที่เขาคาดเดาเอาไว้ไม่ผิดเพี้ยนเลย ชายสวมหน้ากากปีศาจคนนั้นมีความลับอันยิ่งใหญ่อยู่จริงๆ และความลับที่ว่านั่นก็อาจจะอยู่กับเขาแล้วด้วย
“เื่นี้เอาไว้เราค่อยคุยกันภายหลัง เยี่ยเฉินเฟิง หลินเข่อจู๋ พวกเ้ายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อนำข้อมูลสำคัญเหล่านี้กลับมา นี่คือรางวัลที่ข้ามอบให้แก่พวกเ้า พวกเ้าจะได้รับผลึกิญญาระดับต่ำคนละห้าพันก้อน”
กานเต้าไป๋ตัดบทคำพูดของผู้าุโคุมกฎ ก่อนจะแบ่งรางวัลให้กับเยี่ยเฉินเฟิงและหลินเข่อจู๋คนละห้าพันผลึกิญญาระดับต่ำ
“เอาล่ะ พวกเ้าทั้งสองคนเจ็บหนักไม่น้อย แยกย้ายกลับไปพักผ่อนเถอะ”
“จำไว้นะ ข้อมูลสำคัญที่พวกเ้านำกลับมาแจ้งในวันนี้ จะต้องถูกเก็บไว้เป็ความลับ ห้ามแพร่งพรายออกไปโดยเด็ดขาด”
กานเต้าไป๋กล่าวกำชับอย่างเข้มงวด
“ท่านเ้าสำนักโปรดวางใจ พวกเราจะไม่หลุดปากออกไปโดยเด็ดขาด” กล่าวจบ พวกเยี่ยเฉินเฟิงก็เดินออกไปจากหอประชุม
“ศิษย์พี่หลิน ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน ท่านพักรักษาตัวดีๆ ล่ะ จะได้ฟื้นฟูจนหายดีในเร็ววัน” หลังจากออกมาจากหอประชุม เยี่ยเฉินเฟิงก็มองหลินเข่อจู๋ผู้มีรูปร่างร้อนแรงเย้ายวนใจซึ่งกำลังจมอยู่กับห้วงความคิด พลางเอ่ยขึ้นเสียงแ่เบา
“เฉินเฟิง บุญคุณที่เ้าช่วยชีวิตข้าไว้ วันหน้าข้าจะต้องตอบแทนอย่างแน่นอน” หลินเข่อจู๋มองเยี่ยเฉินเฟิงด้วยดวงตาแวววาว กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงซับซ้อน
แม้นางจะไม่กล่าวโทษเยี่ยเฉินเฟิง แต่ภาพที่เขาทำการรักษาให้นางในตอนนั้น นางทำใจลืมไม่ลงจริงๆ
เยี่ยเฉินเฟิงยิ้มตอบ จากนั้นก็ผละออกมาและมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนหลังเล็กริมหน้าผา
เมื่อกลับมาถึงที่เรือนแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็เปิดใช้งานค่ายกลทันที แล้วหยิบถุงเอกภพทั้งสองใบซึ่งเป็สมบัติของกุ่ยเซียนคร่า์ออกมา
“ผลึกิญญาระดับต่ำสามหมื่นแปดพันกว่าก้อน ผลึกิญญาระดับกลางหนึ่งร้อยยี่สิบสามก้อน รวมกับผลึกิญญาระดับต่ำที่เ้าสำนักให้มาอีกห้าพันก้อน มากพอจะให้ข้าล้างผลาญได้อีกพักใหญ่เลยล่ะ” เยี่ยเฉินเฟิงลองนับจำนวนผลึกิญญาทั้งหมดในถุงเอกภพใบแรกอย่างละเอียดถี่ถ้วนหนึ่งรอบ ก่อนจะเบนสายตาไปทางถุงเอกภพใบที่สอง
“ไม่รู้ว่าแผนที่สมบัติของลัทธิมาร์จะอยู่ในนี้หรือเปล่า?”
เยี่ยเฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ปลดปล่อยพลังิญญาแทรกซึมเข้าไปในถุงเอกภพใบที่สองและค้นหาดูอย่างรวดเร็ว
“ม้วนคัมภีร์เคล็ดิญญา วัตถุดิบสำหรับหลอมรวมอักขระอาคม อาวุธิญญาระดับกลาง สมุนไพรฟ้าดิน แผ่นเหล็กสีดำ กะโหลกศีรษะอีกหนึ่งอัน...ไม่มีแผนที่สมบัติเหรอ?”
เยี่ยเฉินเฟิงค้นหาภายในถุงเอกภพจนหมดแล้วแต่ก็ไม่พบแผนที่สมบัติอะไร ทว่ากะโหลกศีรษะกับแผ่นเหล็กดำที่อยู่ภายในถุงเอกภพค่อนข้างดึงดูดความสนใจของเขามาก ความคิดแวบหนึ่งผุดขึ้นมา เขาจึงหยิบของสองสิ่งนั้นออกมาทันที
“แผนที่สมบัติของลัทธิมาร์จะซ่อนอยู่ในกะโหลกศีรษะหรือแผ่นเหล็กพวกนี้หรือเปล่านะ?”
เยี่ยเฉินเฟิงใคร่ครวญสักพัก ก่อนจะหยิบแผ่นเหล็กดำขึ้นมาและปล่อยพลังิญญาอันแกร่งกล้าเข้าไปด้านใน
“อักขระอาคม แผ่นเหล็กดำชิ้นนี้มีอักขระอาคมป้องกันอยู่”
เมื่อััได้ว่าภายในแผ่นเหล็กสีดำมีพลังของอักขระอาคมบรรจุไว้ เยี่ยเฉินเฟิงจึงใช้พลังของสมองกลืนเทวะปลดทำลายออกทันที
ประมาณครึ่งก้านธูปผ่านไป อักขระอาคมป้องกันของแผ่นเหล็กดำก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น ภายในแผ่นเหล็กดำพลันปรากฏเคล็ดิญญาลี้ลับขึ้นมา
“เคล็ดิญญาระดับตี้ขั้นต่ำกรงเล็บภูตพราย”
เยี่ยเฉินเฟิงทำความเข้าใจเคล็ดิญญาในแผ่นเหล็กอย่างคร่าวๆ ด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะแสดงสีหน้าสิ้นหวังออกมา
แม้ว่ากรงเล็บภูตพรายจะมีอานุภาพร้ายกาจมาก สามารถฉีกกระชากอาวุธิญญาระดับต่ำได้ แต่หากตัวเขาศึกษาจนสามารถใช้งานจริงได้ ก็อาจจะถูกคนเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับกุ่ยเซียนคร่า์เอาได้ง่ายๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเ่าั้ เขาจึงต้องยอมปล่อยเคล็ดิญญาไปอย่างน่าเสียดาย
หลังจากเก็บแผ่นเหล็กดำลงในถุงเอกภพ เยี่ยเฉินเฟิงก็เริ่มต้นศึกษากะโหลกศีรษะประหลาดต่อ ในตอนที่เขาปล่อยพลังิญญาแทรกซึมเข้าไปด้านใน เขาก็พบว่ามีอักขระอาคมป้องกันอยู่เหมือนเดิม
เพียงแต่อักขระอาคมป้องกันของกะโหลกศีรษะแ่าและแข็งแกร่งกว่าในแผ่นเหล็กดำหลายเท่าตัว เยี่ยเฉินเฟิงใช้พลังของสมองกลืนเทวะในการปลดผนึกอยู่ราวๆ หนึ่งชั่วโมง ถึงจะทลายอักขระป้องกันด้านในออกได้อย่างยากเย็น
ครู่ต่อมา กะโหลกศีรษะชิ้นนั้นก็ปรากฏระลอกพลังงานอันแกร่งกล้าขึ้น ในตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงปลดปล่อยพลังิญญาแทรกซึมเข้าไปนั้น สมองของเขาก็ปรากฏภาพแผนที่ภูมิศาสตร์อย่างละเอียดขึ้น พร้อมกับคำอธิบายจำนวนมหาศาล
“แผนที่สมบัติลัทธิมาร์”
เยี่ยเฉินเฟิงรีบอ่านดูคำอธิบายใต้แผนที่อย่างคร่าวๆ ความปีติยินดีพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาไม่คิดเลยว่าแผนที่สมบัติของลัทธิมาร์ที่สร้างความโกลาหลให้กับดินแดนเป่ยเสวี่ยได้ จะตกอยู่ในมือของเขาจริงๆ
--------------------------------------------------------------------
[1] กุ่ยเซียน (鬼仙) คือคนที่มีพลังหยินมากเกินไปและหมดพลังชีวิตลงไปแล้ว ส่วนใหญ่จะอาศัยในภพภูมิของผีปีศาจ
