บทที่ 113 คุ้มครองเ้าให้ปลอดภัย
“น้องหญิงต้องระวังให้ดี หลายวันก่อนมีขั้นหวางเจ่อผู้หนึ่งปรากฏตัวหมายจะลอบสังหารพี่ คนผู้นั้นคิดว่าพี่อ่อนหัด จึงไล่ตามพี่ออกนอกเมืองหลวงต้าเฉียน ไม่เช่นนั้นพี่คงเอาชีวิตเขาได้ยาก” เฉียนหลิงเทียนกล่าว
เมื่อได้ฟังวาจาของเฉียนหลิงเทียน ใบหน้าของเฉียนหลิงอู่ก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง ผู้ฝึกตนขั้นหวางเจ่อเข้าลอบสังหาร? ดูๆ แล้ว อีกฝ่ายเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วราชวงศ์ต้าเฉียนก็มีอันตรายรอบด้านเช่นเดียวกัน
“เ้าโง่นั่นคิดว่าพี่ไร้ซึ่งกำลังต่อต้าน จึงพูดออกมาทั้งหมด เขาเป็ผู้าุโของศาลาดาวฤกษ์ ไม่ใช่ศาลาดาวฤกษ์ในอาณาเขตราชวงศ์เฉียนของเรา แต่มาจากต่างแดน ส่วนศาลาดาวฤกษ์นั้นเป็สำนักพิทักษ์ราชวงศ์ดาราเหมันต์” เฉียนหลิงเทียนกล่าวกับเฉียนหลิงอู่
“พวกเขาคงอยากได้อำนาจปกครองของอาณาเขตแห่งนี้ แต่ข้าไม่สนเื่นั้น หากใครกล้ามาข่มเหงเรา เราพร้อมสู้ตาย!” ใบหน้าเฉียนหลิงอู่เต็มไปด้วยความเดือดดาล เพราะมีคนลงมือกับพี่ชายของนาง นี่ หากท่านพี่ไร้ซึ่งพลังความสามารถคงถูกปลิดชีพไปแล้ว
ปึง!
เฉียนหลิงเทียนตบโต๊ะทีหนึ่ง “ต้องให้ได้อย่างนี้ ผู้ใดมาหาเื่ในอาณาบริเวณของเรา ก็ฆ่าให้ตายเสีย”
“เสด็จพี่วางใจได้ ไม่ว่าจะเป็เมื่อใด น้องจะยืนอยู่ข้างกายเสมอ” เฉียนหลิงอู่พยักหน้า
เฉียนหลิงเทียนนำแหวนมิติวงหนึ่งออกมามอบให้เฉียนหลิงอู่ “ในนี้มีโอสถขั้นหกที่ช่วยผู้ฝึกตนขั้นหวางเจ่อได้ เ้าจงนำไปช่วยในการฝึกฝน แล้วรีบพัฒนาพลังตบะโดยเร็ว”
“เสด็จพี่เก็บไว้ดีกว่า หากพลังตบะของท่านพี่พัฒนาขึ้น ท่านจะมีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตพื้นที่แห่งนี้” เฉียนหลิงอู่ไม่ได้รับแหวนมิติเอาไว้ นี่เป็ของดีก็จริง แต่จะให้นางสนใจเพียงตนเองโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่ชาย ก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้
“เ้ารับไว้เถอะ พี่เก็บไว้แล้วส่วนหนึ่ง ไม่มีปัญหา” เฉียนหลิงเทียนรีบยัดแหวนมิติใส่มือเฉียนหลิงอู่ แล้วจึงเดินจากไป
เฉียนหลิงอู่ทอดถอนใจ นางรู้ว่าตัวเองต้องพยายาม พลังตบะของนางไม่พัฒนามาหลายปีแล้ว เพราะไม่มีทรัพยากร ต้องพึ่งการดูดซับอณูปราณธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ส่วนความเร็วฝึกฝนก็ถือว่าช้าเกินไป
ระหว่างนั่งอยู่ในเกวียนสัตว์อสูร ฉินชูเดินทางไปพลาง ฝึกฝนไปพลาง
ยามถึงบริเวณรอบนอกหุบเขาเทียนเซียง พลังตบะของเขาไม่เพียงคงสภาพ แต่ยังพัฒนาขึ้นเล็กน้อย
หลังจากให้เกวียนสัตว์อสูรกลับไป ฉินชูจึงหาเส้นทางที่ครั้งก่อนลอบเข้าไป แล้วลักลอบเข้าไปภายในหุบเขาเทียนเซียงอีกครั้ง
“เ้ากลับมาแล้ว” ฉินชูยังไปไม่ถึงบริเวณถ้ำูเา จื่อหลวนก็ปรากฏตัว
ฉินชูพยักหน้า “กลับมาแล้ว ระยะนี้เป็อย่างไรบ้าง?”
“ไม่เป็อย่างไร คนข้างนอกไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามา” จื่อหลวนกล่าว
“เช่นนั้นก็ดี ครั้งนี้ข้าไม่เพียงแต่ได้พบกับเฉียนหลิงอู่ ทั้งยังได้พบกับจักรพรรดิเฉียนด้วย เ้ารู้หรือไม่ ผู้ฝึกตนทั้งหลายในเขตพื้นที่นี้ล้วนถูกจักรพรรดิเฉียนตบตา ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในเขตพื้นที่นี้หาใช่เฉียนหลิงอู่ แต่จักรพรรดิเฉียนต่างหาก เขามีพลังตบะขั้นหกหวางเจ่อ่กลาง ที่ผ่านมาเขาไม่ทำตัวเอิกเกริก ทั้งหมดก็เพื่อหลอกล่อให้กลุ่มอิทธิพลคู่อริมาลอบสังหารและโจมตี เล่นหมูกินเสือ” ฉินชูกล่าว
ระหว่างสนทนากัน ฉินชูบอกเล่าเื่ของเฉียนหลิงเทียน รวมทั้งสถานการณ์โดยรวมของเขตพื้นที่นี้ให้นางฟัง
“เพื่อน้องสาวแล้ว จักรพรรดิเฉียนทุ่มเทมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ เขาดูเป็พี่ชายที่ดี เ้าวางใจได้! หากพวกเขาไม่ทำเกินกว่าเหตุ ข้าก็จะไม่มีเื่กับพวกเขา” จื่อหลวนกล่าว
“ข้าไม่อยากให้สหายที่ข้ารู้จักต้องเผชิญกับปัญหา หากจัดการได้ก็นับว่าดีที่สุด ยิ่งเขตพื้นที่ของเรามีศัตรูภายนอกค่อนข้างมากอยู่แล้วด้วย” ฉินชูบอกกล่าวความคิดของตน รวมถึงจุดประสงค์ที่คอยเป็ตัวกลางให้
“สำนักใหญ่ทั้งสามมีเื้ัสกปรก ข้าไม่ปล่อยพวกเขาไว้แน่ หากพวกเขากล้าเข้ามา ข้าก็กล้าสังหาร!” จื่อหลวนกล่าว
แม้จะรีบร้อนอยากกลับสำนักชิงหยุน แต่ฉินชูก็เกรงใจเกินกว่าจะกลับมาแล้วไปทันที จึงอยู่ในหุบเขาเทียนเซียงเป็เพื่อนจื่อหลวนกึ่งเดือน จากนั้นจึงค่อยบอกว่าตัวเองจะไปแล้ว
“ฉินชู ยามนี้สถานการณ์ไม่สงบ หากเกิดอันตรายใด เ้าก็มาที่นี่เสีย ข้าจะคุ้มครองเ้าให้ปลอดภัยเอง” จื่อหลวนกล่าว
ฉินชูโค้งตัวคำนับจื่อหลวน “ขอบคุณ ในครั้งแรกที่ได้พบเ้าและได้ป้ายชิงหวาง นั่นถึงจะเป็จุดเริ่มต้นเส้นทางฝึกฝนของข้าอย่างแท้จริง บุญคุณนี้ข้าจะจดจำไว้ในใจ”
จื่อหลวนยื่นมือไปประคองฉินชู “เ้าอย่าได้กล่าวเช่นนี้ ในครั้งนั้นเ้าให้ข้ากินโอสถรักษาอาการาเ็ ช่วยให้ข้าผ่านพ้น่อันตรายที่สุดไปได้ สิ่งที่เ้าทำในยามนี้ ก็ทำเพื่อความปลอดภัยของข้าไม่ใช่หรือ เ้าเป็สหายเพียงคนเดียวของข้า เื่เหล่านี้ข้ารู้ดี”
ฉินชูพยักหน้าให้จื่อหลวน ไม่รอให้จื่อหลวนเอ่ยวาจาว่าจะไปส่ง เขาก็หันขวับออกจากถ้ำูเาไป จากนั้นจึงเดินตามเส้นทางที่เข้ามา และออกจากหุบเขาเทียนเซียง
มาถึงเมืองที่เขาสังหารศิษย์สำนักดาบโลหิตในครั้งก่อน ฉินชูก็ได้พบกับคนคุ้นเคย คนผู้นี้ก็คือคนขับเกวียนที่ไม่มีจรรยาบรรณวิชาชีพและดูแคลนผู้อื่น
ฉินชูเห็นคนขับเกวียนผู้นี้ คนขับเกวียนผู้นี้ก็เห็นฉินชูแล้วเช่นกัน เขาคิดจะหลบ แต่ไม่กล้าขยับฝีก้าว ฉินชูชักกระบี่ก็สังหารศิษย์สำนักดาบโลหิตได้ทันที นั่นเป็สิ่งที่เขาเห็นมากับตา ในครั้งก่อนเขาส่งฉินชูไปที่ตำหนักหลิงอู่ ดังนั้นเขาจึงเข้าใจ ว่าฉินชูไม่เพียงแต่เหี้ยมโหด แต่ยังมีเื้ัใหญ่โตด้วย
ฉินชูกวักมือเรียกคนขับเกวียน “ส่งข้าไปสำนักชิงหยุน เ้ามีปัญหาหรือไม่?”
“ไม่... ไม่มีปัญหา!” คนรถกล่าวอย่างตะกุกตะกัก ไม่กล้าแม้แต่จะเรียกราคา เขากลัวว่าฉินชูจะใช้อาวุธต่อรองกับเขา
หลังจากขึ้นเกวียนสัตว์อสูร ฉินชูก็ส่ายหน้า พบเจอคนชั่วร้าย เ้าก็ต้องร้ายกว่าเขาเท่านั้น มิเช่นนั้นคนขับเกวียนผู้นี้คงไม่มีทางว่าง่ายเป็แน่
ใช้เวลานานหลายวัน ฉินชูจึงกลับถึงหน้าประตูขึ้นเขาสำนักชิงหยุน
ลงจากเกวียน ฉินชูก็โยนทองห้าตำลึงให้คนขับเกวียน “เห็นแก่ที่เ้ายังเชื่อฟัง แต่ขอเตือนเ้าสักหน่อย จงเป็คนไม่คิดคด แล้วชีวิตย่อมไม่เกิดภัย แม้จะหาเงินได้น้อยลง แต่ชีวิตยืนยาวขึ้น”
หลังกล่าวจบ ฉินชูจึงเข้าไปในสำนักชิงหยุน มุ่งหน้าไปทางหอคัมภีร์ที่ยอดเขาหลักท่ามกลางสายตาเคารพยกย่องของศิษย์สำนักชิงหยุนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ เื่บางอย่างเขาต้องพูดคุยกับโม่เต้าจื่อ หากดูแคลนราชวงศ์เฉียน เช่นนั้นอาจเกิดเื่ได้ง่าย
เมื่อฉินชูมาถึง โม่เต้าจื่อที่กำลังนั่งสมาธิก็ลืมตาขึ้น “เ้าหนูกลับมาแล้ว พลังตบะไม่มีความก้าวหน้าเลยหรือ”
ฉินชูหัวเราะเบา ปลดพลังตบะของตนเองที่เก็บซ่อนไว้ พลังตบะแปรเปลี่ยนจากขั้นสามเจินหยวนระดับเก้าเป็ขั้นสี่หลิงหยวนระดับหนึ่ง เขาเรียนรู้การไม่ทำตัวให้เป็จุดสนใจมาจากเฉียนหลิงเทียน
“เ้าหนูมากเล่ห์เสียจริง” โม่เต้าจื่อลุกขึ้นยืน เดินวนรอบตัวฉินชูรอบหนึ่ง
“นี่เ้าใช้เล่ห์กลอะไร?” หลิงหยุนจื่อมายังศาลาที่พักของโม่เต้าจื่อ
“เ้าหนูนี่รู้จักเก็บซ่อนพลังแล้ว” โม่เ้าจื่อกล่าว
“ไม่ใช่ขอรับ เพียงไม่อยากทำตัวเป็จุดสนใจนัก แล้วแบบนี้ยามจำเป็ก็ทำให้อีกฝ่ายประมาทได้” ฉินชูกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ลองเล่ามาว่าออกไปคราวนี้ได้อะไรมาบ้าง” โม่เต้าจื่อชี้เก้าอี้ที่ว่างอยู่พร้อมกล่าว
หลังจากนั่งลง ฉินชูเรียบเรียงคำพูดครู่หนึ่ง ก่อนบอกเล่าสถานการณ์ของราชวงศ์เฉียน รวมทั้งท่าทีของราชวงศ์เฉียน
“เฉียนหลิงเทียนช่างเก็บซ่อนได้ล้ำลึกนัก ยังดีที่จุดยืนของพวกเขาไม่เลว ท่าทีก็ถือว่าใช้ได้! ฉินชู เ้ามีความสัมพันธ์เช่นไรกับพวกเขา โดยเฉพาะกับเฉียนหลิงอู่?” โม่เต้าจื่อหันมองฉินชู เขามีความรู้สึกไม่ค่อยดีนัก เขาไม่อยากให้ฉินชูถูกคนพาหนีไป พลังทำลายของสตรี ไม่ได้มีพลังต่อสู้เพียงอย่างเดียว
