เดิมทีหลี่อันหรานตั้งใจจะเดินเที่ยวกับพวกนาง แต่แล้วนางกลับได้พบกับโอกาสทางธุรกิจระหว่างทาง โดยเฉพาะ่ที่ทานอาหาร นางอุ้มน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดของตัวเองเดินแยกไปที่ใดก็ไม่รู้
คนอื่นจึงตกลงกันว่าจะไปพบกันที่ใด จากนั้นค่อยแยกย้ายกันไปเที่ยว
กระทั่งเวลาได้ล่วงเลยมาจนถึง่พลบค่ำ เมื่อทุกคนลงจากเขาด้วยความผิดหวัง หลี่อันหรานก็มารออยู่ก่อนที่รถม้าแล้ว
นางเห็นเสิ่นอิ๋นหวนกลับลงมาก็ตรงเข้าไปหาอย่างตื่นเต้น “ท่านแม่ วันนี้ข้าได้พบกับลูกค้ารายใหญ่สองราย พวกเขาเปิดภัตตาคารอยู่ที่เมืองอื่นและสนใจในน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดของข้ามาก ข้าให้พวกเขาทดลองชิมสองไห ทั้งยัง…”
หลี่อันหรานเล่าถึงตรงนี้แล้วก็สังเกตเห็นว่าเสิ่นอิ๋นหวนกับท่านป้าหวางมีสีหน้าเศร้าซึมผิดไปจากปกติ “เป็อะไรไปหรือเ้าคะ?”
เสิ่นอิ๋นหวนพลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ “วันนี้ตั้งใจมาเพราะอยากเห็นว่าพระสนมในวังหน้าตาเป็เช่นไร แต่แล้วพยายามเบียดฝ่าฝูงชนอย่างไรก็ไร้ผลลัพธ์ เห็นแค่ทหารไม่กี่นายที่ตามอยู่ท้ายขบวนอย่างเกียจคร้านเท่านั้นแหละ”
ท่านป้าหวางอธิบายเสริม “พระสนมจากในวังไม่ใช่บุคคลที่จะพบเจอได้ง่ายๆ อยู่แล้ว นั่นเป็คนที่ปรนนิบัติฮ่องเต้เชียวนะ ชาวบ้านธรรมดาแบบพวกเราไม่มีสิทธิ์พบหรอก เพราะหากพบเจอได้ง่ายขนาดนั้น มันจะมีอะไรต่างจากพวกเรากัน?”
หลี่อันหรานได้ยินดังนั้นจึงหลุดหัวเราะดังพรืด “แม้นจะเป็พระสนมจากในวังก็เป็มนุษย์เดินดินเช่นกันเ้าค่ะ”
“แต่สถานะไม่เหมือนกัน พระสนมมีฐานะสูงศักดิ์ อีกทั้งต้องงดงามดั่งเทพธิดาเป็แน่”
หลี่อันหรานส่ายศีรษะด้วยรอยยิ้มบางๆ นางไม่ค่อยรู้เื่ในราชสำนัก นอกจากนี้ก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน
นางจึงเปลี่ยนไปคุยเื่อื่นแทน “ทุกท่านลองตรวจสอบดูว่ามีอะไรตกหล่นหรือไม่ พวกเราควรกลับกันได้แล้ว” นางว่า ในใจครุ่นคิดว่าผลประกอบการที่ใหญ่ที่สุดในวันนี้คือการได้พบกับลูกค้ารายใหญ่สองราย
ไม่แน่ว่านี่จะเป็ประโยชน์ต่อกิจการของนางในอนาคต
ทุกคนทำการนับจำนวนคน แต่แล้วกลับต้องพบว่าเจียงเฉิงไม่อยู่ที่นี่
หลี่อันหรานเพิ่งนึกได้ว่าเจียงเฉิงแยกตัวไปั้แ่ตอนที่นางไปหาลูกค้าแล้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมา
“พวกท่านรอที่นี่ประเดี๋ยว ข้าจะลองไปหาดูรอบๆ”
สิ้นเสียง นางก็แยกตัวไปตามหาบริเวณใกล้ๆ ทันที ทว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ จังหวะที่นางกำลังจะกลับไปยังรถม้านี้เอง อยู่ๆ ก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาหา
“แม่นางท่านนี้ ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าหลี่อันหรานใช่หรือไม่?” บุรุษผู้นี้มีมารยาทมาก
“ใช่ แล้วท่านคือ?”
“มีคุณชายนามว่าฉางควนฝากให้ข้ามาบอกกับท่านว่า เชิญพวกท่านกลับไปกันก่อน เขามีธุระต้องจัดการ รอให้จัดการเรียบร้อยแล้วจะตามกลับไป”
“เขาอยู่ที่ใด? มีธุระอะไรต้องจัดการหรือ?” นางลอบสังเกตคนตรงหน้า จึงพบว่าแม้บุรุษผู้นี้จะสวมใส่เครื่องแบบองครักษ์ แต่กลับใช้ผ้าดีกว่าชุดของถิงจั่งเสียอีก
“ข้าน้อยมิทราบ ข้าน้อยเพียงแต่ช่วยแจ้งข่าวเท่านั้น ขอลา” บุรุษในเครื่องแบบองครักษ์กล่าวจบ ก็ขอแยกตัวจากไปทันที
ส่วนหลี่อันหรานยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยความสับสนงุนงง กระทั่งท่านลุงจางเดินมาตาม “คนที่คุยกับเ้าเมื่อครู่คือผู้ใดหรือ? หาฉางควนเจอหรือไม่?”
“หาไม่เจอเ้าค่ะ บุรุษคนเมื่อครู่คือคนที่เขาฝากให้มาแจ้งข่าว เขาบอกว่าฉางควนมีธุระ กลับไปพร้อมกับพวกเราไม่ได้ พวกเราไปกันเถิดเ้าค่ะ” แม้ว่าหลี่อันหรานจะเดินกลับไปยังรถม้าแล้ว ทว่าภายในใจกลับรู้สึกเศร้านัก
นับวันเจียงเฉิงก็ยิ่งคลุกคลีกับพวกนางน้อยลงเรื่อยๆ เอาแต่ทำตัวลึกลับ นี่ทำให้นางรู้สึกว่าอีกไม่นานเขาคงจากไป
แต่นางไม่อยากยื่นมือไปยุ่งเื่ของเขามากกว่านี้ ในเมื่อสักวันเขาก็ต้องจากไปอยู่แล้ว เช่นนั้นนางจะเสียใจไปเพื่ออะไร
ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่รู้กระทั่งตัวตนของเขาด้วยซ้ำ ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายเื่ของเขาหรอก
ระหว่างเดินทางกลับ ความรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่เจอลูกค้าของนางตกต่ำลงมาก นางนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาตลอดทาง
เสิ่นอิ๋นหวนจับสังเกตอาการของนางได้ นางรอจนกลับถึงบ้านแล้วค่อยพูดกับหลี่อันหรานอย่างจริงจัง “หากเ้าเป็ห่วงเขาก็บอกเขาสิ”
“ข้าไม่ได้เป็ห่วงเขาสักหน่อย”
“ปากเ้าพูดอย่างหนึ่ง แต่ใจเ้าคิดอีกอย่าง ถึงแม้แม่จะเคยถามถึงเื่ระหว่างพวกเ้า แต่แม่ก็มองออก”
“ท่านแม่ อย่าพูดเื่นี้อีกเลยเ้าค่ะ” หลี่อันหรานนั่งลงบนขั้นบันไดหน้าประตูบ้าน นางเงยหน้ามองม่านราตรีเบื้องนอกพร้อมกับตัดพ้อ “ข้ารู้สึกว่าเขาใกล้จะไปจากที่นี่แล้ว ่นี้เขาคอยทำอะไรลับหลังพวกเราอยู่ตลอด”
“ที่เขาไม่บอกเพราะอาจเป็ธุระส่วนตัวก็ได้” เสิ่นอิ๋นหวนพยายามเอ่ยปลอบประโลม
“เขาไม่อยากดึงพวกเราเข้าไปยุ่งกับเื่ของตัวเอง ไม่เคยพูดถึงให้ฟัง แต่ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ปล่อยให้เขายุ่งกับเื่ของเขาไป ส่วนพวกเราก็ยุ่งกับเื่ของตัวเองก็พอ” นางพูดจบแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ข้าขอตัวกลับห้องก่อนนะเ้าคะ”
หลี่อันหรานแบกร่างกายอันแสนหนักอึ้งกลับไปยังห้อง เสิ่นอิ๋นหวนมองตามเงาหลังของนางแล้วทอดถอนใจ หากนางไม่ถูกทำให้เสียโฉม หากพรหมจรรย์ของนางยังอยู่ ถึงแม้ฐานะครอบครัวจะยากจนไปบ้าง แต่ก็คงไม่ต้องปิดบังความรู้สึกของตัวเองต่อคนที่พึงใจแบบนี้
หลี่อันหรานทิ้งตัวลงบนเตียง ทว่าทำอย่างไรก็ไม่อาจข่มตาหลับได้ นางนอนมองเพดานอย่างเหม่อลอย ฝ่ามือเผลอยกขึ้นลูบแผลเป็บนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
นางเคยลองใช้สารพัดวิธีเพื่อลบรอยแผลเป็ออกจากใบหน้า
แม้จะทำให้แผลเป็จางลงและดีขึ้นกว่าเก่าได้ ถึงกระนั้น ก็มิอาจทำให้หายไปโดยสิ้นเชิงได้อยู่ดี นอกจากนี้ ตอนนี้นางก็ไม่มีเวลามาคิดเื่พวกนี้เช่นกัน
ต่อให้มีสมุนไพรล้ำค่าที่สามารถรักษาให้หาย เกรงว่านางก็คงไม่มีเงินซื้ออยู่ดี
แต่นี่เป็เื่ที่ติดค้างอยู่ในใจนางมาโดยตลอด สักวันหนึ่ง นางจะต้องลบรอยแผลเป็ออกไปให้จงได้
หลี่อันหรานพลิกตัว ในหัวนึกถึงแต่เื่ของเจียงเฉิง นางคิดกับตัวเอง ถ้าหากใบหน้านางไม่มีแผลเป็ เจียงเฉิงจะยอมอยู่ที่นี่ต่อหรือไม่?
เขาจะเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อนางและใกล้ชิดกว่านี้หรือไม่?
ไม่ใช่เห็นนางเป็เพียงผู้มีพระคุณแบบทุกวันนี้
หลี่อันหรานยิ่งคิดก็ยิ่งว้าวุ่นใจ นางเดาไม่ออกจริงๆ ว่า่นี้เจียงเฉิงกำลังทำอะไร แต่ในระหว่างที่นางกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งเหล่านี้ อยู่ๆ นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
นางพลันลุกพรวดจากเตียง ตรงไปยังตู้เก็บของและนำถุงผ้าซึ่งทำจากผ้าแพรออกมาจากลิ้นชักชั้นล่างสุดของตู้
ครั้นเปิดถุงผ้าออก กระดาษที่อยู่ด้านในก็หายไปแล้วตามคาด
มุมปากของหลี่อันหรานยกยิ้มและยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่เพียงพริบตานางก็ต้องปั้นสีหน้าให้ดูตื่นใ
นางวิ่งออกจากห้องไปด้วย ร้องะโไปด้วย “ท่านแม่ แย่แล้วเ้าค่ะ เกิดเื่ใหญ่แล้ว”
เสิ่นอิ๋นหวนไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น แต่ก็วิ่งออกมาด้วยความใเช่นกัน “มีอะไร? เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ท่านแม่ สูตรน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดของพวกเราถูกคนขโมยไปแล้วเ้าค่ะ ข้าเก็บไว้ในถุงผ้า แต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว”
เสิ่นอิ๋นหวนใจนหน้าซีดเผือด ที่ทุกวันนี้ครอบครัวของพวกนางมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นล้วนแต่เป็อานิสงส์จากน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดทั้งสิ้น นอกจากนี้ บ้านใหญ่กับบ้านรองก็อยากได้สูตรในการทำมาก ตอนนี้สูตรในการทำหายไป จะไม่ให้นางใลนลานได้อย่างไร
“ทำอย่างไรดี? ผู้ใดกันที่ขโมยไป เหตุใดเ้าไม่พกของสำคัญเช่นนี้ติดตัวไว้”
ภายในใจหลี่อันหรานมีความสุข แต่ต้องแสร้งทำอะไรไม่ถูก “ตอนนี้พูดเื่พวกนี้ไปก็เปล่าประโยชน์เ้าค่ะ พวกเราแจ้งความดีหรือไม่เ้าคะ”
ทั้งสองคนร้อนรนไม่ต่างจากมดบนกระทะร้อน [1] โดยเฉพาะเสิ่นอิ๋นหวนที่ร้อนรนจนนั่งไม่ติด
เชิงอรรถ
[1] มดบนกระทะร้อน (热锅上的蚂蚁) เป็สำนวนที่เปรียบเปรยอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือร้อนใจ ราวกับมดที่อยู่ในกระทะที่ถูกเผาไฟจนร้อน
