เฝิงซานหัวหน้าบ่าวชายหมดความอดทน “คุณหนูใหญ่ นายหญิงกับฮูหยินรองคอยท่านอยู่ที่โถงพระนะขอรับ เชิญ!” น้ำเสียงกระโชกกระชาก ติดจะข่มขู่ด้วยซ้ำไป ไม่เห็นนางที่เป็คุณหนูใหญ่อยู่ในสายตาโดยสิ้นเชิง
“บังอาจ! มีบ่าวที่พูดจากับเ้านายเหมือนอย่างเ้าหรือ” ไป๋ซื่อโกรธจัดจนหายใจไม่ทัน พอเอ็ดจบก็เริ่มไออย่างรุนแรงอีกรอบ
“ท่านแม่ อย่าโมโหไปเลย กลับห้องก่อนเถิด ชุ่ยลวี่ รีบพาท่านแม่กลับไปพักผ่อนที่เรือนที” ไป๋เซียงจู๋พยายามปลอบไป๋ซื่อให้อารมณ์สงบลง เล็งสายตาเหี้ยมเกรียมส่งไปที่เฝิงซาน
เฝิงซานคนนี้คือผู้ช่วยมือดีอีกคนของอวี๋ซื่อนอกเหนือจากหลี่ฟู่กุ้ย บัดนี้หลี่ฟู่กุ้ยไม่อยู่แล้ว สถานะของเฝิงซานจึงถูกเลื่อนขั้น และวางอำนาจบาตรใหญ่ยิ่งกว่าเดิมไปตามเื่ตามราว
สายตาของไป๋เซียงจู๋พลันทำให้นึกถึงข่าวลือในวังหลวง เฝิงซานเกิดความขลาดกลัว แต่พอคิดว่าอีกประเดี๋ยวคุณหนูใหญ่ผู้นี้คงถูกไล่ไปอยู่สำนักชี เขาก็ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวขนาดนั้นแล้ว
ล่วงเกินคนของจวนเหิงชินอ๋อง พระชายาเหิงนั่นฤทธิ์เดชน้อยเสียที่ไหน จะต้องตกระกำลำบากเพียงใดก็ยังไม่รู้ตัว
“ฮูหยิน บ่าวไม่ใช่ไม่เคารพคุณหนูใหญ่ บ่าวเพียงแต่รับคำสั่งมาเชิญคุณหนูใหญ่ไปก็เท่านั้น” เฝิงซานกล่าวด้วยสีหน้ารำคาญ ยิ่งเห็นไป๋เซียงจู๋ไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็ยิ่งผยอง “คุณหนูใหญ่ อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย มิฉะนั้นอย่าหาว่าพวกเราบ่าวไพร่หยาบคาย!”
“เ้า...” ไป๋ซื่อหายใจหอบเพราะความโกรธที่พลุ่งพล่าน
ไป๋เซียงจู๋ไม่รีรอส่งสายตาเป็สัญญาณให้ชุ่ยลวี่เพื่อให้นางพาไป๋ซื่อกลับเข้าไป “ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ลูกรู้ดีว่าอะไรควรมิควร”
เมื่อได้เห็นแววตาเด็ดเดี่ยวของไป๋เซียงจู๋ ไป๋ซื่อก็รู้สถานะของตนในตอนนี้ นางจึงจำใจพยักหน้าตกลง ถึงกระนั้นก็ยังพะว้าพะวังไม่คลาย
หลังไป๋ซื่อกลับเข้าเรือนแล้ว ไป๋เซียงจู๋จ้องมองใบหน้าของพวกเฝิงซานอย่างไร้อาการกราดเกรี้ยว แค่จ้องเฉยๆ เท่านั้น ทว่าสายตาช่างดุดันเหลือแสน ราวกับกุมพลังอำนาจอันใหญ่ยิ่งไว้ เฝิงซานที่เดิมทีวางท่าฮึกเหิมก็เหมือนโดนสะกดนิ่งกะทันหัน เหงื่อเย็นไหลอาบแผ่นหลัง มีบางอย่างดลใจให้อยากจะโยนกระบองในมือทิ้งอย่างเสียไม่ได้
เสียงหัวเราะเยาะดังก้องอยู่ในใจ ไป๋เซียงจู๋เอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “ไปเถิด ข้าก็อยากไปเคารพท่านยายพอดี”
ณ โถงพระ
ไอควันไม้จันทน์หอมในกระถางธูปลอยอบอวลเอื่อยๆ ดวงเนตรเปี่ยมเมตตาของพระพุทธรูปเนื้อทองแดงแลละม้ายคล้ายว่ามองเห็นรักโลภโกรธหลงในมนุษย์โลกได้อย่างถ่องแท้ สองฝั่งภายในโถงพระมีคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ไป๋ชิงโหรว อวี๋ซื่อ แม้แต่น้ารองไป๋ฉางชิงที่มักจะเที่ยวเตร่ตักตวงความสำราญนอกบ้านแทบตลอดเวลายังนั่งอยู่ตรงนั้น หรูอี้สาวใช้ประจำตัวของไป๋ชิงโหรวรวมไปถึงเหล่าบ่าวรับใช้แล่นเรือตามลม [1] ที่ปกติมักรังแกนางยิ่งั์ตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้น รอคอยฉากที่ไป๋เซียงจู๋จะอ้อนวอนอย่างทุกข์ทรมานแล้วถูกขับไล่ออกจากจวนไป๋ขึ้นแสดง
จนกระทั่งชายกระโปรงสีเรียบล่วงเข้ามาในโถงพระ ฝีเท้าแ่เบา ทุกย่างก้าวราวกับย่ำบนผิวน้ำแล้วทิ้งรอยระลอกคลื่นจางๆ ไว้ ไป๋เซียงจู๋เงยหน้าขึ้น มองตรงไปที่ฮูหยินเฒ่าไป๋ผู้เป็ยายซึ่งนั่งหน้าเคร่งขรึมอยู่เบื้องล่างพระพุทธรูป ถอนสายบัวแสดงความเคารพ “คารวะท่านยายเ้าค่ะ”
ั์ตาของอวี๋ซื่อฉายแววอำมหิต แต่กลับตีหน้าเศร้าซับน้ำตา “ท่านแม่ ข้าดูแลเซียงจู๋เยี่ยงลูกสาวในไส้อีกคนมาโดยตลอด มีหรือจะรู้ว่านางร้ายกาจได้ปานนี้... ทำให้น้องสาวตัวเองอับอายต่อหน้าธารกำนัล แม้ลึกๆ นางรู้สึกไม่พอใจก็ควรรู้กาลเทศะบ้าง ก่อเื่งามหน้าหนักหนาขนาดนั้นในวังหลวง เหล่าผู้ลากมากดีรอบข้างเห็นก็พากันคิดว่าตระกูลไป๋เราไร้การอบรมบ่มนิสัย ตระกูลไป๋ต้องเสื่อมเกียรติเสียเปล่า...”
“พอที เื่ปิ่นนั่นน่ะเข้าใจตรงกันแล้วมิใช่หรือ โหรวเอ๋อร์นางแอบเอาของของเ้ามาใส่ ความอับอายนี้ก็คือผลจากการกระทำของนางเอง” ฮูหยินเฒ่าไป๋รำคาญหูจนปวดเศียรเวียนเกล้า เป็ที่ประจักษ์ว่าฝักฝ่ายไป๋เซียงจู๋
อวี๋ซื่อหมดคำโต้แย้งเมื่อถูกฮูหยินเฒ่าไป๋ตอกกลับ นางรู้อยู่แก่ใจว่าเื่ที่เกิดขึ้นกับไป๋ชิงโหรวไม่อาจโทษใครได้ แค่หยิบยกมาในตอนนี้เผื่อได้เพิ่มข้อกล่าวหาให้ไป๋เซียงจู๋เท่านั้น
อวี๋ซื่อชะงักชั่วครู่ พอพบว่าวิธีนี้ไม่สำเร็จก็ไม่พูดอะไรอีก มุ่งเน้นที่ประเด็นมู่จื่อรั่วแห่งจวนเหิงชินอ๋องแทน
“ถ้าอย่างนั้นก็พักเื่โหรวเอ๋อร์ไว้ก่อน พระชายาเหิงจากจวนเหิงชินอ๋องมาร้องทุกข์ถึงที่นี่ด้วยตัวท่านเอง แม้ลูกเป็คนเลี้ยงเซียงจู๋มาจนเติบใหญ่ บัดนี้ท่านพี่รับ่ต่อไป ลูกจึงไม่ได้ดูแลนางแล้ว ทว่าเมื่อเกิดเื่ในวันนี้ขึ้น พระชายาเหิงประกาศชัดว่า้าให้พวกเราอธิบาย ซ้ำยังได้ยินว่าคุณหนูมู่เจ็บหนัก หากพวกเราไม่แสดงท่าทีใดเลยคงน่าเกลียดมาก จู๋เอ๋อร์ เื่ที่เ้าทำนี่ร้ายแรงยิ่งนัก นอกจากล่วงเกินจวนเหิงชินอ๋อง เ้ายังหยามเกียรติพระสนมกุ้ยเฟยด้วย ครั้งนี้เ้าทำตระกูลไป๋เราย่ำแย่แล้ว” อวี๋ซื่อพร่ำรำพันอย่างเ็ปรวดร้าว แต่ละคำที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยการสาธยายนานาความผิดของไป๋เซียงจู๋ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตระกูลไป๋เรียกได้ว่าเป็หายนะขั้นคอขาดบาดตาย เพราะคู่กรณีที่ล่วงเกินให้เคืองขุ่นล้วนคือบุคคลที่ไม่ธรรมดา
และเป็ไปตามคาด ต่อให้ฮูหยินเฒ่ามีใจเอนเอียงเข้าข้างไป๋เซียงจู๋ ทว่าเมื่อเื่ราวพัวพันกับตระกูลไป๋ สีหน้าของนางดูเคร่งเครียดมิใช่น้อย
ถึงกระนั้นก็พยายามกลั้นอารมณ์โกรธอย่างสุดความสามารถแล้ว เมื่อไป๋เซียงจู๋เห็นฮูหยินเฒ่าเป็เช่นนี้ ใจยังคงรู้สึกเจ็บแปลบอยู่ดี ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ สำหรับท่านยาย จวนไป๋คือที่หนึ่งเสมอ น้าสามของนางคือที่หนึ่งเสมอ แม้ว่าน้าสามจะเอ็นดูนางก็ไม่ได้มีผลลัพธ์ที่ต่างออกไป และนี่ถือเป็ธรรมดาอย่างหนึ่งของมนุษย์
“จู๋เอ๋อร์ คราวนี้หลานคิดน้อยไปจริงๆ” ดูสิว่าฮูหยินเฒ่าไป๋หลักแหลมขนาดไหน แค่เห็นแววตาอันมืดมัวของไป๋เซียงจู๋ที่เผยออกมาเพียงแวบเดียวก็ััได้แล้วว่าเด็กคนนี้ผิดหวังในท่าทีของตน จริงอยู่ที่่นี้นางโปรดปรานหลานสาวคนนี้มาก แต่เทียบกับสวัสดิภาพของทั้งจวนไป๋ นางยังจำเป็ต้องแสดงจุดยืน
ยิ่งไปกว่านั้น พระชายาเหิงมาร้องขอเหตุผลด้วยตนเองถึงที่แล้ว ตระกูลไป๋ของพวกเขาเป็เพียงลูกหลานพ่อค้าวาณิช การเป็ปฏิปักษ์กับชนชั้นสูงเหล่านี้มิใช่การกระทำที่ฉลาด
มีแต่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของอวี๋ซื่อ ส่งไปอารามชีเพื่อหลบภัยสักพัก
หลังข่มความขมขื่นในใจได้ ไป๋เซียงจู๋ค่อยๆ จรดเข่าลงบนเบาะรอง “หลานยอมรับผิดเ้าค่ะ”
เมื่อเห็นไป๋เซียงจู๋ยอมรับผิดอย่างง่ายดายเช่นนี้ ทุกคนล้วนประหลาดใจทีเดียว แม้กระทั่งอวี๋ซื่อยังหรี่ตามองด้วยความงุนงง หรือนางเด็กนี่รู้ตัวว่าหนีโทษไม่พ้นจึงยอมรับชะตากรรม หากเป็แบบนั้นก็ดีเยี่ยมยิ่ง หากไม่ นางยังมีแผนการอีกมากมายสำหรับจัดการเด็กเหลือขอคนนี้! ผู้ใดที่บังอาจทำลายอนาคตแสนรุ่งโรจน์ของพวกนางสองแม่ลูก นางจะไม่ปล่อยให้คนคนนั้นพบจุดจบที่ดีเด็ดขาด!
พอไป๋ฉางชิงที่ถูกภรรยาตนลากมาร่วมวงได้ยินไป๋เซียงจู๋ยอมรับผิด เขาโพล่งขึ้นอย่างหงุดหงิดทันที “ในเมื่อเ้ายอมรับแล้ว ั้แ่พรุ่งนี้ก็ไปเก็บตัวสำนึกผิดในสำนักจิ้งซินที่ตงซานสักสามเดือนเสียเถิด” พูดจบก็เตรียมจะลุกขึ้นและออกไป
เพื่อรอคอยหลานสาวตัวดีคนนี้ เขาไม่ได้ออกไปข้างนอกเกือบทั้งวัน คันไม้คันมือเหลือทน เมื่อธุระเสร็จสิ้นแล้ว เขาไม่อยากเสียเวลาอยู่ต่อแม้วินาทีเดียว
หลังได้เห็นท่าทางรีบร้อน้าจะผลักไสไล่ส่งนางเต็มแก่ของน้ารอง ไป๋เซียงจู๋หัวเราะเยาะตนเองอยู่ในใจแล้วเงยหน้าขึ้นโต้ตอบ “ท่านน้าคงเข้าใจหลานผิดไป ยอมรับผิดที่หลานว่าหมายถึงเื่ทำให้ท่านยายกังวล และอีกอย่างหนึ่งก็คือเื่นี้เ้าค่ะ” ไป๋เซียงจู๋กล่าวช้าๆ จากนั้นจึงดึงปิ่นบนศีรษะออก เป็ปิ่นดอกไห่ถังแปดสหายที่ฮูหยินเฒ่าไป๋มอบให้ไป๋เซียงจู๋นั่นเอง ทว่ามันเปื้อนโลหิตสีแดงสดอยู่ ซึ่งส่งผลให้ความงามวิจิตรดั้งเดิมของปิ่นชิ้นนี้แปรเปลี่ยนไป
“ท่านยายโปรดลงโทษด้วย ปิ่นนี้เปื้อนเืของหลาน ดูท่ามันสกปรกเสียแล้ว” ไป๋เซียงจู๋ค้อมศีรษะ กิริยาในการยอมรับผิดช่างนอบน้อมยิ่งนัก
ฮูหยินเฒ่าไป๋ไม่ทันได้เอ่ยอะไร อวี๋ซื่อลุกขึ้นพรวดพราด ชี้หน้าตำหนิไป๋เซียงจู๋ “ปิ่นไห่ถังแปดสหายเปื้อนเืของเ้าด้วยหรือ นี่เป็ของพระราชทานเชียวนะ มิหนำซ้ำเ้ายังพูดเองแล้วว่ายอมรับผิด มันจะไม่ใช่เื่ที่เ้าลงไม้ลงมือกับคุณหนูมู่และทำให้พระสนมกุ้ยเฟยต้องอับอายหรืออย่างไร เ้าคิดว่าคำโกหกพวกนั้นหลอกลวงนายหญิงได้หรือ”
