บทที่ 9 ไฟแท้หนิงคง
ณ เวทีประลองซือซา เขาไป๋สือ
แม้จะตั้งชื่อูเานี้ว่าเขาไป๋สือ แต่ทั้งูเากลับอาบไล้ไปด้วยสีเืมากกว่าสีขาว และในฐานะที่เป็สถานที่สำคัญ เวทีประลองซือซา จึงปรากฏแต่เพียงสีแดงฉาน กลิ่นของเืสดๆ ลอยโชยมาแต่ไกล กล่าวคือที่แห่งนี้เป็สถานที่ที่ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนต่างต้องมาจบชีวิตลงใน่หลายพันปีมานี้ จนกลายเป็ูเาที่ถูกอาบย้อมด้วยเื
เวทีประลองซือซา เขาไป๋สือ เป็เพียงสถานที่ดวลฝีมือที่ใช้ร่วมกันในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในเทียนตูเท่านั้น แต่สาเหตุที่กลายเป็อย่างทุกวันนี้ ย่อมไม่ใช่เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีที่แล้ว แต่ว่ากันว่าเกิดขึ้นมานานกว่าหมื่นปีแล้ว ั้แ่เมื่อครั้งที่โลกบำเพ็ญเพียรในเทียนตูเพิ่งก่อร่างสร้างตัว แต่สาเหตุของเื่ราวนั้นกลับมีเพียงไม่กี่คนที่รู้
ในเวลานี้ ไม่ใช่แค่คนจากตระกูลเมิ่งหลายสิบคนที่รออยู่ที่นั่นแล้ว แต่มีผู้บำเพ็ญเพียรมากหน้าหลายตาที่เมื่อรู้ข่าวก็เข้ามาชมการต่อสู้ด้วยเกือบพันคน
แม้ว่าจะเป็เพียงการต่อสู้ระหว่างนายน้อยที่มีระดับพลังยุทธ์อยู่ในขั้นพลังจิตของสองตระกูล แต่สำหรับบางคนแล้วนี่ถือเป็โอกาสครั้งหนึ่งที่จะได้เห็นความแข็งแกร่งของผู้บำเพ็ญเพียรในตระกูลชั้นสูง
ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาที่นี่เพียงเพื่อความอยากรู้และ้ามาร่วมสนุกเท่านั้น
เมิ่งเทียนอวิ๋นสวมชุดคลุมสีขาวนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างสงบ โดยมีแสงสีเขียวเปล่งประกายรอบตัว ดูเหมือนจะปิดกั้นไม่รับรู้อะไรเกี่ยวกับการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการบำเพ็ญเพียรฝึกฝน เห็นได้ชัดไม่น้อยเลยว่าการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรนั้นยากลำบากเพียงใด
“ท่านพ่อ ลู่อวี่ผู้นั้นจะกล้ามาหรือ? ลู่อวี่คนไร้ค่าผู้นั้น หากได้ต่อสู้กับท่านพี่แล้ว ย่อมเป็การรนหาที่ตายแท้ๆ! นี้ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว! เหตุใดจนป่านนี้เขาถึงยังไม่มาอีกเล่า” เมิ่งเทียนซิงที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการาเ็ หลังจากได้รับการรักษาอาการาเ็ไปมากกว่าครึ่งแล้ว เขาพูดอย่างดูถูกเหยียดหยาม และในขณะเดียวกัน ก็ชะเง้อมองออกไปด้านนอกเป็ครั้งคราว เพราะกำลังกังวลว่าลู่อวี่จะเกิดนึกกลัวแล้วไม่มาตามที่นัดหมายไว้ และเขาจะไม่ได้เห็นพี่ชายคนโตแก้แค้นแทนเขา
เขาเกลียดลู่อวี่เข้ากระดูกดำ เห็นๆ กันอยู่ว่าเ้านั่นเป็เพียงคนไร้ค่าคนหนึ่ง แต่จู่ๆ ก็บุกมาหาเื่เขาและยังแย่งของเขาไปอีก แม้ว่าในนั้นจะไม่มีของมีค่ามากมายอะไร แต่แหวนลับวงนั้นกว่าจะได้มาก็ยากลำบากและยังเป็ของที่เขาใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้ได้มันมา
สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือมันทำให้เขาผู้นี้ขายหน้ายิ่งนัก หากวันนี้แก้แค้นคืนไม่ได้ เขาคงไม่มีหน้าจะกล้าออกไปไหนแล้ว
“มันมาแน่ แต่ข้าหวังว่าตระกูลลู่จะไม่มาด้วย เช่นนั้นแล้วฝ่ายเราจะยิ่งประหยัดแรงยิ่งขึ้น หากครั้งนี้พี่ใหญ่ของเ้าล้างแค้นให้ได้แล้ว เ้าก็ต้องทำตัวให้ดีขึ้น กลับไปครั้งนี้ข้าจะให้เ้าจำศีล หากฝึกบำเพ็ญเพียรไปไม่ถึงขั้นพลังจิตก็ห้ามออกมา ข้าจะได้ไม่ต้องขายหน้าใคร!”
เมิ่งฉางชิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย จากนั้นจึงแปรเปลี่ยนเป็น้ำเสียงเ็า ทำให้เมิ่งเทียนซิงใกลัวจนจ้องรีบตอบรับทันที
หลังจากเหาะเหินเดินอากาศกันมาได้ประมาณหนึ่งก้านธูปแล้ว ในที่สุดสมาชิกทั้งห้าคนของตระกูลลู่ ก็เดินทางมาถึงเวทีประลองซือซาแล้ว
แต่กลับมีผู้คนหลายพันคนมารวมตัวกันที่นี่เพื่อดูการต่อสู้ ฉากนี้ทำให้ลู่อวี่ใยิ่งนัก การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้ของยอดฝีมืออะไร เป็เพียงการต่อสู้ระหว่างเด็กน้อยที่มีพลังยุทธ์ขั้นพลังจิตสองคนเท่านั้น แล้วเหตุใดถึงได้มีคนมากมายเช่นนี้? เป็ไปได้หรือไม่ว่าจะมีการประลองอื่นต่อจากการประลองฝีมือของตนกับเด็กหนุ่มจากตระกูลเมิ่งอีก?
“ฮะ คนจากตระกูลลู่มาแล้วหรือ? ในที่สุดความสนุกก็ใกล้จะเริ่มต้นขึ้นเสียแล้ว ไม่รู้ว่าวันนี้นายน้อยจากตระกูลลู่และตระกูลเมิ่งจะต่อสู้กันไปถึงขั้นใด หากนายน้อยของตระกูลลู่ถูกนายน้อยของตระกูลเมิ่งสังหาร ทั้งสองตระกูลใหญ่นี้คงจะไม่ลงมาต่อสู้จนตายกันไปข้างหนึ่งใช่หรือไม่?”
“อาจเป็ไปได้ แต่ตระกูลลู่นอกเหนือจากผู้เฒ่าาุโแล้ว ก็เหมือนจะไม่มีทายาทผู้มีพร์อีกแล้ว เกรงว่าไม่ว่าจะพยายามต่อสู้เพียงใด ก็คงจะถูกโจมตีจนเป็ฝุ่นผงเอาน่ะสิ จะว่าอย่างไรดี ก็คงอยู่ได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง อีกไม่กี่ปีเท่านั้น!”
“เมิ่งเทียนอวิ๋น เป็หนึ่งในยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเทียนตู อายุน้อยเพียงนี้แต่พลังยุทธ์กลับอยู่ในขั้นปลายของขั้นพลังจิตแล้ว อีกไม่นานอาจจะบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นถึงขั้นฟันฝ่าได้ในเวลาอันสั้น พวกเ้าว่าครั้งนี้ลู่อวี่จะสามารถทนรับมือได้สักกี่กระบวนท่า?”
“ข้าหวังให้เขาอดทนได้นานขึ้นอีกหน่อย หากถูกตบสลบในพริบตาเดียว คงจะน่าเบื่อไม่น้อย เช่นนั้นแล้วการที่ข้าเสียเวลาวิ่งมาหลายพันลี้ก็เปล่าประโยชน์น่ะสิ?”
“ผู้เฒ่าหวัง เ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ? ข้าเพิ่งไปซื้อเซียนหยกชั้นต่ำสักสิบชิ้นมาเดิมพันว่าลู่อวี่จะชนะ เ้าไม่ลองหน่อยหรือ? นี่ถือเป็โอกาสทองครั้งหนึ่งในชีวิต! ผลแพ้ชนะนับเป็แปดสิบต่อหนึ่ง หากนายน้อยตระกูลลู่ชนะ ข้าคงได้ลาจากความยากจนและร่ำรวยขึ้นในพริบตา!”
“ข้าว่าเ้ามีแนวโน้มจะล้มละลายเสียมากกว่า หากนายน้อยตระกูลลู่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้ ก็โชคดีมากแล้ว ได้ยินมาว่าเมื่อไม่นานมานี้ เมิ่งเทียนอวิ๋น เพิ่งสังหารยอดฝีมือสี่คนนอกซากปรักหักพังโบราณแห่งหนึ่งในหุบเขาเปลวไฟปีศาจ ในนั้นไม่เพียงแต่ มีคนสองคนที่มีพลังยุทธ์อยู่ใน่ปลายขั้นพลังจิตที่อยู่ในระดับเดียวกับเขา แต่ยังมีคนอีกสองคนที่มีพลังยุทธ์อยู่ใน่เริ่มต้นของขั้นฟันฝ่าด้วย ตอนนี้เมื่อต้องมารับมือกับคนที่มีพลังยุทธ์อยู่ใน่เริ่มต้นของขั้นพลังจิต เ้ายังหวังว่าลู่อวี่จะสามารถพลิกฟ้าได้อย่างนั้นหรือ?
“เื่นี้ อาจมีเื่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็เป็ได้...”
การมาถึงของตระกูลลู่ ทำให้เกิดเสียงนินทาโดยรอบเวทีประลองซือซาทันที แม้ว่าลู่อวี่จะอยู่ห่างไกลออกไป แต่กลับได้ยินเสียงความคิดเห็นมากมาย จึงรู้สึกไม่พอใจอยู่ในที และในขณะเดียวกันก็รู้สึกจริงจังขึ้นมาทันควัน ถึงแม้จะมีบางอย่างที่ต้องพึ่งพา แต่ก็ไม่อาจประมาทผู้อื่นได้
ลู่อวี่เห็นว่าตรงที่นั่งด้านหน้าเวทีประลองซือซามีสมาชิกในตระกูลเมิ่งกลุ่มหนึ่งมารออยู่ก่อนแล้ว แต่กลับได้ยินลู่เหว่ยจุนกล่าวว่า “ไม่ต้องรีบดวลฝีมือกันไป เ้าไปเตรียมตัวปรับพลังลมปราณเสียก่อน ใช้เวลากับตนเองปรับอารมณ์อีกสักหน่อย”
ลู่อวี่รู้ว่าประมุขตระกูลลู่หรือบิดาของเขาปรารถนาดี แต่เขาได้พักผ่อนอยู่บนเรือแสงตัดเมฆา์มาพอแล้ว ดังนั้นจึงตอบกลับไปว่า “ท่านพ่อ สุขทุกข์เป็เื่ธรรมดา ไม่มีใครหลีกหนีพ้น จะเป็อย่างไรข้าก็ไม่สนใจแล้ว!” พูดจบโดยไม่ทันให้ลู่เหว่ยจุนได้ทันห้ามปรามเขาไว้ ก็พลันะโตัวลุกขึ้นและร่อนตัวลงไปยืนสง่าบนเวทีประลองซือซาทันที
ผู้ชมที่รอดูการต่อสู้คิดว่าตระกูลลู่จะรอสักพักก่อนที่จะขึ้นเวทีท้าประลอง ไม่คาดคิดเลยว่าลู่อวี่แทบจะอดรนทนรอไม่ไหวและรีบลงมาบนเวทีทันทีที่มาถึงเช่นนี้ เขาแน่ใจแล้วจริงๆ หรือ?
และแน่นอนในหมู่คนที่มารับการดวลฝีมือนี้ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีขั้นบำเพ็ญเพียรที่สูงยิ่งกว่า มองเพียงปราดเดียวก็ดูออกแล้วว่าลู่อวี่ อยู่แค่ใน่เริ่มต้นของขั้นพลังจิตเท่านั้น แล้วเหตุใดเขาถึงยังมั่นใจเช่นนี้เล่า?
แม้แต่คนในตระกูลเมิ่งก็ยังสับสนกับการกระทำของลู่อวี่จนไม่เข้าใจเช่นกัน หรือว่าเขายังคิดจะเล่นลูกไม้อะไรอยู่?
ลู่อวี่ร่อนตัวลงบนเวทีประลองซือซา พร้อมกวาดตามองผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่รอบๆ ตัว จากนั้นจึงจ้องมองไปยังคนตระกูลเมิ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ชาตินี้เขาไม่เคยพบกับเมิ่งเทียนอวิ๋นมาก่อน แต่เคยพบกันเมื่อชาติก่อน ตระกูลลู่ ยังได้ให้รายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอัจฉริยะคนนี้ของตระกูลเมิ่งแก่เขาด้วย ดังนั้นจึงจำได้ั้แ่แรกเห็น เมิ่งเทียนอวิ๋นกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่นในชุดสีขาว
เดิมทีเขาคิดว่าการต่อสู้กันครั้งนี้เป็เพียงแค่ความแค้นส่วนตัวเท่านั้น ถึงแม้จะมีคนมาดูการต่อสู้ หากมาเพียงหลายร้อยคนก็นับว่ามากแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีผู้คนหลั่งไหลมาที่นี่หลายพันคนเช่นนี้
จินตนาการได้เลยว่า ส่วนใหญ่แล้วคนเหล่านี้ต้องมาดูเขาถูกทรมาน จึงรู้สึกไม่ดีนัก เพราะอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาแล้ว จึงอยากจะรีบต่อสู้ให้จบลงไวๆ เขาไม่อยากรู้สึกเหมือนถูกคนมารายล้อมเหมือนกำลังมานั่งดูลิงเช่นนี้
“อัจฉริยะผู้ไม่มีใครเทียบได้จากตระกูลเมิ่ง ชื่ออวิ๋นอะไรนะ? นายน้อยตระกูลลู่เช่นข้ามาแล้ว รีบๆ มาตายเสีย ข้ายังรอกลับไปกินข้าวเที่ยงอยู่!”
“ฟิ้ว!” เกิดความเงียบขึ้นทั่วทั้งเวทีประลองซือซา ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างคิดกันขึ้นมาในใจ เ้านั่นเป็คนบ้าจากตระกูลใด เหตุใดถึงได้วิ่งมาอยู่ที่ตรงนี้ได้?
บรรดาผู้าุโของตระกูลลู่รวมถึงลู่เหว่ยจุน ถึงกับมึนงง นี่มันอะไรกัน ชักจะหยิ่งผยองเกินไปแล้ว! ไหนจะบรรดาลูกหลานจากตระกูลลู่ที่มาถึงก่อนหน้านี้เกือบจะเอามือปิดหน้าแล้ว น่าอับอายเสียเหลือเกิน!
เมิ่งฉางชิงโกรธจัด ลุกขึ้นยืนอุทานเสียงดังออกมา “ชิชะ!” ใบหน้าบูดบึ้ง อ้าปากจะตวาดด่าลู่อวี่ แต่ััได้ว่าแขนของเขาถูกบีบรัดแน่น จากนั้นก็ได้ยินเสียงเรียบเฉยหนึ่งดังขึ้น “ท่านพ่อ อย่าได้โมโหไป นี่เป็เพียงกลอุบายเล็กๆ ที่คิดจะยั่วยุข้า คิดจะทำให้ข้าเสียการควบคุม และคิดใช้ประโยชน์จากจุดนี้เพื่อเอาเปรียบระหว่างการต่อสู้เท่านั้น กลอุบายเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ ไม่คุ้มค่าที่จะกล่าวถึง!” คนที่พูดคือเมิ่งเทียนอวิ๋นนั่นเอง
ในเวลานี้เมิ่งเทียนอวิ๋นหยุดนั่งสมาธิและลุกขึ้นยืน รูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา รูปร่างสูงสง่า ดวงตาที่สงบนิ่ง ผนวกเข้ากับคุณสมบัติของชนชั้นสูงอันเป็เอกลักษณ์ของชายหนุ่มจากตระกูลใหญ่ในเทียนตู ดึงดูดสายตาของหญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาชมการต่อสู้ในครั้งนี้!
เวทีประลองซือซา ถูกใช้ร่วมกันทั่วทั้งพื้นที่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และไม่มีใครประจำการดูแลอยู่ที่นี่เป็การถาวร แต่ครั้งนี้ถือเป็การต่อสู้ระหว่างทายาทสายตรงของสองตระกูลใหญ่และยังเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์จำนวนมหาศาล ดังนั้นทั้งสองตระกูลจึงเชิญนักพรตที่มีคุณธรรมและบารมีสูงส่งมาหลายท่าน และยังฝึกฝนจนมีพลังยุทธ์ขั้นสูงมาเป็ประธานในการตัดสิน
เวลานี้ เมื่อเห็นลู่อวี่ะโพรวดเข้ามาโดยไม่ได้กล่าวทักทายผู้ใด นักพรตที่มาเป็ประธานในการตัดสินจึงค่อนข้างจะไม่พอใจ แต่เมื่อคิดได้ว่าเด็กคนนี้กำลังบ้าคลั่งเพียงใด ก็อาจเป็ครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขาแล้วก็ได้ จึงได้แต่ลอบถอนหายใจ ไม่ถือสาว่าความอีก
นักพรตที่ดูแลการรับรองเอกสารลอยตัวขึ้นไปอยู่กลางอากาศ ยืนยันเหตุผลของการดวลฝีมือและการเดิมพันระหว่างสองตระกูล หลังจากได้รับการยืนยันจากประมุขของตระกูลทั้งสองแล้ว ถึงได้ประกาศเริ่มการประลองนี้
เมิ่งเทียนอวิ๋น ลอยตัวลงมายืนบนเวทีแล้วมองลู่อวี่อย่างสงบนิ่ง และพูดอย่างใจเย็น “หากเ้ามีความสามารถใดติดตัวก็งัดมันออกมาให้เห็นเป็ประจักษ์ หรือหากเ้าสามารถคุกเข่ายอมรับความพ่ายแพ้ได้ ข้าก็จะให้ความเมตตาและปล่อยเ้ากลับไปอย่างปลอดภัย มิเช่นนั้น…วันนี้ในปีหน้าอาจเป็วันครบรอบวันตายของเ้า!”
ประโยคท้ายแฝงไปด้วยถ้อยคำข่มขู่ ซึ่งมาพร้อมกับแรงกดดัน
ลู่อวี่ยิ้มเยาะ เผชิญหน้ากับแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา พลังลมปราณในตัวลุกโชนอย่างไม่อาจกักเก็บเอาไว้ได้อีกต่อไป พลันแสยะยิ้มและกล่าวว่า “พูดมากยิ่งนัก!”
ทันทีที่พูดจบ ลมหายใจทั่วร่างก็เปลี่ยนไปทันที เขาหอบหายใจรุนแรงขึ้น ขยับมือประสานอินไว้กลาง่อกโดยที่ไม่พูดอะไรอีก จากนั้นก็มีเปลวไฟสีน้ำเงินเล็ก ๆ จุดขึ้นที่ปลายนิ้ว แม้ว่ามันจะเป็เพียงเปลวไฟ แต่พื้นที่ในรัศมีสิบจั้งกลับเย็นสะท้านขึ้นมาทันที แม้แต่อากาศก็ดูเหมือนจะหยุดนิ่งและพลันแช่แข็งไปในทันที พื้นดินถูกปกคลุมไปด้วยชั้นผลึกน้ำแข็ง มันค่อยๆ ปรากฏขึ้นทั่วทุกพื้นที่ จนเห็นผลึกน้ำแข็งปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า เป็ฉากหลังที่นับว่าสวยงามไม่น้อยจนลู่อวี่ในชุดคลุมสีเขียวกลับดูสง่างามคล้ายกับเทพเซียนขึ้นมา
“ไฟแท้หนิงคง?” ผู้ที่มีประสบการณ์และรอบรู้ที่อยู่นอกเวทีประลองอุทานขึ้นมาทันที นี่เป็หนึ่งในสิบไฟวิเศษที่ทรงอานุภาพที่สุดในใต้หล้า น้อยครั้งนักที่จะปรากฏขึ้น ตามตำนานกล่าวว่าไฟแท้หนิงคงจะถือกำเนิดอยู่ในสถานที่อันตรายอันหนาวเหน็บเป็เท่าทวีคูณ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีผู้สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ได้ แล้วเหตุใดเคล็ดวิชาลับนี้ถึงได้มาอยู่กับผู้บำเพ็ญเพียรน้อยขั้นพลังจิตผู้หนึ่งได้เล่า?
พลังของไฟแท้หนิงคงไม่มีใครเทียบได้ อย่าว่าแต่พลังยุทธ์ขั้นฟันฝ่า แม้แต่ยอดฝีมือในขั้นตงซวน หากโดนเปลวเพลิงจากไฟแท้หนิงคงแผดเผา คงได้สิ้นชีพอย่างไม่ต้องสงสัย
มีเพียงพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้าเท่านั้น ที่ยังพอจะต้านทานมันได้
แต่ไฟแท้หนิงคงที่ลู่อวี่ใช้ เป็เคล็ดวิชาลับปล่อยออกมา จะแตกต่างจากไฟแท้หนิงคงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเทียบอานุภาพกันไม่ติด แต่ก็ยังพอจะใช้ข่มขู่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นฟันฝ่าได้ ดังนั้นแล้วการต้องมารับมือกับเมิ่งเทียนอวิ๋นที่มีพลังยุทธ์อยู่ใน่ปลายของขั้นพลังจิต จึงไม่ใช่ปัญหาน่าหนักใจ แต่พลังนี้คงไม่อาจยืนหยัดใช้ได้นาน และยังต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวแต่ละครั้งนานยิ่งนัก ดังนั้นตอนนี้เขาจึงต้องเตรียมพร้อมปล่อยพลังออกมาก่อน เพื่อเตรียมโจมตีในทันที ถึงต้องกระตุ้นให้ไฟแท้หนิงคงปล่อยออกมาได้ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้
ไฟนี้เป็พลังวิเศษที่ลู่อวี่ ได้ฝึกบำเพ็ญเพียรมาจนถึงระดับสูงสุดในชาติก่อน เนื่องจากลักษณะพิเศษของมัน ดังนั้นไม่ว่าการปรุงโอสถหรือการต่อสู้ก็สามารถนำมาใช้ได้ทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วหลังจากกลับมาถึงตระกูลลู่ เพราะมีตัวช่วยจากประสบการณ์ของในความทรงจำและยาอายุวัฒนะในชาติก่อน จึงได้ฝึกฝนพลังวิเศษและเคล็ดวิชาลับทั้งสองจนสำเร็จอย่างรวดเร็ว และบรรลุถึงขั้นเล็กๆ นี้ได้แล้ว!