“ฟังไม่เข้าใจอย่างนั้นรึ?”
หลีจิ้งขมวดคิ้วน้อยๆ “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะพูดอีกครั้ง เ้าจงฟังให้ดี นับแต่วันนี้ไป เนี่ยเทียนก็คือศิษย์น้องของเ้า ความแค้นส่วนตัวที่เ้ามีต่อเขา จงวางลงไปซะ”
อวี๋ถงก้มหน้า เงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว”
“อืม” หลีจิ้งไม่พูดมากอีก
ภายใต้ราตรีมืดดำ ไหล่บอบบางของอวี๋ถงสั่นไหวเบาๆ เห็นได้ชัดว่ากระทบกระเทือนใจอย่างมาก
แต่นางกลับไม่กล้าโต้แย้ง ไม่กล้าต่อรองกับหลีจิ้ง ทำได้เพียงปฏิบัติตามคำสั่ง
เพราะอีกฝ่ายคือเ้าสำนักโลหิต นางรู้ดีว่าหลีจิ้งเป็คนแบบไหน รู้ว่าหากกล้าเมินเฉยคำสั่งของหลีจิ้งจะต้องเผชิญหน้ากับการลงโทษที่น่าหวาดกลัวเพียงใด
นางทำได้เพียงใช้เวลามาลบลืมความไม่พอใจที่มีต่อเนี่ยเทียนไปทีละนิด ไม่กล้ามีความคิดจะสังหารเนี่ยเทียนอีก
เสิ่นซิ่วอาจารย์ของนางมองออกถึงความเจ็บแค้นและจำใจของนาง จึงยื่นมือมาลูบหัวนางแล้วพูดเบาๆ ว่า “นางหนู เนี่ยเทียนผู้นั้นสำคัญกับสำนักโลหิตขอวพวกเรายิ่งนัก ไม่ว่าก่อนหน้านี้เ้ากับเขาเคยมีเื่อะไรกัน ั้แ่วินาทีที่เขาปลุกให้โครงกระดูกปีศาจเืฟื้นตื่นขึ้นมาได้ เขาก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องเป็คนของสำนักโลหิตของพวกเรา”
ถึงอย่างไรเสิ่วซิ่วก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่า จึงมองสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าอวี๋ถง นางย่อมเข้าใจดีว่าตอนนี้เนี่ยเทียนมีความสำคัญเพียงใดในสายตาของหลีจิ้ง
หลีจิ้งสั่งความหนึ่งประโยคเสร็จก็ไม่สนใจอวี๋ถงอีก แต่หันไปมองยังพวกหงช่าน โจวอี้แทน
ไม่นานหลังจากนั้นเมื่อนางส่งสายตาบอกเป็นัย หงช่าน โจวอี้ และยังมีคนของสำนักหลิงอวิ๋นอย่างพวกลี่ฝานต่างก็พากันมารวมตัวกันอยู่ข้างกายนาง
“เ้าสำนักหลี”
ต่อให้เป็หงช่านที่มาจากวังยมบาลเองเมื่อเผชิญหน้ากับหลีจิ้งก็ยังแสดงท่าทีเคารพนอบน้อม
“่ที่พวกเราจากไปนี้ สถานการณ์ของทางอาณาจักรหลีเทียนเป็อย่างไรบ้าง?” หงช่านเอ่ยถาม
คำพูดนี้ดังออกมา ทุกคนที่กลับมาจากประตู์ต่างก็เผยสีหน้าเคร่งเครียดเป็กังวล บรรยากาศก็เปลี่ยนมาเป็กดดันในฉับพลัน
“แย่มาก” หลีจิ้งเอ่ยเรียบๆ
หลังจากนั้นนางก็เล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรหลีเทียนหลังจากที่พวกหงช่านจากไปให้พวกเขาฟังอย่างคร่าวๆ หนึ่งรอบ
หลังจากประตู์เปิดขึ้นได้ไม่นานก็ปิดตัวลงอีกครั้ง ทว่ารอยแยกกลางอากาศกลับมีภูตผีปีศาจจำนวนไม่น้อยพรั่งพรูกันออกมา ภูตผีปีศาจเ่าั้ส่วนใหญ่ล้วนเป็ภูตผีปีศาจชั้นต่ำ ทว่าก็มีภูตผีปีศาจชั้นสูงปะปนอยู่ด้วย
ตอนนั้นเนื่องจาก “ค่ายกลเผาโลกันตร์กักปีศาจ” ใช้ไม่ได้ผล อีกทั้งยังรู้ดีว่าภูตผีปีศาจจะมาเยือน วังยมบาลจึงพากันถอนทัพออกไปนานแล้ว
ผู้แข็งแกร่งของวังยมบาลกระจายตัวกันอยู่ตามจุดต่างๆ ของอาณาจักรหลีเทียน ส่วนใหญ่ล้วนไปอยู่ในเมืองใหญ่ของวังยมบาล และยังมีอีกส่วนหนึ่งไปอยู่สำนักภูตผีที่อยู่ใกล้กัน
ผู้แข็งแกร่งของอีกหกสำนักเมื่อรู้ว่าวังยมบาลสูญเสีย “ค่ายกลเผาโลกันตร์กักปีศาจ” ไป จึงไม่คิดจะรอให้ภูตผีปีศาจมาเยือนแล้วเผชิญกับความตายอยู่ที่วังยมบาล ต่างคนต่างเดินทางกลับสำนักของตัวเอง
พวกเขาคิดจะอาศัยค่ายกลใหญ่ที่ปกป้องสำนักมาต้านทานกับภูตผีปีศาจ และให้การคุ้มครองเหล่าตระกูลที่พึ่งพิงพวกเขา
ไม่นานหลังจากนั้น ภูตผีปีศาจก็ทะลักทลายกันเข้ามาในอาณาจักรหลีเทียนดังคาด ทั้งยังแยกตัวกันไประรานแต่ละสำนัก นอกจากนี้ยังส่งภูตผีปีศาจชั้นสูงส่วนหนึ่งไปรับมือกับผู้แข็งแกร่งวังยมบาลที่กระจายตัวกันอีกด้วย
การต่อสู้ระหว่างภูตผีปีศาจและสำนักทั้งเจ็ดในอาณาจักรหลีเทียนจึงเปิดฉากขึ้นทันที และนับวันก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อปราณปีศาจตลบอบอวลค่อยๆ กระจายไปทั่วอาณาจักรหลีเทียน แม้แต่ปราณิญญาฟ้าดินก็ยังถูกทำให้สกปรก ค่ายกลนำส่งมากมายของอาณาจักรหลีเทียนจึงใช้ไม่ได้
การติดต่อกันระหว่างเจ็ดสำนักก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มขาดหายในท้ายที่สุด
อย่างสำนักโลหิต เมื่อสำนักตัวเองเผชิญกับการล้อมโจมตีของภูตผีปีศาจ พวกเขาจึงไม่สนใจสถานการณ์ของสำนักอื่นๆ อีกต่อไป เอาแต่เฝ้าพิทักษ์สำนักของตัวเอง หวังว่าจะผ่านภัยครั้งนี้ไปได้
ข่าวล่าสุดที่สำนักโลหิตได้รับก็คือหุบเขาเทาถูกตีแตกแล้ว ผู้ฝึกลมปราณของหุบเขาเทาส่วนใหญ่ล้วนถูกภูตผีปีศาจสังหารอย่างเหี้ยมโหด มีเพียงส่วนน้อยที่กระจายกันหนีไป ไม่รู้ว่าไปที่ใดบ้าง
ทางฝ่ายสำนักภูตผี เนื่องจากมีผู้แข็งแกร่งของวังยมบาลบัญชาการ การรับมือกับภูตผีปีศาจจึงยังอยู่ในภาวะคุมเชิงกัน
หอหลิงเป่าเผชิญกับภัยครั้งใหญ่ที่เทือกเขาชื่อเหยียน ค่ายกลเพลิงพิภพเผานภาก็ถูกทำลายไปแล้ว พวกเขาจึงถูกบีบให้หนีไปที่สำนักหลิงอวิ๋น ร่วมเป็ร่วมตายอยู่กับสำนักหลิงอวิ๋น
อารามเสวียนอู้อยู่ห่างไกลบวกกับที่ศักยภาพของสำนักไม่มากพอ ทว่ากองกำลังที่ภูตผีปีศาจส่งไปที่นั่นเป็เพียงแค่กองกำลังธรรมดา จึงทำให้อารามเสวียนอู้ยังคงรักษาตัวรอดได้
แต่ทุกคนล้วนรู้ดีว่าภูตผีปีศาจทุ่มเทพลังในการต่อสู้ไปไว้ที่สำนักภูตผีมากที่สุด
หากผลลัพธ์การต่อสู้ของที่นั่นปรากฏเมื่อใด รอจนผู้แข็งแกร่งสำนักภูตผีและวังยมบาลถูกไล่สังหารไปทีละคน ภูตผีปีศาจที่มีกำลังเหลือก็จะพุ่งไปโจมตีที่อารามเสวียนอู้และสำนักหลิงอวิ๋น
ถึงเวลานั้น อารามเสวียนอู้และสำนักหลิงอวิ๋นย่อมต้องถูกดับสำนักตามไปแน่นอน
ผู้แข็งแกร่งของอาณาจักรอื่น ทั้งๆ ที่รู้ว่าอาณาจักรหลีเทียนกำลังเผชิญกับสิ่งใด ทว่าเมื่อวังยมบาลส่งผู้แข็งแกร่งไปขอความช่วยเหลือกลับไม่มีใครสนใจใยดี
เป็เผ่ามนุษย์เหมือนกัน แต่ผู้แข็งแกร่งของแปดอาณาจักรที่เหลือกลับแสดงออกถึงความเฉยชาไร้น้ำใจ ทำให้ไฟโทสะของวังยมบาลลุกโชน ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้
“สถานการณ์ยากลำบากของสำนักโลหิต เป็เพราะเนี่ยเทียนปลุกโครงกระดูกปีศาจเืให้ฟื้นตื่น จึงถือว่าแก้ไขได้แล้ว”
หลีจิ้งอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยใบหน้าเ็า “สำนักโลหิตของข้าก็ได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน ยังดีที่โครงกระดูกปีศาจเืฟื้นตื่นขึ้นมา จึงไม่ถึงกับถูกดับสำนัก”
“ทั้งเจ็ดสำนัก หากได้ดีคนหนึ่งก็พลอยได้ดีกันหมด เสียหายคนหนึ่งก็พลอยเสียหายกันหมด ข้อนี้ข้ารู้อย่างแน่ชัด”
“พวกภูตผีปีศาจเสียเปรียบสำนักโลหิตของพวกเราไปไม่น้อย ทว่าภูตผีปีศาจกลุ่มนี้ที่ตายไปล้วนเป็แค่พวกชั้นต่ำเท่านั้น พวกเราไม่ได้ทำร้ายรากฐานของพวกมัน”
“ข้าจะพักผ่อนสักครู่แล้วจะนำผู้แข็งแกร่งขอบเขตต้น์และเขตสามัญส่วนหนึ่งของสำนักโลหิตเดินทางไปยังสำนักภูตผี”
“ขอแค่ทางฝ่ายสำนักภูตผีสามารถตรึงสถานการณ์ให้มั่นคง หรือมีความเป็ไปได้ที่จะชนะ ภัยพิบัติของอาณาจักรหลีเทียนก็น่าจะถือว่าผ่านไปได้อย่างราบรื่น”
“ที่ครั้งนี้พวกภูตผีปีศาจบุกเข้ามาในอาณาจักรหลีเทียนก็ใช่ว่า้าจะยึดครองอย่างจริงจัง”
“พวกมันเองก็รู้ว่าดินแดนดาวตกมีทั้งหมดเก้าอาณาจักรใหญ่ หากพวกมันทุ่มหมดหน้าตัก ขั้วอำนาจของอีกแปดอาณาจักรที่เหลือย่อมไม่นิ่งดูดายแน่นอน”
“พวกมันแค่มาแก้แค้นเท่านั้น!
“การต่อสู้ระหว่างดินแดนดาวตกและพวกภูตผีปีศาจ ต่างฝ่ายต่างก็ยังกริ่งเกรงกันอยู่ นี่เป็เพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ได้เปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบ”
กล่าวมาถึงตรงนี้หลีจิ้งก็หยุดชะงัก แล้วย้ายเส้นสายตาไปที่ร่างของเนี่ยเทียนอีกครั้ง
นางมองเนี่ยเทียน ทว่าคำพูดกลับเอ่ยบอกลี่ฝาน “ที่ข้าต้องชิงตัวเนี่ยเทียนมา นั่นก็เป็เพราะถึงแม้เนี่ยเทียนจะควบคุมโครงกระดูกปีศาจเืได้ ทว่ากลับไม่สามารถกระตุ้นจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของโครงกระดูกปีศาจเืได้อย่างแท้จริง”
“หากเขาคิดจะควบคุมโครงกระดูกปีศาจเืให้ได้เต็มที ให้โครงกระดูกปีศาจเืตอบโต้ออกไปทันทีเพียงแค่เขาคิด ก็ยังจำเป็ต้องอาศัยเวทลับบางอย่างของสำนักโลหิตข้า”
“เวทลับเ่าั้มีเพียงคนของสำนักโลหิตเท่านั้นถึงจะฝึกได้!”
“หากเนี่ยเทียนกลายเป็คนของสำนักโลหิต ฝึกเวทลับเ่าั้ ก็จะทำให้อาณาจักรหลีเทียนมีผู้แข็งแกร่งความสามารถเทียบเคียงกับเขตลี้ลับเพิ่มขึ้นมาได้อีกหนึ่งคน! ขณะที่โครงกระดูกปีศาจเืต่อสู้ ยังสามารถใช้เวทหลอมโลหิตมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพลังตัวเอง หากมันยังคงเติบโตต่อไปได้ ก็อาจถึงขั้นกลายมาเป็อาวุธร้ายที่ทรงพลังที่สุดในการต่อกรกับภูตผีปีศาจ!”
“ให้อูจี้ทอดทิ้งลูกศิษย์คนหนึ่ง แลกมาด้วยอาวุธร้ายกาจหนึ่งชิ้นของอาณาจักรหลีเทียน ข้าคิดว่าเขาน่าจะยอมรับได้”
กล่าวมาถึงประโยคสุดท้าย หลีจิ้งถึงได้หันมามองลี่ฝาน เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสงบ “เมื่อเ้ากลับไปถึงสำนักหลิงอวิ๋น หรือหากเข้าไปใกล้สำนักหลิงอวิ๋นแล้วมีวิธีติดต่อกับอาจารย์ของเ้า เ้าจงบอกประโยคนี้ของข้าให้เขารับรู้ เนี่ยเทียนที่ปลุกให้โครงกระดูกปีศาจเืฟื้นตื่น สามารถกลายมาเป็ปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่พลิกฟื้นสถานการณ์ของอาณาจักรหลีเทียนได้ และมีเพียงเขากลายเป็คนของสำนักโลหิตเท่านั้น ข้าถึงจะยอมถ่ายทอดเวทลับทุกชนิดของสำนักโลหิตให้แก่เขาโดยไม่มีปิดบัง”
“ข้าจะนำคำพูดของท่านไปบอกต่อเอง” ลี่ฝานกล่าวเสียงหนัก
ฟังคำอธิบายของหลีจิ้งจบ เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ถึงความสำคัญของเนี่ยเทียน ได้รู้ว่าเหตุใดหลีจิ้งถึง้ารั้งตัวเนี่ยเทียนให้อยู่ในสำนักโลหิตให้ได้
“รอเนี่ยเทียนตื่นแล้ว ข้าหวังว่าเนี่ยเทียนจะบอกกับข้าว่าเขาสามารถปลุกให้โครงกระดูกปีศาจเืที่หลับลึกตื่นขึ้นมาได้อีกครั้ง” หลีจิ้งหลับตากล่าว
ประโยคนี้จบลง สายตาของทุกคนก็ล้วนย้ายมาอยู่ที่ร่างของเนี่ยเทียนโดยไม่ได้นัดหมาย
พวกเขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเนี่ยเทียนที่ฉายแสงโดดเด่นในประตู์ เมื่อกลับมาถึงอาณาจักรหลีเทียนแล้วจะกลายมาเป็ที่จับตามอง ทั้งยังเป็ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะตัดสินสถานการณ์ของอาณาจักรหลีเทียนได้ด้วย
เนี่ยเทียนที่ถูกพวกเขามองด้วยสายตาลึกล้ำยังคงจมจ่อมอยู่ในการฝึกบำเพ็ญตบะ เขาใช้หินวิเศษก้อนแล้วก้อนเล่ามาชักจูงพลังิญญาเข้าไปในมหาสมุทริญญาผ่านทางคาถาหลอมลมปราณ เพื่อเติมเต็มมหาสมุทริญญาที่พลังิญญาสูญเสียไป
นอกจากน้ำวนพลังิญญาแล้ว เนื่องจากการสาดส่องของแสงดาว น้ำวนดวงดาวของเขาจึงโคจรเร็วขึ้นและรับเอาพลังประหลาดจากดวงดาวไปทีละนิด
ฝึกมาถึงท้ายที่สุด เมื่อเขารู้สึกว่าพลังิญญาในร่างค่อยๆ ฟื้นตัวได้แล้วจึงเริ่มแบ่งสมาธิใช้กระแสจิตกลุ่มหนึ่งไปตรวจสอบดาวหกแฉกที่อยู่ตรงหน้าอก
กระแสจิตของเขาแทรกซึมเข้าไปในดาวหกแฉกที่บันทึกคาถาสะเก็ดดาวบทต้นเอาไว้ ใช้ใจตรวจสอบ
เมื่อกระแสจิตไหลหายไปอย่างรวดเร็ว อักขระแต่ละตัวในคาถาสะเก็ดดาวบทต้นก็ค่อยๆ เด่นชัดขึ้นมา เขาจดจำเอาไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ จดจำพลางทำความเข้าใจกับมันไปด้วย
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็จมจ่อมอยู่กับความมหัศจรรย์ของคาถาสะเก็ดดาวจนไม่อาจถอนตัวได้
และพลังจิตของเขาก็ไหลหายไปอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยประคับประคองให้เขาทำความเข้าใจกับคาถาสะเก็ดดาว
-----
