ในชั่วขณะนั้น ซากอาคารที่เหลืออยู่เพียงสองชั้นครึ่ง คือโครงสร้างเหล็กและปูนซีเมนต์ที่บิดเบี้ยว หากสิ่งเหล่านี้พังทับลงมา ชีวิตจะเหลือรอดได้อย่างไร?
ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ รอยแยกขนาดมหึมาได้ฉีกผืนดินออกที่ชั้นล่าง กำลังกลืนกินทุกสิ่งรอบข้าง ฮวาเจาเบิกตากว้าง เมื่อเห็นเย่เซินซึ่งอยู่ห่างไปเพียงสองเมตร พลาดท่าตกลงสู่รอยแยกนั้น
โดยไม่รีรอ เธอพุ่งตัวเข้าหาร่างของเขาในเสี้ยววินาทีเดียวกับที่ซากอาคารสองชั้นครึ่งถล่มลงมาอย่างบ้าคลั่ง ความมืดมิดเข้าครอบงำทุกสิ่ง
ในวินาทีเฉียดตายนั้น มือขวาของฮวาเจาที่กำเมล็ดพันธุ์หญ้าไว้ ได้ปล่อยให้มันเติบโตอย่างบ้าคลั่ง ถักทอเป็ตาข่ายขนาดใหญ่ คอยต้านทานแรงบีบอัดจากภายนอกที่โหมกระหน่ำ
เพียงไม่กี่วินาที เสียงสั่นะเืก็สงบลง การร่วงหล่นก็สิ้นสุด
ฮวาเจาแนบชิดอยู่กับแผ่นหลังของเย่เซิน ทั้งคู่ถูกกักอยู่ในซอกมุมระหว่างแผ่นปูนซีเมนต์สองแผ่นที่ทับซ้อนกัน
ปลายนิ้วเรียวขยับเพียงน้อยนิด เถาวัลย์เล็กๆ ก็พุ่งแทรกผ่านรอยแยกของแผ่นปูนซีเมนต์ ยึดเกาะไว้อย่างมั่นคง ก่อนจะยืดตัวขึ้นไปเบื้องบน เพื่อเปิดช่องทางให้อากาศถ่ายเท
“คุณไม่เป็อะไรใช่ไหม?”
เสียงทั้งสองคนเอ่ยถามขึ้นพร้อมกันอย่างใ
“ฉันไม่เป็ไร แล้วคุณล่ะคะ?” ฮวาเจารีบถามกลับ พลางขยับมือไปััตัวเขา เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้รับาเ็
เย่เซินขมวดคิ้วฉับพลัน เขารีบจับมือที่กำลังลูบคลำไปทั่วร่างของเธอไว้แน่น หมายจะดึงออก
“อย่าซน!” เสียงทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง
ฮวาเจาไวกว่า พลิกมือจับมือทั้งสองข้างของเขาไว้ด้วยกัน แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งกดทับไว้ ส่วนมือเล็กๆ อีกข้างก็ยังคงลูบคลำต่อไป
เย่เซิน...
เขาพยายามดิ้นรน แต่กลับพบว่าไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ได้!
ทำไมท่าทางแบบนี้ถึงได้คุ้นเคยนัก? และทำไมเธอถึงได้มีพละกำลังมากมายถึงเพียงนี้?
ตอนนี้ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ ฮวาเจาขยับจากด้านหลังมาอยู่ในอ้อมกอดของเขา มือเล็กๆ ข้างหนึ่งก็ลูบคลำเขาไปทั่ว...
แขนไม่มีปัญหาแน่นอน ยังคงแข็งแรงดี... ขาก็ยังอยู่ครบ ไม่หัก ไม่มีเืออก บนตัวก็คงไม่มีแผล เพราะขนาดเธอทับเขาอยู่ขนาดนี้ เขายังไม่ร้องเจ็บเลย...
เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เธอเป็ใคร?” เย่เซินเอ่ยขึ้นมาอย่างฉับพลัน น้ำเสียงของเขาแตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย ดูตึงเครียดและต่ำลงกว่าปกติ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดที่ข้างหูของฮวาเจา
ความมืดมิดที่รายล้อมรอบตัว ทั้งสองที่แนบชิดกัน ทำให้ฮวาเจานึกถึงค่ำคืนนั้นขึ้นมา
เธอหัวเราะคิกคักอย่างรื่นเริง เปล่งเสียงอ่อนหวานราวกับมีมนต์สะกด “พี่ชาย~ ทายสิคะ~”
ในเสี้ยววินาทีนั้น ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นเข้าสู่ร่างของเย่เซิน ทำให้เขารู้สึกชาไปทั้งตัว กระแสไฟฟ้าแล่นผ่านกระดูกสันหลังไปทั่วร่าง เขาเหมือนถูกปลุกเร้าด้วยความร้อนรุ่มที่คุโชน
น้ำเสียงหวานนุ่มที่คล้ายกรงเล็บเล็กๆ นี่... เสียง "พี่ชาย" ที่เรียกเขาตลอดทั้งคืน...
เขาคงไม่มีวันลืมมันได้
“เสี่ยวฮวา?” เขาหลุดปากออกมา
แต่มันจะเป็ไปได้อย่างไร?
“คนเขาก็บอกแล้วว่า ผอมลงไปเยอะมากกก~ แถมยังสวยขึ้นด้วย! พี่ไม่เชื่อเหรอคะ? ~” ฮวาเจาเอ่ยเสียงออดอ้อน
ในบรรยากาศเช่นนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะออดอ้อนเขา
หัวใจของเย่เซินเต้นรัว เขากล่าวเสียงแหบพร่า “เชื่อ...”
แต่ที่เขาคิดว่า "เยอะมาก" นั่นคือ สองสามสิบกิโลกรัม เต็มที่ก็ห้าหกสิบกิโลกรัม!
ทว่าสาวน้อยในอ้อมอกตอนนี้ผอมลงไปเท่าไหร่? เพียงแค่ัั เขาก็พอจะเดาได้ เธอผอมลงไปอย่างน้อยก็เจ็ดสิบแปดสิบกิโลกรัม!
“ก็ขยันขึ้นนี่คะ ทำงานหนักทุกวัน แถมยังท้องด้วย กินอะไรก็ไม่ค่อยลง~” ฮวาเจาหาเหตุผลให้กับตัวเองที่ผอมลงอย่างรวดเร็ว
ประโยคสุดท้ายทำให้เย่เซินแข็งทื่อไปทั้งร่าง จากนั้นก็สะบัดมือเธอออกอย่างรวดเร็ว กอดร่างในอ้อมแขนแล้วก็ลูบคลำไปทั่ว...
“เธอได้รับาเ็ตรงไหนหรือเปล่า?” น้ำเสียงของเขาตื่นตระหนก มือทั้งสองลูบไปทั่วร่างของเธออย่างรวดเร็ว
ดี... ไม่เป็อะไร...
...บรรยากาศเงียบงันในทันที
ไม่มีใครพูดอะไร...
มือของเย่เซินหยุดนิ่ง ค้างอยู่บนท้องของเธอไม่ขยับไปไหน
ฮวาเจาแนบชิดกับเขาด้วยความกระอักกระอ่วน เขากลับตรวจเช็กร่างกายเธออย่างพิถีพิถันราวกับมืออาชีพ กระทั่งซี่โครงแต่ละซี่ก็ไม่เว้น บางตำแหน่งที่มือยังเข้าไม่ถึง เขาก็ออกแรงกดเบาๆ เพื่อให้แน่ใจ...
ทันใดนั้น ิัใต้ฝ่ามือก็ขยับ “กรุบกรอบ” ราวกับมีฟองอากาศวิ่งอยู่ใต้ิั
“ว้าย!” ฮวาเจาร้องเสียงหลงในทันที
“เป็อะไรไป? เกิดอะไรขึ้น?” เย่เซินรีบถาม
ฮวาเจาเอามือวางทับมือใหญ่ของเขา ดึงเสื้อผ้าที่ขวางอยู่ออก ให้มือของเขาัักับิัหน้าท้องโดยตรง
“กรุบกรอบ...” ความรู้สึกเหมือนฟองอากาศแล่นผ่านอีกครั้ง ชัดเจนยิ่งขึ้น
“หิวเหรอ?” เย่เซินถาม
ฮวาเจาแนบชิดกับอกเขาด้วยความยินดี ดวงตาของเธอค่อยๆ ชื้นไปด้วยน้ำตา
ถึงแม้ว่านี่จะเป็ครั้งแรกที่เธอได้ัั แต่เธอก็รู้ได้ในทันทีว่ามันคืออะไร... ลูกน้อยของเธอเริ่มดิ้นแล้ว...
ความรู้สึกที่วิเศษเกินกว่าจะหาคำใดมาเปรียบ
ััได้ถึงความชื้นที่ต้นคอ เย่เซินก็รีบร้อน “เป็อะไรไป? ... กลัวว่าจะออกไปไม่ได้เหรอ? ไม่ต้องกลัวนะ เราโชคดี ที่ตรงนี้เหมือนจะรับน้ำหนักไว้ได้ คนของฉันข้างนอกจะต้องมาช่วยเราแน่ เดี๋ยวเราก็ได้ออกไปแล้ว!”
เขาพยายามปลอบโยน
ในความเป็จริง เขาก็กระวนกระวายใจอย่างมาก ตัวเขาติดอยู่ที่นี่คนเดียวก็ว่าแย่แล้ว แต่ทำไมเธอถึงต้องตามเข้ามาด้วย!
เขานึกถึงเื่ก่อนหน้านี้ เขาทิ้งเธอไปไกลมากแล้ว ตอนที่เกิดแผ่นดินไหว เธอจงใจตามเขามาแน่ๆ กลัวจะตามเขาไม่ทัน ถึงกับกระโจนเข้าใส่เขาอีก...
เขาโอบกอดคนในอ้อมแขนแน่น เธอรักเขาขนาดนี้เลยเหรอ...
“ต่อไปห้ามทำแบบนี้อีกแล้วนะ! เธอมีลูกอยู่ในท้องแล้ว ต้องคิดถึงเขาบ้าง...”
“รู้แล้วน่า รู้แล้ว~ ก็กำลังคิดอยู่ไงคะ!” ฮวาเจาส่ายหน้า ซับน้ำตาออกอย่างรวดเร็ว ลูบมือใหญ่ของเขาอย่างอ่อนโยน “ลูกจ๋า นี่คุณพ่อของลูกนะ ทักทายคุณพ่อหน่อยสิ”
“กรุบกรอบ...” ลูกน้อยให้ความร่วมมือเป็อย่างดี
เย่เซินแข็งทื่อไปแล้ว
นี่มันอะไรกัน??
“ไม่นึกเลยว่าจะรู้สึกถึงการดิ้นของลูกได้เร็วขนาดนี้” ฮวาเจาเอ่ยอย่างดีใจ “จดหมายที่ป้าเขียนบอกว่า คนทั่วไปต้อง 15 สัปดาห์ขึ้นไปถึงจะรู้สึกได้ ถ้าช้าหน่อยก็ต้อง 20 สัปดาห์ขึ้นไป”
แต่ลูกๆ ของเธอ ดูดซับพลังงานในการเจริญเติบโต คงไม่เหมือนคนอื่น อีกอย่างตอนนี้ก็ใกล้ 15 สัปดาห์แล้ว การรู้สึกถึงการดิ้นของลูกก็เป็เื่ปกติ
“อีกอย่าง ชื่อที่คุณตั้งไว้ ฉันไม่ชอบ” ฮวาเจาเอ่ยเสียงออดอ้อน “ที่หมู่บ้านของเรามีบ้านแค่ไม่กี่สิบหลัง ยังมีคนชื่อกั๋วเฉียงสิบคน กั๋วชิ่งห้าคน กั๋วตงสามคน! ไหนจะซิ่ว ฟาง หลี่ อีกนับไม่ถ้วน ลูกๆ ของฉัน ฉันจะเป็คนตั้งชื่อเอง ตกลงไหม?”
“ตกลง”
“แล้วก็ ในเมื่อคุณไม่ชอบแตงกวาดอง ต่อไปฉันจะไม่ทำให้อีกแล้ว”
“ตกลง... ไม่ตกลง!” เย่เซินได้สติ รีบคัดค้าน
แม่สาวน้อยคนนี้นี่...
“ฉันยังไม่ได้ถามเธอเลยนะ ทำไมถึงมาที่นี่ได้?” เขาถาม
“อืม... ฉันบอกคุณปู่ว่าจะไปปักกิ่งไปเจอพ่อแม่คุณ แต่จริงๆ แล้วฉันอยากมาดูคุณ เลยมาที่นี่ กำลังสืบที่อยู่ของคุณอยู่พอดีก็เกิดเื่แบบนี้ขึ้น”
ในความมืดมิด เย่เซินลูบศีรษะที่ยุ่งเหยิงและเปรอะเปื้อนของคนที่อยู่ในอ้อมกอด “ต่อไปห้ามวิ่งไปไหนมาไหนแบบนี้อีกแล้ว! ให้เธออยู่ที่บ้านเฉยๆ!”
“อืม!” ฮวาเจารับปากอย่างง่ายดาย หากไม่ใช่เพราะเขา เธอคงไม่อยากออกจากบ้านหรอก
ช่างว่าง่ายได้ถึงเพียงนี้... ใจของเย่เซินอ่อนลง น้ำเสียงก็นุ่มนวลลงด้วย “แล้วตอนที่เจอฉัน ทำไมไม่บอกว่าเธอเป็ใคร?” ยังกล้ามาแกล้งเขาอีก!
“ฮ่าฮ่า!~” พอพูดถึงเื่นี้ ฮวาเจาก็หัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “คนที่คุณพูดถึงว่าอะไรนะ อะไรเฟิง? เป็ผู้บังคับกองร้อยเหมือนกันเหรอ? ฐานะดีเหรอ? ฉันขอไปดูเขาหน่อยได้ไหม?”
“เธอไม่กล้าหรอก!” เย่เซินพูดเสียงดุ แต่ในใจก็พลอยหัวเราะไปด้วย ยัยตัวแสบ...
โอบกอดร่างเล็กๆ ที่หอมนุ่มไว้ในอ้อมแขน หัวใจของเขาก็รู้สึกผ่อนคลายและอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อ
สำหรับเขาแล้ว ฮวาเจาคือคนแปลกหน้าจริงๆ
แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความแปลกหน้าใดๆ ไม่มีความรู้สึกถึงความห่างเหินใดๆ
ทั้งที่เพิ่งเจอกันเป็ครั้งที่สอง หรือแม้กระทั่งเป็ครั้งแรกที่ได้คุยกันอย่างจริงจัง พวกเขากลับมีความสนิทสนมกันอย่างเป็ธรรมชาติ เหมือนคู่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันมานาน
บางทีอาจเป็เพราะการเขียนจดหมายไปมา ทำให้พวกเขาคุ้นเคยกัน
บางทีอาจเป็เพราะเขาได้ทำสิ่งที่ใกล้ชิดกับคนแปลกหน้าคนนี้มากที่สุด...
บางทีอาจเป็เพราะในท้องของคนแปลกหน้าคนนี้ กำลังมีลูกของเขาอยู่...
คนแปลกหน้าคนนี้ สามารถเดินทางมาหาเขาได้จากที่ไกลแสนไกล...
คนแปลกหน้าคนนี้ สามารถยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเขาได้...
เขาจะรู้สึกห่างเหินกับเธอได้อย่างไร?
นี่ไม่ใช่คนแปลกหน้า... นี่คือภรรยาของเขา!
