เย่ซ่งพยักหน้าเล็กน้อย "ข่าวลือที่ปล่อยออกมานั้นเป็ข่าวลือที่เชิญชวนผู้ที่โลภมากให้เข้าไปตรวจสอบและค้นหาสมบัติโบราณที่หลบซ่อนอยู่ภายใน โดยมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่รู้ว่าอาณาจักรลับที่พูดถึงคือดินแดนของจักรพรรดิมารในอดีต"
"โอ้? พวกเ้าไม่กลัวงั้นหรือ?" ไป๋เฉินถามกลับในขณะกลอกตามองทั้งสาม
เย่ซ่งส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขมขื่น "ก่อนหน้านี้ข้าพ่ายแพ้ชายผู้หนึ่งอย่างราบคาบโดยไม่ทันจะได้ต่อสู้ ตอนนั้นข้าจึงรับรู้ได้ว่าต่อให้ข้ามีความแข็งแกร่งเพียงใดแต่หากไม่มีประสบการณ์การต่อสู้ถึงชีวิตและความตาย ข้าคงเป็ได้เพียงดอกไม้ในเรือนกระจกเท่านั้น"
"โอ้? เป็เช่นนั้น" ไป๋เฉินยิ้มจางๆเมื่อรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเย่ซ่ง ก่อนที่คนทั้งสี่จะสนทนาต่อไปโดยที่ไป๋เฉินได้ไถ่ถามข้อมูลที่เย่ซ่งมีอยู่
การเข้าสู่ดินแดนมารในครั้งนี้มีความเสี่ยงที่อาจจะถึงแก่ชีวิต เพราะภายในไม่มีใครรู้เลยว่าจะมีอันตรายซุ่มซ่อนอยู่มากเพียงใด แต่ด้วยความละโมบโลภมากที่อยากจะเหนือผู้อื่นจึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้น
ทุกหนแห่งล้วนแล้วแต่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด และสิ่งที่จะทำให้ผู้บำเพ็ญปราณอยู่เหนือผู้อื่นได้นั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งส่วนบุคคลและยุทโธปกรณ์ขั้นสูงที่สามารถเพิ่มความสามารถส่วนบุคคลให้ขึ้นทะยานไปได้
ไม่ว่าจะเป็เซี่ยหยวนไป๋หรือเยาวชนจากตระกูลโบราณต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการกุญแจสู่อาณาจักรลับเพื่อเข้าไปสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของอาณาจักรลับที่ไม่เคยมีใครได้เคยเข้าไปด้านในมาก่อน
แน่นอนว่าการเดินทางสำรวจที่อันตรายเช่นนี้ทำให้ใครหลายๆคนต่างก็ระมัดระวังและบางส่วนก็ขี้ขลาดไปเลยก็มี
ไป๋เฉินใช้เวลาไม่นานในการซักถามเื่ราวเื้ัก่อนจะแยกตัวออกไปยืนรออยู่ที่ร่มๆใกล้เคียงกับโรงเตี๊ยม
เมื่อเห็นว่าไป๋เฉินจากไป ฉินเหวินเทียนก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำ "ดวงตาของเขาเหมือนกับพี่เขยของข้าจริงๆ"
จากนั้นเสียงฝีเท้าม้าก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาแต่ไกล เผยให้เห็นม้าสองตัวที่ลากเกี้ยวหรูหรามายังเบื้องหน้าโรงเตี๊ยม
การมาถึงของรถม้าหรูหราได้ดึงดูดสายตาทุกคนที่อยู่ที่นั่นเป็ตาเดียว
เมื่อเกี้ยวหยุดลงเผยให้เห็นม่านที่ค่อยๆถูกเปิดออกปรากฏให้เห็นร่างของเซี่ยหยวนไป๋ที่ก้าวลงมามองซ้ายมองขวา ตามมาด้วยหญิงสาวในชุดสีแดงที่กอดแขนเขามาติดๆ
"นายน้อยเซี่ยมาถึงแล้ว"
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเซี่ยหยวนไป๋ได้พบเจอกับสำนักวัง์แล้ว นั่นหมายความว่ามันไม่จำเป็ต้องดักหรือปิดกั้นเส้นทางของเหยาชิงเฉิงอีกต่อไป
จากนั้นก็ตามมาด้วยเกี้ยวสีขาวงดงามมาหยุดลงเยื้องกับโรงเตี๊ยมเล็กน้อย
ม่านสีขาวถูกเปิดออกเผยให้เห็นร่างเพรียวบางสีขาวที่สวมรองเท้าส้นสูงค่อยๆก้าวลงมา นั่นคือเหยาชิงเฉิงที่ยังคงสวมผ้าปกปิดรูปลักษณ์ไว้
"นางเซียนน้อยมาถึงแล้ว"
แต่แม้นว่าใบหน้าจะถูกปกปิด แต่รัศมีความสง่างามและยากจะเอื้อมดุจเทพธิดากลับดึงดูดสายตาที่ชื่นชมของบุรุษมากมายในคราเดียว
จากนั้นก็ตามมาด้วยเกี้ยวของตระกูลเจิ้น โดยมีเจิ้นหลงเหวินลงมาและมายืนเรียงรายต่อหน้าโรงเตี๊ยมเพื่อรอคอยอาณาจักรลับจะถูกเปิดออกตามข้อมูลที่ได้รับ
ทว่าทันใดนั้นกลับมีเสียงฝีเท้ามาดังขึ้นจากทางใจกลางเมืองเทียนเหล่ย ปรากฏให้เห็นเกี้ยวสีทองของตระกูลเย่เคลื่อนขบวนมาด้วยความเร็วสูง
เมื่อรถม้าหยุดลงเย่ซือหยูก็ออกมาจากเกี้ยวก่อนจะเดินตรงไปยังเบื้องหน้ากลุ่มฝูงชนนับร้อย
ตามมาด้วยเสียงคารวะของฝูงชนไปยังทิศทางของเย่ซือหยูอย่างนอบน้อม
เย่ซือหยูโบกมือเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ "ทุกท่านที่มายังที่แห่งนี้คงจะมีจุดประสงค์ของตัวเอง แต่ในฐานะที่ข้าเป็เ้าเมือง ข้ามีกฏเพียงสามข้อที่ต้องเตือนพวกเ้า"
"ประการแรกบุคคลที่มาจากภายนอกห้ามยุ่งเกี่ยวหรือรังแกราษฎรในเมืองเทียนเหล่ยของข้า นอกเสียจากว่าพวกเ้าได้เข้าสู่อาณาจักรลับกันแล้ว"
"ประการที่สองการเข่นฆ่าสังหารเป็เื่ปกติ แต่เมืองเทียนเหล่ยจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือหรือแก้แค้น หากผู้ใด้าเข้าสำรวจอาณาจักรลับพวกเ้าต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง"
"และประการสุดท้าย การต่อสู้ในครั้งนี้มีกลุ่มจากตระกูลโบราณจะเข้าร่วมด้วย เพราะฉะนั้นจงระวังไว้ให้ดี"
ฝูงชนที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่ว่าอย่างไรนั่นเป็กฏปกติที่พวกเขาเองก็รู้อยู่แล้ว
ทุกย่างก้าวล้วนมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการสำรวจครั้งนี้มีอันตรายทุกฝีก้าว
"พรึ่บ!"
"พรึ่บ!"
"พรึ่บ!"
จู่ๆเหนือน่านฟ้าพลันบังเกิดกระแสลมอ่อนๆก่อนจะเผยร่างของชายทั้งสามคนปรากฏขึ้นด้วยปราณที่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันหนักหน่วง
ดวงตาของเซี่ยหยวนไป๋ ซูหวินและเฉินตงสว่างวาบ นั่นเป็เพราะทั้งสามที่เพิ่งจะปรากฏขึ้นคือสมาชิกของตระกูลโบราณที่ปรากฏขึ้น
สายตาของไป๋เฉินแหงนมองขึ้นไป สายตาของเขาก็สบเข้ากับร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดสีม่วงที่ยืนมือไพล่หลังอย่างสง่างาม
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใดเมื่อมองเห็นคนผู้นั้นเจตนาฆ่าในดวงตาของไป๋เฉินกลับพุ่งพล่านและอยากจะสังหารมันเสียเดี๋ยวนั้น!
[เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดจิตใต้สำนึกจึงแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ออกมา?]
มิใช่แค่ไป๋เฉินฝ่ายเดียวเท่านั้น ชายหนุ่มผู้นั้นกลับมองลงมาและเห็นใบหน้าของไป๋เฉิน คิ้วของคนผู้นั้นขมวดด้วยความรู้สึกระแวดระวังอย่างผิดปกติ
จิตใจของคนผู้นั้นรูัสึกสั่นไหวอย่างผิดปกติเมื่อมองไปยังใบหน้าของไป๋เฉิน
ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้ากันอยู่นานสองนานด้วยสัญชาตญาณที่ผิดปกติ ซ้ำแล้วยังมีรังสีเข่นฆ่าจางๆแผ่ซ่านออกมาจากทั้งสองราวกับว่ามีความเกลียดชังที่ไม่รู้จักอย่างไรอย่างนั้น
เฉินตง ซูหวินและเซี่ยหยวนไป๋ััได้ถึงกลิ่นอายเย็นะเืจากด้านหลังก็อดไม่ได้จะขนลุกซู่ เมื่อหันกลับไปก็ต้องพบเจอเข้ากับไป๋เฉินและชายหนุ่มในชุดสีม่วงที่มองหน้ากันไม่คลาดสายตาราวกับว่าได้เจอศัตรูตัวฉกาจอย่างไรอย่างนั้น
บรรยากาศอบอ้าวในยามเที่ยงวันกลับแปรผันเป็ความเย็นะเืฝังลึกจนถึงกระดูกดำ
เหยาชิงเฉิงเองก็จ้องมองอยู่เฉกเช่นเดียวกัน นางอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเมื่อเห็นว่าทั้งสองจ้องเขม็งราวกับว่าเป็ศัตรูต่อกันแต่ชาติปางก่อน
"พรึ่บ!"
จู่ๆชายหนุ่มในชุดสีม่วงหายไปจากน่านฟ้าพลันปรากฏตรงหน้าไป๋เฉินราวกับภาพติดตา ร่างนั้นเดินตรงไปยังไป๋เฉินและตัดสินใจเอ่ยขึ้น "เ้าเป็ใคร?"
ดวงตาสีเืของไป๋เฉินส่องประกาย มุมปากของเขาขดเป็รอยยิ้มเรียบเฉย "เ้านั่นแหละเป็ใคร?"
มุมปากของชายหนุ่มชุดสีม่วงกระตุกอย่างหนัก มือขวาของมันพลันปรากฏรังสีปราณบ้าคลั่งราวกับกำลังจะลงมือทำอะไรบางอย่าง...
ชายทั้งสองเหนือน่านฟ้าที่มาปรากฏตัวพร้อมกับชายหนุ่มในชุดสีม่วงก็สังเกตเห็นบรรยากาศที่ผิดปกติ ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะปรากฏขึ้นด้านหลังชายหนุ่มชุดสีม่วงและตบไหล่เบาๆ "พี่ซู เกิดอะไรขึ้น?"
ชายหนุ่มแซ่ซูจ้องมองไป๋เฉินเพียงชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า ก่อนจะดึงพลังปราณกลับคืน "ไม่มีอะไร ไปกันเถิด"
จากนั้นชายแซ่ซูหันหลังกลับไปหาซูหวินที่ยืนรออยู่ไม่ไกล
ไป๋เฉินเพียงชำเลืองด้วยหางตาเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะััได้ถึงรัศมีเ็า เมื่อหันมองไปยังทิศทางนั้นก็พบเข้ากับเหยาชิงเฉิงที่กัดฟันด้วยดวงตาลุกเป็ไฟ
และอีกทางหนึ่งก็เป็เซี่ยหยวนไป๋ที่จ้องมองไม่คลาดสายตาราวกับว่าหากเขาเผลอเรอ มันจะเข้าโจมตีทันทีโดยไม่ลังเล
ไป๋เฉินยกยิ้มมุมปากราวกับกำลังเยาะเย้ย ทำให้สีหน้าทั้งสองที่มองอยู่ก็มืดลง
ซูหวินที่ยืนอยู่ก็ปรี่เข้าไปหาชายหนุ่มในชุดสีม่วงด้วยสุ้มเสียงยินดี "ลุงซวน ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"
ซูซวนหันเพียงยิ้มเล็กยิ้มน้อยอย่างสุขุม "ข้าได้ยินมาว่าจะมีเื่บางอย่างเกิดขึ้น ข้าแค่แวะมาดูเท่านั้น"
ซูหวินพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่มันจะตัดสินใจถามขณะชายตามองไป๋เฉินที่ยืนอยู่ไม่ไกล "ท่านลุง ท่านรู้จักคนผู้นั้นด้วยหรือ?"
แต่ซูซวนส่ายหน้า "ไม่ ข้าไม่รู้จักเขา"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของซูหวินก็ยิ่งมึนงง "แล้วเหตุใด-"
แต่ไม่ทันที่มันจะได้กล่าวจบ เหนือน่านฟ้าพลันปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เมื่อสุริยันที่ส่องสว่างเจิดจ้ากลับมีหมู่เมฆมืดครึ้มเคลื่อนไหวบดบังแสงนั้น!
ทุกสายตาพลันจับจ้องเป็ตาเดียวกันไปยังน่านฟ้าหมื่นฟุต ก่อนจะบังเกิดกระแสลมรุนแรงราวกับว่าเกิดการบิดเบี้ยวของช่องว่างระหว่างมิติ
จู่ๆท้องฟ้าส่องสว่างพลันปรากฏทรงกลมสีหม่นกำลังโคจรไปยังทิศทางของสุริยันเป็เส้นโค้งงดงาม บรรยากาศที่เคยสว่างไสวกลับถูกปกคลุมไปด้วยทรงกลมที่เข้าทับซ้อนกันบังเกิดความมืดมิดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า!
ในสายตาของฝูงชนในทวีปเทียนหลางมองว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าพวกเขาอาจจะเป็การกระทำของพระเ้า มีเพียงไป๋เฉินเท่านั้นที่ใช้มือป้องดวงตาและมองขึ้นไปพร้อมกับเสียงพึมพำเบาๆ "สุริยะคราสงั้นรึ?"
