จ้าวอี้จ้องมองฉางหงเยียน จากนั้นเหลือบมองจอกสุราที่นางส่งให้ เขาไม่แม้แต่กล่าวปฏิเสธ ยื่นมือออกไปอย่างผิดแปลก
เหนียนยวี่เห็นทุกสิ่งในสายตา นางรู้ดีว่ากลิ่นหอมของดอกเทียนเซียงล่อใจบุรุษ เกรงว่าจ้าวอี้ในยามนี้ จะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลิ่นหอมดอกเทียนเซียงเสียแล้ว หากเป็เช่นนี้ต่อไป จ้าวอี้จะดื่มด่ำหลงใหลกลิ่นนั้น และะโลงไปในกับดักที่ฉางหงเยียนตั้งจับเขา
แล้วนาง...จะเพียงมองดูเขาะโไปในกับดักนั่นได้อย่างไร!
“ท่านอ๋องมู่....” เหนียนยวี่กล่าว พลางก้าวเดินไปข้างหน้า
่เวลาที่เขาได้ยินเสียงของเหนียนยวี่ จ้าวอี้ขมวดคิ้ว และสายตาของฉางหงเยียนพลันเตรียมระแวดระวังขึ้นมาทันใด
“ทำไมหรือ คุณหนูยวี่ไม่อนุญาตให้ท่านอ๋องมู่ดื่ม?” ฉางหงเยียนกล่าวอย่างยิ้มเยาะเ็า พลางจ้องมองเหนียนยวี่ที่เดินมา “นี่คือสุราขอโทษของเปิ่นกงจู่ คุณหนูยวี่ควรจะยอมรับเสีย ความปรารถนาของหงเยียนจะได้สำเร็จราบรื่น”
ความปรารถนาของนางจะได้สำเร็จราบรื่น?
สตรีผู้นี้สงบจิตสงบใจไม่ได้เลย หากสำเร็จสมใจปรารถนาของนางจริงๆ จะไม่เลวร้ายหรอกหรือ?
“เสี่ยวยวี่เอ๋อร์ ข้าจะดื่มสุราจอกนี้" จ้าวอี้ยิ้มกับเหนียนยวี่อย่างสดใส ยกจอกสุราในมือขึ้น ั์ตาประหนึ่งถูกปกคลุมด้วยผ้าชั้นบาง
“ดื่มจอกนี้หรือ?” เหนียนยวี่เหลือบมองฉางหงเยียน มุมปากค่อยๆ ผุดรอยยิ้มเสี้ยวหนึ่ง “ท่านอ๋องมู่จะดื่มเยอะเท่าใดก็ได้ ไม่เห็นเป็ไร”
เหนียนยวี่รู้ว่า จ้าวอี้ในยามนี้ตกอยู่ในห้วงอารมณ์ดึงดูดของฉางหงเยียนเรียบร้อยแล้ว ดื่มเพิ่มอีกจอกก็มิได้เยอะอะไรอีกต่อไป
และฉางหงเยียน......
เหนียนยวี่มองข้ามร่องรอยการกระทำอันเ็านั้น นางจ้องมองและพยักหน้าโค้งคำนับฉางหงเยียน “เมื่อครู่นี้ เหนียนยวี่จำได้ว่ายังมีเื่ต้องไปหาองค์หญิงหรูเยียน ทว่าท่านอ๋องมู่ดูเหมือนจะเมามายเล็กน้อย ช่างประจวบเหมาะยิ่งที่องค์หญิงหงเยียนอยู่ที่นี่ด้วย รบกวนองค์หญิงหงเยียนช่วยอยู่เป็เพื่อนท่านอ๋องมู่สักครู่หนึ่งได้หรือไม่เพคะ?”
ฉางหงเยียนเตรียมพร้อมคิดหาวิธีรับมือกับการเบี่ยงเบนความสนใจของเหนียนยวี่ที่แสนขัดหูขัดตาตรงหน้าผู้นี้มาอย่างดี ทว่านางนึกไม่ถึงเลยว่า เหนียนยวี่จะเอ่ยขึ้นก่อน นี่มิใช่สิ่งที่นาง้าพอดีเลยหรือไร?
ในใจนางมีความสุขมาก ฉางหงเยียนเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “คุณหนูยวี่ไปเถิด หงเยียนจะไม่ทำให้คุณหนูผิดหวัง”
“อืม เช่นนั้นเหนียนยวี่ต้องขอบพระทัยองค์หญิงอย่างยิ่งแล้วเพคะ” เหนียนยวี่สบตาฉางหงเยียน แล้วหันหลังเดินออกไปนอกประตู
"ยวี่เอ๋อร์ เ้ารอข้าด้วย...” ครั้นจ้าวอี้เห็นเหนียนยวี่กำลังจะจากไป จึงวางจอกสุราในมือลงทันที ทว่าฉางหงเยียนมิได้มีโอกาสเช่นนี้ง่ายๆ นางจะปล่อยให้จ้าวอี้ออกไปได้อย่างไร?
ทันทีที่จ้าวอี้ก้าวออกไป ฉางหงเยียนเคลื่อนกายเข้าไปขวางทางตรงหน้าจ้าวอี้ทันที “ท่านอ๋องมู่ ให้หงเยียนดื่มสุราเป็เพื่อนท่านอีกสักจอกเป็อย่างไร?”
สายลมสายหนึ่งพัดผ่าน กลิ่นหอมที่มิได้กลิ่นโชยเข้าจมูกของจ้าวอี้ เขาขมวดคิ้วมุ่น พลางจ้องมองสตรีชุดแดงตรงหน้า ซึ่งดูราวกับปกคลุมด้วยผ้าผืนบาง
"เ้า...เป็ใคร?" จ้าวอี้กล่าว เสียงที่เอ่ยออกมาแลดูต่างจากเขาในยามปกติเล็กน้อย
เหนียนยวี่เพิ่งเดินผ่านประตูออกไป ครั้นได้ยินเสียงนี้ รอยยิ้มซึ่งยังเบ่งบานตรงหน้าฉางหงเยียนเมื่อครู่ พลันสลายหายไป ใบหน้าเคร่งขรึมเข้าแทนที่ ครั้นคิดอะไรบางอย่างได้ เหนียนยวี่จึงเร่งฝีเท้าก้าวเดินออกไปทันที
ณ เรือนพำนัก ท่ามกลางแสงยามราตรี
เหนียนยวี่ก้าวเดินอย่างเร่งรีบ จุดหมายปลายทางของนางคือลานเรือนพำนักฝั่งตะวันออก
เมื่อครู่นี้ จ้าวอี้พานางเดินเล่นเกือบทั่วทั้งเขตพำนัก ยามที่เดินมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง แม้นท้องนภาจะมืดมิดลง ทว่านางยังคงสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนจากกลิ่นหอมของใบหญ้าในอากาศ
ลานตะวันออก ที่นั่นน่าจะมีเฟินโลหิต
ในหัวของเหนียนยวี่ผุดภาพดอกเทียนเซียงสีม่วงที่ขึ้นข้างห้องยาของท่านอาจารย์เมื่อชาติก่อน ถัดจากทุ่งดอกเทียนเซียง มีพวงเฟินโลหิตเจริญเติบโตขึ้นอย่างเขียวชอุ่ม
ท่านอาจารย์กล่าวว่า ทุกสิ่งที่เกิดมาในโลกหล้าใบนี้ล้วนมีทั้งส่งเสริมและต่อต้าน รากของดอกเทียนเซียงเป็ยาที่ทำให้บุรุษเกิดอาการหลอนประสาท ทว่าน้ำเฟินโลหิตกลับเป็ยาที่มีฤทธิ์ต่อต้านผลของดอกเทียนเซียง
นางเคยถามท่านอาจารย์ว่า เหตุใดจึงปลูกดอกไม้สองชนิดนี้ข้างห้องยา ท่านอาจารย์เพียงทอดมองไปทางทิศใต้อย่างใจลอย และมิได้กล่าวสิ่งใดเป็เวลานาน
เฟินโลหิต...
เหนียนยวี่ได้กลิ่นหอมของสมุนไพร ในไม่ช้า นางเห็นพืชชนิดหนึ่งในพงหญ้า ครั้นหวนนึกถึงสถานการณ์ของจ้าวอี้ในยามนี้ เหนียนยวี่มิกล้ารอช้า รีบดึงเฟินโลหิตออกมา ทว่าทันทีที่อยู่ในมือ นางกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังเข้ามา
“ใครน่ะ? ผู้ใดอยู่ตรงนั้น?” เหนียนยวี่จำเสียงของสตรีนางนั้นได้ว่า สตรีผู้นั้นคือ อวี่เหวินหรูเยียน ราชทูตแห่งแคว้นตงหลี
ทันทีที่อวี่เหวินหรูเยียนเอ่ยจบ นางรีบวิ่งไปตรงนั้นทันที โดยมีสาวใช้วิ่งตามหลังมา นางที่วิ่งเข้าไปใกล้ ครั้นเห็นเหนียนยวี่ ใบหน้างดงามพลันฉายแววประหลาดใจอย่างยากจะปกปิด
“คุณหนูยวี่? เหตุใดถึงเป็ท่าน? ท่าน...” อวี่เหวินหรูเยียนเหลือบมองรอบด้าน ราวกับกำลังมองหาใครสักคน นางหยุดชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า “คุณหนูยวี่มิใช่ว่าท่านอยู่ลานพำนักทางใต้หรอกหรือ?”
“องค์หญิงหรูเยียน” เหนียนยวี่โค้งคารวะอวี่เหวินหรูเยียน อวี่เหวินหรูเยียนเห็นของที่อยู่ในมือนาง “คุณหนูยวี่ ท่านมาที่นี่...”
อวี่เหวินหรูเยียนมิรู้จักพืชที่อยู่ในมือของเหนียนยวี่ นั่นเป็เพียงต้นหญ้าธรรมดาทั่วไป ทว่าเหนียนยวี่ นางเดินมาถึงที่นี่ในเวลากลางดึกเงียบสงัดเช่นนี้ เพียงเพื่อหญ้าธรรมดาต้นนี้น่ะหรือ?
อวี่เหวินหรูเยียนเป็คนฉลาด จึงเดาเื่ราวออกทันที “คุณหนูยวี่ เกิดเื่อันใดหรือ?”
เหนียนยวี่จ้องมองอวี่เหวินหรูเยียน ครั้นเห็นความกังวลในดวงตานาง จึงฉุดนึกถึงไมตรีจิตของนางที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อจ้าวอี้ได้ในชาติก่อน ในใจของเหนียนยวี่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เกรงว่าองค์หญิงหรูเยียนจะมีความรักให้มู่อ๋องจ้าวอี้อย่างลึกซึ้ง!
เหนียนยวี่เหลือบมองเฟินโลหิตในมือ พลางเงียบนิ่งไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดจึงกล่าวว่า “ใช่เพคะ มีเื่เกิดขึ้นกับท่านอ๋องมู่”
ครั้นเหนียนยวี่กล่าวจบ ร่างกายของอวี่เหวินหรูเยียนพลันสั่นเทิ้มอย่างเห็นได้ชัด ั์ตาฉายแววตื่นตระหนก “มู่อ๋อง...คุณหนูยวี่ เขา...เกิดอะไรขึ้น?”
“เขาเพียงถูกอสรพิษงามจ้องเขมือบน่ะเพคะ” เหนียนยวี่หรี่ตาลง พลางสบตาอวี่เหวินหรูเยียน “องค์หญิงหรูเยียนรู้สึกเช่นไรกับท่านอ๋องมู่เพคะ?”
แม้นนางจะรู้ว่าอวี่เหวินหรูเยียนหลงรักจ้าวอี้ ทว่าเหนียนยวี่ก็อดไม่ได้ที่จะถาม
นางมิคาดคิดว่า เหนียนยวี่จะถามนางอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ อวี่เหวินหรูเยียนตกตะลึงเล็กน้อย เงียบนิ่งไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ทว่านางกลับไม่คิดปิดบังจากเหนียนยวี่
“ข้ามิกลัวว่าคุณหนูยวี่หัวเราะเยาะหรอกนะ เมื่อสองสามปีก่อน หรูเยียนตามเสด็จพี่มายังแคว้นเป่ยฉี หลังจากนั้น แม้กลับตงหลีไปแล้ว ผ่านไปหลายวันหลายคืน ทว่าร่างกายและจิตใจของหรูเยียนยังคงอยู่ที่เป่ยฉี ดังนั้นครั้นแคว้นตงหลี้าส่งราชทูตมาเป่ยฉีครานี้ หรูเยียนจึงพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ตนมีคุณสมบัติพอที่จะมาเป่ยฉี เพราะแค่อยากจะมีโอกาสได้อยู่เคียงข้างท่านอ๋องมู่” อวี่เหวินหรูเยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง แต่ความรู้สึกในดวงตาคู่นั้น เหนียนยวี่กลับมองเห็นความจริงใจที่มิอาจซุกซ่อน
เหนียนยวี่จ้องมองอวี่เหวินหรูเยียน ราวกับว่ากำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้งว่า “องค์หญิงหรูเยียนตามหม่อมฉันมาเถิด”
อวี่เหวินหรูเยียนอึ้งงันเล็กน้อย ตามเหนียนยวี่ไปหรือ?
หลังจากปะติดปะต่อถ้อยคำที่เหนียนยวี่กล่าวเมื่อครู่ ดวงตาของอวี่เหวินหรูเยียนพลันฉายแวววิตกกังวลมากขึ้น “อืม คุณหนูยวี่เชิญนำเถิด”
อวี่เหวินหรูเยียนรีบหลีกทางให้เหนียนยวี่ เหนียนยวี่เดินนำข้างหน้า โดยมีอวี่เหวินหรูเยียนเดินตามหลังอย่างใกล้ชิด ในมือกำผ้าปักลายพลางครุ่นคิดถึงเื่ที่จะเกิดขึ้นกับมู่อ๋อง ในใจนางก็มิอาจสงบนิ่งลงได้
ในที่สุด ทั้งสองเดินมาถึงลานทางใต้ ยามที่พวกนางเดินผ่านโถงรับรอง เงาร่างของจ้าวอี้และฉางหงเยียนมิได้อยู่ในโถงรับรองอีกต่อไป ซึ่งดูจะตรงกับความคาดหมายของเหนียนยวี่
วันนี้ฉางหงเยียนพยายามถึงเพียงนี้ เกรงว่านางคงแทบอยากจะทำข้าวสารให้เป็ข้าวสุกมานานแล้ว เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ของนางกับท่านอ๋องมู่ ดังนั้นยามนี้ก็คง...