บทที่ 130 ใครเป็ไก่อ่อน
หลังจากพักอยู่ในลานที่พักนานหลายวัน ฉินชูจึงไปพบจื่อหลวนในหุบเขาเทียนเซียง และบอกเล่าสถานการณ์ภายนอกให้ฟัง
“คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์ภายนอกจะวุ่นวายเช่นนี้ เฉียนหลิงเทียนผู้นั้นโเี้ยิ่งนัก เ้าต้องระวังตัวให้ดี อย่าโดนเขาวางแผนเล่นงานโดยไม่รู้ตัว” จื่อหลวนกล่าวกับฉินชู
ฉินชูพยักหน้า เพราะมีความสัมพันธ์อันดีกับเฉียนหลิงอู่ มิเช่นนั้นเขาไม่มีทางข้องเกี่ยวกับเฉียนหลิงเทียนเป็แน่ คนที่เ้าแผนการ ทั้งยังไร้ยางอายเช่นนี้ ต้องเฝ้าระวังให้ดี หากไม่ระวังอาจถูกเล่นงานกลับก็เป็ได้
“จื่อหลวน เ้ามีอะไรให้ข้าช่วยเ้าหรือไม่? นี่เป็ของใช้ในชีวิตประจำวันส่วนหนึ่ง!” ฉินชูนำเข็มขัดมิติเส้นหนึ่งออกมายื่นส่งให้จื่อหลวน ในนั้นเป็ของใช้ในชีวิตประจำวันที่เขาซื้อมาจากหมู่บ้าน
จื่อหลวนแย้มรอยยิ้ม “ข้าไม่ได้้าอะไรเป็พิเศษ แค่เ้ามาเยี่ยมข้าได้ ข้าก็รู้สึกดีใจมากแล้ว”
หลังจากพูดคุยกับจื่อหลวนพักหนึ่ง ฉินชูจึงออกจากหุบเขา
กำลังของสามสำนักใหญ่ที่ปิดล้อมเขาเทียนเซียงแทบไม่เหลือพลังอะไรแล้ว เนื่องจากพวกเขาฆ่าฟันกันอย่างดุเดือด จึงไม่มีเวลามาสนใจทางนี้ ทว่าราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนก็ไม่ได้เคลื่อนไหว สถานการณ์ในยามนี้ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวถึงจะดีที่สุด หากราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนมีความเคลื่อนไหวอะไร สามสำนักใหญ่อาจเกิดความระแวดระวัง แล้วหยุดการต่อสู้และพุ่งเป้ามาทางราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนก็เป็ได้
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านเทียนเซียง ทุกวันฉินชูมักจะฝึกฝน กลางคืนฝึกฝนพลังปราณ กลางวันฝึกฝนเพลงกระบี่ เขาฝึกฝนเคล็ดกระบี่พื้นฐาน เคล็ดกระบี่กายสิทธิ์ และเคล็ดกระบี่พันคลื่นจนถึงระดับที่ล้ำลึกเป็อย่างมาก ที่ฝึกฝนอยู่ทุกวันก็เพื่อตามหาความรู้สึกที่มีกระบี่อยู่ในมือ ทำให้การฟันกระบี่กลายเป็สัญชาตญาณ
เพียงชั่วพริบตาเดียว เวลาได้ผ่านไปสองเดือน พลังตบะของฉินชูบรรลุขึ้นอีกระดับหนึ่ง กลายเป็ผู้ฝึกตนขั้นสี่หลิงหยวนระดับสาม
สามสำนักใหญ่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดต่อสู้ ทั้งสู้ในที่แจ้ง ดักสังหารในที่ลับ ลอบจู่โจม ใช้ทุกวิถีทาง เพื่อทำลายอีกฝ่ายให้สูญสิ้น เตรียมความพร้อมในการเข้ายึดครองแคว้นหนานเหยียน
เดิมทีจะปล่อยให้เื่นี้ดำเนินไปถึงที่สุดอย่างราบรื่นได้ แต่กลับเกิดเื่ไม่คาดคิดขึ้น นั่นคือการโยกย้ายกำลังพลของราชวงศ์เฉียนได้ถูกเฉาเทียนรู้เข้า
เฉาเทียนจึงได้รายงานเื่นี้ให้กับสำนักหมื่นดาบที่เขาอยู่ในสังกัด เมื่อรู้ว่าราชวงศ์เฉียนยังมีพลังความสามารถ คนของสำนักหมื่นดาบจึงเข้าใจถึงความรุนแรงของเื่นี้ หากยังสู้เช่นนี้ต่อไป สำนักดาบโลหิตที่พวกเขาสร้างขึ้นในแคว้นหนานเหยียนก็จะเสียหายโดยสมบูรณ์ แน่นอนว่าตอนนี้โดยพื้นฐานก็เรียกได้ว่าเสียหายไปแล้ว
สำนักดาบโลหิตหยุดเคลื่อนไหวแล้ว จึงเหลือแค่ศาลาดาวฤกษ์และตำหนักราชันย์หมาป่าที่สู้กันต่อ หลังจากสู้กันพักหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าสำนักดาบโลหิตไม่เคลื่อนไหว จึงหยุดลงมือเช่นกัน หากพวกเขาสู้กันต่อ สำนักดาบโลหิตก็จะรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในภายหลัง
ตำหนักราชันย์หมาป่าและศาลาดาวฤกษ์ที่เสียหายอย่างหนักก็เห็นถึงความผิดปกติอีกอย่าง เหมือนราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนสงบเกินไป หากพวกเขาสู้กันต่อ สำนักชิงหยุนและราชวงศ์เฉียนอาจกลายเป็ผู้ชนะในท้ายที่สุด
เฉียนหลิงเทียนมายังหมู่บ้านเทียนเซียง เพื่อพบเฉียนหลิงอู่ โม่เต้าจื่อ และหลิงหยุนจื่อ
“ถึงคราวพวกเราลงมือแล้ว ศึกแรกจัดการสำนักดาบโลหิต จากนั้นค่อยทำลายศาลาดาวฤกษ์” เฉียนหลิงเทียนบอกกล่าวความคิดเห็นของตัวเอง
“สามสำนักใหญ่ไม่ฆ่าฟันกันต่อ พวกเรารอต่อไปก็ไร้ความหมาย หากปล่อยให้พวกเขาไตร่ตรองจนรู้ตัว อาจร่วมมือกันโจมตีพวกเราก็เป็ได้” โม่เต้าจื่อกล่าว เขาสนับสนุนความคิดของเฉียนหลิงเทียน ยามนี้เป็่เวลาลงมือที่ดีที่สุด
หลังจากปรึกษาหารือจนได้ข้อสรุป ราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนจึงลงมือ เฉียนหลิงเทียน เฉียนหลิงอู่ โม่เต้าจื่อ หลิงหยุนจื่อ หลัวเจิน ลู่หย่วน พวกเขาได้นำพาคนของราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุน เข้าล้อมสำนักดาบโลหิตไว้ ฉินชูเองก็ตามไปด้วย เหตุการณ์ใหญ่โตเช่นนี้ เขาย่อมต้องเปิดหูเปิดตา
เนื่องจากเกิดเหตุขึ้นอย่างกะทันหัน สำนักดาบโลหิตจึงไม่ได้เตรียมการป้องกันมากนัก สาเหตุหลักเพราะภายในสำนักดาบโลหิตมีขั้นหกหวางเจ่อคอยคุมสถานการณ์ ทำให้พวกเขาประมาทไม่น้อย
ยามผู้นำระดับสูงของสำนักดาบโลหิตถูกล้อมอยู่ภายในโถงใหญ่ของสำนัก พวกเขาก็รู้แล้วว่าเกิดเื่ใหญ่ หัวหน้าผู้นำระดับสูงของสำนักดาบโลหิตเป็ผู้สูงวัยที่สวมใส่ชุดสีแดง ด้านหลังเขาคือพวกหลัวชิงเซียว
“ราชวงศ์เฉียน สำนักชิงหยุน เป็ฝีมือของพวกเ้าจริงด้วย แต่เมื่อพวกเ้าอยู่ต่อหน้าพลังความสามารถที่แข็งกร้าวกว่า แผนการร้ายก็ไร้ประโยชน์ เฉียนหลิงอู่ พลังตบะของข้าสูงกว่าเ้า ตายเสียเถอะ!” ผู้สูงวัยในชุดแดงกล่าว เขาคือหลัวหยวน ผู้คุมกฎใหญ่แห่งสำนักหมื่นดาบที่มาควบคุมสถานการณ์ที่สำนักดาบโลหิต คนผู้นี้มีพลังตบะขั้นหกหวางเจ่อระดับสาม หากต้องเผชิญกับเฉียนหลิงอู่ ตัวเขาเองก็มีความมั่นใจเป็อย่างมาก
“หลายๆ ครั้งที่พวกแกพ่ายแพ้ก็เพราะความอวดดี บอกมา! เ้าอยู่ที่สำนักหมื่นดาบในฐานะอะไร มีนามว่าอะไร?” เฉียนหลิงเทียนเอ่ยถาม
“ข้าคือหลัวหยวน พลังตบะแค่นี้ยังเป็ถึงจักรพรรดิเฉียน...” แววตาของหลัวหยวนเต็มไปด้วยประกายดูแคลน ในสายตาของเขา คนที่ต่ำกว่าขั้นหกหวางเจ่อล้วนแต่เป็มดแมลงเท่านั้น
“เฉียนหลิงเทียน คิดว่าเ้าเป็ใครกัน ถึงกล้าออกคำสั่งกับข้า จำใส่กะโหลกไว้ ข้าเฉาเทียน ทำตามคำสั่งของสำนักหมื่นดาบเท่านั้น” เฉาเทียนออกมาแล้ว และข้างกายเฉาเทียนมีจงฮั่นและเฉียนชิงยืนอยู่
เฉียนหลิงเทียนมองเฉาเทียนพลางส่ายหน้า “ที่ข้าปกป้องเ้าไม่ได้ นับว่าข้าคำนวณพลาดไป เฉียนชิง เ้ามาทางนี้เดี๋ยวนี้ พ่อจะให้เ้ามีโอกาสรอดชีวิต”
เมื่อได้ฟังวาจาของจักรพรรดิเฉียน สายตาของทุกคนมองทอดไปที่ตัวเฉียนชิง คนของราชวงศ์เฉียนล้วนมองเขาด้วยสายตาผิดหวัง เฉียนชิงในยามนี้ไม่ต่างกับคนทรยศต่อราชวงศ์เฉียนและตระกูลเฉียนแล้ว
“ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับราชวงศ์เฉียนแล้ว ตอนนี้ข้าเฉียนชิงเป็คนของสำนักหมื่นดาบ” เฉียนชิงกล่าว เขาคิดว่าราชวงศ์เฉียนไม่มีโอกาสแล้ว แต่สำนักหมื่นดาบมีหลัวหยวนอยู่ พลังตบะของหลัวหยวนสูงกว่าเฉียนหลิงอู่ เขามีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า
เฉียนหลิงเทียนหลับตาไตร่ตรองครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันมองไปทางผู้สูงวัยท่านหนึ่ง “ถึงพยัคฆ์จะร้ายเพียงใด แต่ไม่อาจสังหารบุตรตัวเองได้ เื่บางอย่างข้าทำไม่ได้ เสด็จอา เฉียนชิงต้องรบกวนท่านแล้ว ให้เขาได้ไปสบายเถอะ”
ผู้สูงวัยพยักหน้า เขาเป็ผู้าุโในตระกูลเฉียน ควบคุมกฎระเบียบของตระกูลเฉียน เขารู้ว่าเฉียนหลิงเทียนลำบากใจ ต่อให้เฉียนชิงจะสมควรตายเพียงใด แต่ให้ผู้เป็บิดาสังหารบุตรชาย ก็ถือเป็โศกนาฏกรรมอย่างหนึ่ง
“เฉียนหลิงเทียน เ้ายังไม่ตื่นจากฝันอีกหรือ เ้ามองสถานการณ์ไม่ออกหรืออย่างไร? เพียงข้าสังหารเฉียนหลิงอู่กับเ้า แผนของพวกเ้าก็ล้มเหลวแล้ว” หลัวหยวนหัวเราะออกมา
“เ้าคิดว่าข้าเป็ไก่อ่อน เ้าเองก็ไม่ต่างจากขยะ!” เฉียนหลิงเทียนโบกแขนทีหนึ่ง ทวนยาวสีเงินเล่มหนึ่งพลันปรากฏในมือ จากนั้นมวลพลังและกระแสพลังบนกายจึงเปลี่ยนไป
“ขั้นหกหวางเจ่อ่ปลาย คนของศาลาดาวฤกษ์ถูกเ้าสังหารหรือ?” หลัวหยวนเห็นถึงความผิดปกติ เฉียนหลิงเทียนเก็บซ่อนพลังตบะ เมื่อเขาเปิดเผยพลังตบะขั้นหกหวางเจ่อ่กลาง เช่นนั้นผู้สังหารเ้าสำนักศาลาดาวฤกษ์ย่อมต้องเป็เฉียนหลิงเทียน
เฉียนหลิงเทียนไม่ได้โต้ตอบอีก เขาลงมือแล้ว วันนี้เขาไม่ได้มาเพื่อพูดคุยด้วยเหตุผล แต่มาเพื่อสังหารคน
การต่อสู้ล้อมสังหารเริ่มต้นขึ้น!
เฉียนหลิงเทียนเข้าโจมตีกดดันหลัวหยวน พวกโม่เต้าจื่อก็เข้าโจมตีกดดันเหล่าผู้นำระดับสูงของสำนักหมื่นดาบ
หลัวชิงเซียวขวางโม่เต้าจื่อไว้ แต่ไม่มีผู้ใดสามารถขวางพวกเฉียนหลิงอู่และหลิงหยุนจื่อได้
“ผู้ฝึกตนแคว้นหนานเหยียน วางอาวุธลงเสีย พวกเ้ายังมีโอกาสรอด หากผู้ใดขัดขืนมีโทษตายสถานเดียว” เฉียนหลิงอู่ะโออกมา
ในเวลานี้ฉินชูเห็นซูเสวี่ยอีพาคนวัยหนุ่มผู้หนึ่งถอยหลังไปด้วยความเร็วสูง จะปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปไม่ได้ ฉินชูชักกระบี่เทพบูรพาออกมาพุ่งเข้าโจมตีทันที
