ไป๋เฉินเดินด้วยมือไพล่หลังเข้ามาในห้อง คนที่รอเข้าอยู่ตรงหน้าคือเหม่ยโหยวหรันและเหม่ยหลินที่มีสีหน้าเหนียมอายอยู่ด้านหลัง
ไป๋เฉินนั่งลงตรงเก้าอี้ว่างก่อนจะจ้องมองเหม่ยโหยวหรันและกล่าวถาม "ท่านมีอะไรจะพูดคุยกับข้าหรือไม่?"
ดวงตาของเฉียบแหลมดุจเหยี่ยวของเหม่ยโหยวหรันจ้องมองไม่คลาดสายตา "เหตุใดเ้าจึงซื้อหินก้อนนั้น ดูเหมือนว่าเ้ารู้อะไรบางอย่าง?"
แต่มุมปากของไป๋เฉินยกเป็รอยยิ้ม "แม้แต่ท่านที่ซึ่งเป็นักบุญโอสถยังไม่รู้ แล้วคนเช่นข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?"
เหม่ยโหยวหรันกลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์
[ไอ้เด็กเวรนี่แสร้งทำเป็ลึกลับ]
เหม่ยโหยวหรันถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้เมื่อมันมิอาจจับผิดอากัปกิริยาของไป๋เฉินได้แม้แต่น้อย "เ้าไม่ธรรมดาจริงๆ"
"ท่านเองก็เช่นกัน" ดวงตาของไป๋เฉินกรีดเป็จันทร์เสี้ยวอันเนื่องมาจากเขากำลังยกยิ้มอยู่
ทั้งสองกำลังวัดเชิงกันและกัน และดูว่าผู้ใดจะพลาดพลั้งก่อน แต่โชคไม่ดีที่การแสดงออกทางสีหน้าของไป๋เฉินนั้นสมบูรณ์แบบ
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเหม่ยโหยวหรันจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย "ไป๋เฉิน เ้าคือบุตรของไป๋หนานเทียนใช่หรือไม่?"
แม้นได้ยินคำถามนั้นแต่ดวงตาสีเืของไป๋เฉินสงบไร้ระลอกคลื่น เขาอุทานเบาๆอย่างแปลกใจ "ไป๋หนานเทียน? นั่นมันชื่อวีรบุรุษของเมืองเทียนหยุนมิใช่หรือ?"
เหม่ยโหยวหรันส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้เมื่อมองเห็นความเรียบเฉยในแววตาของไป๋เฉิน
เหม่ยโหยวหรันเองก็มีทักษะลับเฉกเช่นเดียวกับเหม่ยหลินที่มีความสามารถในการมองผ่านอากัปกิริยากับบุคคลที่กำลังสนทนาอยู่ได้
ไม่ว่าจะเป็จังหวะการเต้นของหัวใจ รูม่านตาที่หดลีบลง หรือแม้แต่การกลืนน้ำลายในเวลาที่อีกฝ่ายโกหก ทว่าสิ่งๆนั้นไม่ปรากฏให้เห็นจากไป๋เฉินแม้แต่ข้อเดียว
เหม่ยโหยวหรันคลายทักษะการตรวจสอบก่อนจะกวักมือเบาๆ
ในเวลานั้นเหม่ยหลินก็ช่วยรินชาให้แก่ไป๋เฉิน ก่อนที่ไป๋เฉินจะยกชาขึ้นมาจิบเล็กน้อยและรอให้เหม่ยโหยวหรันเอ่ยถามต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ
แต่จู่ๆเหม่ยโหยวหรันกลับเอ่ยบางอย่างขึ้น "ไป๋เฉิน เ้าสนใจจะแต่งงานกับหลานสาวข้าหรือไม่?"
"พู้ว!"
ชาที่เข้าปากและกำลังจะกลืนเข้าไปกลับถูกพ่นพรวดเข้าที่ใบหน้าของเหม่ยโหยวหรันอย่างจัง ไป๋เฉินรีบเช็ดชาที่เลอะมุมปากโดยปล่อยให้เหม่ยโหยวหรันตรงกันข้ามเปียกปอนไปด้วยชาอุ่นๆเต็มใบหน้าด้วยใบหน้าด้ำคล้ำดุจก้นหม้อ
เหม่ยโหยวหรันคว้าผ้าบางๆมาเช็ดใบหน้า พร้อมกับตะคอกใส่ไป๋เฉินอย่างเ็า "เ้าหนู! เ้าทำบ้าอะไร!?"
แต่ไป๋เฉินก็โต้กลับไปทันควันด้วยสีหน้าเขินอาย "ท่านนั่นแหละทำบ้าอะไรอยู่? นั่นใช่คำถามที่คนปกติทั่วไปถามกันหรือไม่!?"
"ข้าแค่ถามเ้าเท่านั้น เ้ากล้าที่จะพ่นชาใส่หน้าข้าได้อย่างไร!?" เหม่ยโหยวหรันตะคอกด้วยสีหน้าเดือดดาล
"ช่วยไม่ได้! นั่นไม่ใช่ความผิดของข้าเสียหน่อย" แต่ไป๋เฉินก็ตอบกลับอย่างไม่แยแส
"ไป๋เฉิน! เ้ามันเสียมารยาทจริงๆ เ้าไม่มีความเคารพข้าอย่างที่เยาวชนทั่วไปเคารพข้าแม้แต่น้อย!" เหม่ยโหยวหรันชี้หน้าก่นด่าอย่างไม่สบอารมณ์
"แล้วเหตุใดข้าต้องเคารพท่าน? หากเป็บิดาของข้าก็ว่าไปอย่าง แต่ท่านไม่ใช่!" แต่ไป๋เฉินก็ผายมืออย่างไม่รู้ไม่ชี้
"ไอ้สารเลว!" เหม่ยโหยวหรันตะคอกพร้อมกับตบโต๊ะเสียงดังสนั่น
แต่ไป๋เฉินก็ตะเบ็งเสียงแข็งกลับไป "อย่าพูดมาก! รีบๆส่งของประมูลของข้ามาได้แล้ว"
เสียงตะคอกโต้กลับของเหม่ยโหยวหรันและไป๋เฉินได้เข้าหูของเหยาชิงเฉิงที่แอบฟังอยู่ด้านนอก เมื่อได้ยินประโยคก่นด่าทั้งสอง สีหน้าของนางซีดเผือดและมีความกลัวแฝงอยู่ลึกๆ
[ไป๋เฉินกล้าที่จะต่อปากต่อคำกับนักบุญเหม่ยจริงๆงั้นหรือ?]
[นั่นหมายความว่าตัวตนของเขาไม่ธรรมดาอย่างที่คิดไว้จริงๆ]
[ไม่ดี ข้าควรจะกลับมาใช้แผนเดิมดีหรือไม่?]
ในขณะที่เหยาชิงเฉิงคิดฟุ้งซ่าน เหม่ยโหยวหรันภายในห้องก็กวักมืออีกคราด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เหม่ยหลินที่อยู่ด้านหลังก็วางถาดสีแดงข้างกายไป๋เฉินด้วยรอยแดงจางๆบนใบหน้า ก่อนที่นางจะอธิบายแทนว่า "นายน้อยไป๋ นี่คือรายการที่ท่านประมูลไป"
ไป๋เฉินคว้าหินสีดำก้อนนั้นมาตรวจสอบ คิ้วของเขาย่นลงในขณะเอ่ยกับมารเก้าเนตรในจิตใต้สำนึก "นี่มันหินธรรมดามิใช่หรือ?"
"หึ! เ้าโง่เขลา พวกเราควรออกจากที่นี่เสียก่อนแล้วข้าจะบอกเ้า" เสียงของมารเก้าเนตรตอบกลับมา
ไป๋เฉินทำได้เพียงถอนหายใจและเก็บหินสีดำไว้พร้อมกับยื่นบัตรสีม่วงให้แก่เหม่ยโหยวหรัน
แต่เหม่ยโหยวหรันก็ส่ายหน้าเบาๆ "เ้าเอาไปเถิด เพียงแค่ 50 เหรียญทองไม่มีความหมายมากนักสำหรับพวกข้า"
ไป๋เฉินอุทานด้วยสีหน้าประหลาดใจ "โอ้? หน้าตาไม่รับแขกแต่ใจดีผิดกับหน้าตาจริงๆ"
"เ้าเด็กปากเสีย!" เหม่ยโหยวหรันพ่นลมหายใจอย่างเ็า ไป๋เฉินเพียงหัวเราะเบาๆและเปิดม่านออกจากห้องไปโดยไม่มีคำลา
เหม่ยหลินที่ยืนอยู่ด้านหลังเหม่ยโหยวหรันก็หัวเราะคิกคักเมื่อไป๋เฉินได้จากไป "ท่านปู่ ท่านโดนไป๋เฉินใช้ประโยชน์เข้าแล้ว"
แต่เหม่ยโหยวหรันก็ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ "ช่างมันเถอะ ข้ารู้สึกว่าไป๋เฉินมีแรงดึงดูดบางอย่าง หากเ้า้าหาสามีให้ได้ในเร็ววันก็ติดตามไป๋เฉินไปและช่วยเขาทุกวิถีทาง ข้าเชื่อว่าไป๋เฉินไม่ใช่คนธรรมดาที่แสดงให้เห็นออกมาผ่านรูปลักษณ์เป็แน่"
"ท่านปู่ ท่านพูดอะไร!" เหม่ยหลินบิดตัวอย่างเขินอาย แต่ดวงตาของนางมีความหลงใหลเมื่อได้ยินชื่อของไป๋เฉิน
เหม่ยโหยวหรันส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่เขาจะสะบัดข้อมือพร้อมกับยันต์สื่อสารพลันปรากฏขึ้นพร้อมกับเพลิงที่เผาไหม้ยันต์และเอ่ยผ่านไปยังปลายทาง "ชิงหยุน เ้าอยู่หรือไม่?"
เสียงจากยันต์สื่อสารก็ตอบกลับมา "หืม? โหยวหรัน ได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง?"
เหม่ยโหยวหรันส่ายหน้าและตอบกลับว่า "ไป๋เฉินที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่บุตรของไป๋หนานเทียน"
เสียงถอนหายใจยาวดังขึ้นจากยันต์สื่อสาร "เอาล่ะ ไม่เป็ไร ขอบใจเ้ามาก"
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เหม่ยโหยวหรันก็ถามกลับไป "ชิงหยุน เ้าคิดจะทำลายล้างสำนักวัง์จริงๆงั้นหรือ?"
แต่เสียงปลายทางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมาด้วยเสียงเรียบๆว่า "ไม่ ข้า้าสังหารเสวี่ยเมิ่งเท่านั้น"
"เ้าช่างบ้าบิ่นจริงๆที่เปิดเผยความแข็งแกร่งก่อนเวลาอันควรเช่นนี้" เหม่ยโหยวหรันถอนหายใจยาวก่อนจะกล่าว "เ้าจะส่งคนไปดูพื้นที่อาณาจักรลับหรือไม่?"
แต่เสียงปลายทางก็เอ่ยกลับอย่างเฉยชา "อืม หากมันเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของเผ่ามาร พวกเราจำต้องค้นหาและดูว่ายังมีเศษซากเผ่ามารหลงเหลืออยู่หรือไม่"
.
.
.
ไป๋เฉินเดินออกจากห้องผ่านม่านประตูออกมาด้วยสีหน้าไม่แยแส แต่สิ่งที่เขาเห็นเมื่อออกมาคือใบหน้าของเหยาชิงเฉิงที่ตกตะลึงจนตาค้าง
"แม่นางเหยา? เป็อะไรไป?" ไป๋เฉินเอ่ยถามในขณะเดินเข้าไปใกล้
แต่เหยาชิงเฉิงที่ตั้งสติได้ก็ส่ายหน้าอย่างแรง "มะ-ไม่…ไม่มีอะไร"
"เอาล่ะ คืนนี้ข้าจะไปหาตามที่นัดไว้" ไป๋เฉินเพียงยกยิ้มมุมปากก่อนจะออกจากห้องโถงหยวนเปาไปโดยทิ้งให้เหยาชิงเฉิงนั่งอ้ำอึ้งในการตัดสินใจของนาง
. . .
ไป๋เฉินตัดสินใจหาโรงเตี๊ยมเล็กๆเพื่อเก็บตัวอยู่ในเขตหยวนเปาซึ่งอยู่ในความดูแลของห้องโถงหยวนเปา
เมื่อเช่าห้องส่วนตัวมาได้หนึ่งห้อง ไป๋เฉินจึงเอ่ยถามทันทีในขณะนั่งลง "เ้าตาแดง หินก้อนนี้คืออะไร?"
เสียงของมารเก้าเนตรมีเลศนัยในขณะบอกให้ไป๋เฉินทำตาม "เ้าหลับตาลง และกลั่นข้อมูลที่ข้ากำลังจะส่งไปให้"
ไป๋เฉินผงกศีรษะอย่างเชื่อฟังพลันหลับตาเข้าสู่สภาวะฌาณอย่างที่บอก
ทันใดนั้นภายในทะเลแห่งจิติญญาหรือวังนิวานพลันปรากฏแสงสีเืหนึ่งหยดที่หมุนเวียนอยู่ใจกลางทะเลกว้างใหญ่ในจิตใต้สำนึก
เมื่อมองดูใกล้ๆโลหิตหยดนั้นกลับมีรูปลักษณ์คลับคล้ายกับดวงตาที่มีสีแดงก่ำเฉกเช่นเดียวกับตอนที่เขาพบเจอมารเก้าเนตรเป็ครั้งแรก
ตามมาด้วยเสียงของมารเก้าเนตรที่เอ่ยราวกับกำลังยกยิ้ม "กลั่นมันซะ และนำเอาทักษะนั้นมาเป็ของเ้าเอง"
ไป๋เฉินพยักหน้าอีกคราก่อนจะหมุนเวียนทะเลแห่งจิติญญาและนำเอาโลหิตหยดนั้นเข้าสู่ประสาทส่วนกลางเพื่อดูดซับทักษะของเคล็ดวิชาตราประทับโลหิต!
~ เวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบสิบลมหายใจ ~
เขาลืมตาขึ้นมาช้าๆพร้อมกับแสงสีแดงที่ปรากฏ 血 กลางขม่อมก่อนจะเลือนหายไป
ข้อมูลบางอย่างหลั่งไหลเข้าสู่จิตใต้สำนึก ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นพร้อมกับเบิกตาขึ้น
"เคล็ดวิชาตราประทับโลหิต—เนตรมาร!"
