เนื่องจากติ่งหูเป็จุดที่บอบบางที่สุด เมื่อถูกแกล้งโดยคนไร้ยางอายเป็ระยะๆ การรับรู้ทางประสาทััทั้งหมดของมู่จื่อหลิงจึงหล่นหายไปจนหมดแล้ว
ร่างกายถูกปกคลุมไปด้วยความรู้สึกเสียวซ่าน มู่จื่อหลิงไม่ได้ยินสิ่งที่หลงเซี่ยวอวี่พูดในหูของนางอีกต่อไป
นางรู้แต่เพียงว่าทุกลมหายใจร้อนจากปากของเขา ทุกััเย็นจากริมฝีปากของเขาเป็สิ่งล่อใจที่ ‘ร้ายแรง’ สำหรับนาง ทำให้ร่างกายของนางรู้สึกร้อนรนยิ่งกว่าเดิม
มู่จื่อหลิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางยั่วยุมารร้ายผู้นี้ได้อย่างไร เหตุใดเขาถึงเริ่มขยับ ‘ปาก’ ทำเช่นนี้กับนางได้อย่างไรกัน?
ในเวลานี้ ความโศกเศร้าของมู่จื่อหลิงไม่สามารถอธิบายเป็คำพูดได้อีกต่อไป นางทำได้เพียงกัดฟันแน่น เม้มริมฝีปาก อดกลั้นเอาไว้ ไม่ส่งเสียงน่าอายของตนออกไป
......
ในท้ายที่สุด หลงเซี่ยวอวี่ก็ััแก้มนุ่มนวลอบอุ่นของมู่จื่อหลิงด้วยแก้มของเขาอย่างตะกละตะกลาม แล้วผละออกจากใบหน้าของนางอย่างไม่เต็มใจ
หลังจากนั้น เขามองหญิงสาวตัวเล็กที่อ่อนปวกเปียกในอ้อมแขนจากการที่ถูกเขา ‘รังแก’ ด้วยความรักใคร่ รอยยิ้มชั่วร้ายและน่าหลงใหลค่อยๆ ยกขึ้นตรงมุมปาก ราวกับจะบอกว่าเขาพึงพอใจอย่างยิ่ง
มู่จื่อหลิงหอบหายใจหนัก ก่อนที่หน้าอกซึ่งกระเพื่อมขึ้นลงจะค่อยๆ สงบลง พละกำลังในร่างกายค่อยๆ กลับคืนมา
“มู่มู่ เปิ่นหวางทนไม่ไหวแล้ว บรรยากาศอันทรงพลังเมื่อครู่มันอะไรกัน?” หลงเซี่ยวอวี่บีบแก้มอบอุ่นของมู่จื่อหลิงด้วยนิ้วเรียวยาว ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ใบหน้าเล็กแดงระเรื่อ ทั้งนุ่มและอ่อนโยน ไม่ต้องพูดถึงว่ามันมีเสน่ห์และน่าดึงดูดเพียงใด
น้ำเสียงของหลงเซี่ยวอวี่ดูสบายๆ แต่ความหมายที่เขา้าแสดงนั้นชัดเจนมาก
ในหูของมู่จื่อหลิง มันมีความหมายราวกับคำพูดที่เปิดเปลือยอย่างโหดร้าย
นั่นคือ...ต่อหน้าชายผู้ทรงพลังผู้นี้ ถึงดิ้นรนอย่างไร ในท้ายที่สุดมันก็ไร้ประโยชน์
เพราะไม่ว่ากุ้งตัวเล็กจะงดงามสูงส่งเพียงใด ก็ไม่มีวันเอาชนะปลาตัวใหญ่ได้
เมื่อรู้เื่นี้ ดวงตาที่ใสของมู่จื่อหลิงก็ลุกเป็ไฟ นางกัดฟัน จ้องหลงเซี่ยวอวี่ด้วยความโกรธ ในที่สุดก็พูดออกมาว่า “สมควรตาย!”
ข้าทนไม่ไหวแล้วมันหมายความว่าอย่างไร ข้าทนไม่ไหว...มารร้ายผู้นี้ ลองให้นางกัดเขาดูบ้างดีหรือไม่ จะได้รู้ว่าทนไหวไหม
ไม่ นางไม่กัด นางไม่ไร้ยางอายเหมือนเขาที่ไร้ยางอายได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
มารร้ายผู้นี้ร้ายกาจเกินไป เขารู้ชัดเจนว่าส่วนที่บอบบางที่สุดในร่างกายของนางอยู่ตรงนั้น ดังนั้นหากเขาทำอะไรนางไม่ได้ เขาก็แค่ต้องกัดติ่งหูของนาง นี่มันถือว่าเป็การ ‘รังแก’ กันไม่ใช่หรือ?
ยิ่งคิดเกี่ยวกับเื่นี้ นางก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ มู่จื่อหลิงตบมือใหญ่ของหลงเซี่ยวอวี่ที่ยังคงจับใบหน้าของนางอย่างแรง จากนั้นจึงปัดมือของเขาออกไป ดึงผ้าห่มจากด้านข้างขึ้นมา
จากนั้นเมื่อห่อผ้าห่มพันตัวไว้แน่นแล้ว มู่จื่อหลิงก็หมดเรี่ยวแรง นางม้วนตัวอย่างไม่สนภาพลักษณ์ กลิ้งไปทางอื่นที่ปลอดภัยกว่า
นางกลิ้งไปด้านในสุดอย่างปวกเปียก หันหน้าเข้าหากำแพงด้านใน หลับตาลง นอนโดยไม่สนใจเขาอีก
การเคลื่อนไหวของมู่จื่อหลิงเสร็จสิ้นในครั้งเดียว ด้วยความเร็วที่ไม่มีใครเทียบได้ การเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นในพริบตาเท่านั้น
ยามมองไปที่การกระทำแสนน่ารักของมู่จื่อหลิง หลงเซี่ยวอวี่ก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากฟื้นคืนกลับมาแล้ว มุมปากของเขาก็ยกขึ้นอย่างอดไม่ได้ เขาหัวเราะออกมาเบาๆ
หลังจากนั้น หลงเซี่ยวอวี่เอนกายนอนลงข้างมู่จื่อหลิง ยื่นมือออกไปกอดนางจากด้านหลัง กอดนางไว้ในอ้อมแขนของเขา
นอนต่อกันเถอะ......
-
ม้าเปินเหลยและม้าเมฆาวิ่งควบไปตลอดทาง
เดิมทีใช้เวลาเพียงครึ่งวันในการเดินทางจากจวนฉีอ๋องไปยังวังหลวง แต่ครั้งนี้กลับต้องใช้เวลาเดินทางตลอดทั้งวัน
กว่าจะมาถึงวังหลวงก็มืดสนิท
ค่ำคืนเงียบสงบ เงาของดวงจันทร์มืดมัว ทั่วทั้งวังสว่างไสว
รถม้าสุดหรูจอดตรงทางเข้าหอสังเกตการณ์
กุ่ยหยิ่งกับกุ่ยเม่ยกระโจนออกจากรถม้าก่อน หยุดยืนห่างออกไปไม่ต่างจากท่อนไม้สองท่อน
ในยามนี้ ห้องทรงพระอักษรดูเคร่งขรึมและเงียบสงบมากกว่าที่อื่นๆ ในวังหลวง ขันทีชรายืนอยู่ที่ประตูห้องทรงพระอักษร เขาเดินไปมาอย่างกระวนกระวายใจ หันมองไปที่ถนนเป็ระยะๆ
ในยามที่ขันทีชราเห็นรถม้าจอดอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ที่พร่ามัวห่างออกไปไม่ไกลนัก เขาก็รีบตรงไปยังทิศทางของรถม้าในทันที
ในขณะเดียวกัน มู่จื่อหลิงก้าวออกมาจากเบาะของรถม้า เดินลงมาจากรถม้าทีละก้าว
หลังจากลงมาแล้ว มู่จื่อหลิงก็หาว ยืดเส้นยืดสายอย่างเกียจคร้าน จากนั้นจึงก้มหน้าลง จัดชุดอย่างสบายๆ
หลังจากนั้น หลงเซี่ยวอวี่จึงตามออกจากรถม้ามาอย่างสง่างาม
ยามเห็นหญิงตัวเล็กตรงหน้าเขาหาวและเหยียดกายโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ หลงเซี่ยวอวี่ก็เกิดความรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ เดินไปจับมือนางอย่างเป็ธรรมชาติ พานางเดินไปยังห้องทรงพระอักษร
ในยามนี้ ขันทีชราก้มหน้าลง วิ่งเข้ามาอย่างเหนื่อยหอบ
“หวางเฟย...” ขันทีชราก้มศีรษะลง เขาคิดจะเร่งนางก่อนที่เขาจะมองเห็นคนตรงหน้าอย่างชัดเจน แต่ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้น เสียงของเขาก็ชะงักไปทันที
เห็นได้ชัดว่าขันทีชราคาดไม่ถึงว่าหลงเซี่ยวอวี่จะมาด้วย เขาตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง
แต่ก่อนที่เขาจะกลับมามีสติอีกครั้ง เขาก็สังเกตเห็นหลงเซี่ยวอวี่จับมือมู่จื่อหลิงด้วยความรักใคร่ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ช่างน่าเหลือเชื่อ
กลิ่นอายของฉีอ๋องแข็งแกร่งเกินไป ทันทีที่ขันทีชราเห็นเขา ก็รีบเรียกสติตนเอง คุกเข่าลงอย่างตื่นตระหนก คารวะทั้งสองอย่างนอบน้อม
ด้วยมีฉีอ๋องอยู่ ไม่ว่าขันทีชราร้อนใจเพียงใด เขาก็ไม่กล้าเอ่ยคำเร่งเร้า และไม่กล้าแม้แต่จะแสดงความวิตกกังวล
แม้เห็นว่าขันทีชราที่เมื่อครู่มีท่าทีอย่างจะเอ่ยเร่งนิ่งไป แต่ยามเห็นว่าเขารีบวิ่งเข้ามาด้วยความกระวนกระวาย มู่จื่อหลิงก็เดาได้ว่านางทำให้ฮ่องเต้เหวินอิ้นรอทั้งวันจริงๆ
แม้ว่าจะเตรียมใจไว้แล้วก่อนที่จะมาที่นี่ แต่ห้องทรงพระอักษรที่อยู่ตรงหน้า ประกอบกับบรรยากาศเคร่งขรึมเงียบสงบในยามนี้ มู่จื่อหลิงยังคงรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
เมื่อเห็นอารมณ์ไม่สบายใจของมู่จื่อหลิงในยามนี้ หลงเซี่ยวอวี่จึงจับมือของนางไว้แน่น มองมู่จื่อหลิงผ่านดวงตาสีเข้มลึกล้ำ พูดเบาๆ ว่า “ฉีหวางเฟย แรงผลักดันที่จะต่อกรกับเปิ่นหวางเมื่อไม่นานมานี้หายไปที่ใดหมดแล้วหรือ?”
ชายสารเลวผู้นี้!
มู่จื่อหลิงรู้สึกโกรธทันที อยากจะสะบัดมือของเขาออกแล้วเดินแยกตัวออกไปคนเดียว แต่กลับไม่สามารถสลัดออกได้ แม้ว่า้าที่จะสลัดออกมากเพียงใด ก็ไม่สามารถสลัดออกไปได้เลย
มู่จื่อหลิงระงับท้องไส้ปั่นป่วน ทั้งหน้าเต็มไปด้วยเส้นสีดำ จ้องมองหลงเซี่ยวอวี่ด้วยความโกรธ “ไปกันเถอะ”
ทันทีที่สามคำง่ายๆ นี้ถูกเปล่งออกมา ขันทีชราผู้ซึ่งกำลังจะลุกขึ้นจากพื้นก็ใกลัวจนเข่าทรุดลงอีกครั้งพร้อมอุทานดัง ‘อุ๊ย’
ใบหน้าของขันทีชราซีดเซียวด้วยความหวาดกลัว เขาฝังศีรษะลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทา
ฉีหวางเฟยกินน้ำดีเสือมาหรืออย่างไร?
นางกล้าดีอย่างไรถึงพูดกับฉีอ๋องด้วยน้ำเสียงที่ดุดันเช่นนี้ แม้จะเป็ในยามที่สถานการณ์เร่งเร้า แต่นางไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ!
กุ่ยหยิ่งกับกุ่ยเม่ยหวาดกลัวไปชั่วขณะ หากพวกเขาไม่มีจิตใจที่แข็งแกร่ง พวกเขาอาจเข่าทรุดตามขันทีชราลงไปแล้ว
แต่ยามนึกถึงความเอาใจใส่และความรักของนายท่านที่มีต่อนายหญิง ในพริบตากุ่ยหยิ่งกับกุ่ยเม่ยก็กลับสู่สภาพเดิม
กุ่ยหยิ่งกับกุ่ยเม่ยรู้อยู่แก่ใจว่าในวันหน้า จะมีวันที่น่ากลัวกว่านี้ ทั้งยังอาจจะมีบ่อยครั้ง
มู่จื่อหลิงจ้องขันทีชราที่คุกเข่าลงด้วยท่าทางเ็ปอย่างตกตะลึง
เหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าเหตุใดขันทีชราถึงกลัวจนตัวสั่นเช่นนี้ มู่จื่อหลิงแลบลิ้นออกมาด้วยความอับอาย ทำผิดซ้ำซากจริงๆ
จากนั้นมู่จื่อหลิงจึงแสดงรอยยิ้มกว้างให้กับหลงเซี่ยวอวี่ คิ้วและดวงตาของนางโค้งจนเป็รูปจันทร์เสี้ยว รู้สึกเย็นวาบในกระดูกสันหลังอยู่ในใจ
จากนั้นนางจึงยกมือที่ถูกหลงเซี่ยวอวี่จับไว้แน่น พูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ท่านอ๋อง ช้าลงหน่อยเถิด หม่อมฉันจะประคองท่านไป”
หญิงงี่เง่าผู้นี้...ยามนี้ถึงตาสีหน้าของฉีอ๋องเปลี่ยนเป็สีดำบ้างแล้ว
ด้วยใบหน้าที่มืดมน หลงเซี่ยวอวี่รับคำอย่างเ็าโดยไม่พูดอะไร เขาลากมู่จื่อหลิงไปที่ห้องทรงพระอักษรโดยตรง......
-
ไฟในห้องทรงพระอักษรสว่างไสวเคร่งขรึมจริงจัง
ฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงฉลองพระองค์ในชุดคลุมัสีเหลืองทองสดใส ประทับนั่งตัวตรงบนพระที่นั่งเท้าแขนบนไม้แดง โต๊ะตัวยาวเต็มไปด้วยกองฎีกาที่ฟ้องร้องเข้ามา
ในยามนี้ ฮ่องเต้เหวินอิ้นกำลังก้มหน้าพลิกดูฎีกา คิ้วที่น่าเกรงขามและโดดเด่นดูเหมือนจะบ่งบอกถึงความเศร้า ท่าทางที่สง่างามและจริงจังดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย
พระองค์ยกมือขึ้นถูหว่างคิ้วที่เหนื่อยล้าเป็ครั้งคราว แต่สิ่งนี้ไม่สามารถปกปิดความสง่างามในศักดิ์ศรีของผู้ที่ดำรงอยู่ในตำแหน่งสูงสุดได้เลย
ด้านล่างมีหมอหลวงสองสามคนและขุนนางคนสำคัญอีกสองสามคนยืนอยู่ด้วยความนอบน้อม ก้มศีรษะลง ไม่กล้าส่งเสียง ไม่พูดอะไรสักคำ
ที่นั่งถัดจากเขาคือชายอ่อนโยนสง่างาม ชายผู้นั้นสวมชุดสีขาวราวหิมะ ใบหน้าหล่อเหลาสง่างาม มือถือพัดด้ามจิ้ว [1] พัดโบกอย่างสบายอารมณ์ ท่าทางใจดี สง่างามราวกับเทพเซียน
แม้ว่าในยามนี้จะมีผู้คนมากมายในห้องทรงพระอักษร แต่กลับเงียบเสียจนแม้แต่เสียงของเข็มที่ตกพื้นยังได้ยินอย่างชัดเจน
ในยามนี้ เสียงฝีเท้าสองเสียงดังมาจากนอกประตู ทำลายความเงียบในห้องทรงพระอักษร
หลงเซี่ยวอวี่เดินนำมู่จื่อหลิงเข้ามาอย่างใจเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยก้าวที่มั่นคง
ฮ่องเต้เหวินอิ้นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยามเห็นหลงเซี่ยวอวี่ พระองค์ทรงตะลึงงันไปเล็กน้อย ราวกับว่าไม่คาดคิดว่าเขาจะมา แต่ยามเห็นเขาเดินเข้ามาพร้อมกับมู่จื่อหลิงที่ถูกจับมือไว้ พระองค์ก็เข้าใจทันที
ฮ่องเต้เหวินอิ้นวางฎีกาในพระหัตถ์ลง พระโอษฐ์ยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับความเหนื่อยล้าทั่วพระวรกายหายไปทันทีั้แ่เห็นผู้มาเยือน รอให้ทั้งสองเข้ามา
ชายในชุดขาวที่อยู่ข้างกาย หลังจากที่เห็นคนทั้งสองเดินเข้ามาจากประตู เขาหุบพัดในมือลง ยืนขึ้นอย่างสง่างาม แสดงรอยยิ้มมีเสน่ห์ให้กับทั้งสอง
ก่อนเดินเข้ามา เดิมทีมู่จื่อหลิงคิดว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นคงเป็เพียงผู้เดียวที่อยู่ในห้องทรงพระอักษรที่เงียบสงบ แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้คนมากมายถึงเพียงนี้
ในบรรดาคนเหล่านี้ มีไม่กี่คนที่นางรู้จัก ไม่กี่คนที่นางเคยติดต่อด้วยมาก่อน ที่สำคัญที่สุดคือมีคนที่เก่าแก่และคุ้นเคยอยู่ด้วย
ยามมองดูสถานการณ์ จู่ๆ มู่จื่อหลิงก็จำสิ่งที่หลงเซี่ยวอวี่พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าคนป่วยที่ทำให้เ้าแห่งแผ่นดินทรงเป็กังวล ผู้ที่สามารถทำให้ฮ่องเต้กังวลได้...อาจจะมีคนป่วยมากกว่าหนึ่งคน?
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] พัดด้ามจิ้ว (折扇) ชื่อพัดชนิดหนึ่งที่คลี่ได้พับได้