ิเยี่ยพยักหน้าเข้าใจ จางจิ่วรั่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลเห็นทั้งสองคนปรับความเข้าใจกันได้แล้ว จึงขยับม้าเข้ามาใกล้ ก่อนจะยื่นกระบอกสุราให้ิเยี่ยเพื่อกันติดคอ พร้อมกับเอ่ยถามิหยวน “พวกเ้าไม่ได้สืบข่าวคราวที่เมืองเจียงโจวเลยหรือ?”
ิหยวนขมวดคิ้วส่ายหน้า “จดหมายข่าวจากสถานีพักม้า[1] ขาดการติดต่อไปนานแล้ว ได้ยินมาว่าจดหมายกราบทูลของผู้ว่าการก็ไม่ได้กล่าวถึงเื่นี้ เมืองเจียงโจวเป็ที่ราบลุ่ม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ชั่วขณะนี้คงไม่ขาดแคลนอาหาร”
ตระกูลิทำธุรกิจค้าขาย มีฐานะร่ำรวย ไม่ต้องกังวลเื่ปากท้อง ิเยี่ยไม่เข้าใจความรู้สึกของิหยวนที่ต้องคอยกังวลเื่ครอบครัว
จุดหมายปลายทางของพวกเขาอยู่ทางเหนือ แต่สถานการณ์การสู้รบยังไม่ชัดเจน อีกทั้งเส้นทางที่พวกเขาต้องผ่านยังเต็มไปด้วยูเาและหุบเขา เส้นทางบางส่วนถูกตัดขาด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความเสี่ยงที่จะถูกทหารเป่ยฉีปล้นสะดม พวกเขาจึงวางแผนเดินทางอ้อมไปทางใต้ ผ่านเมืองตานหยางและเมืองลี่หยางเพื่อพบกับเรือบรรทุกเสบียงจากทางใต้ ก่อนจะเดินทางไปทางเหนือตามแม่น้ำ
คุณชายจากตระกูลผู้ดีเหล่านี้ ล้วนเติบโตมาในกองเงินกองทอง อยู่แต่ในบ้าน ก่อนเข้ารับการศึกษาในสำนักศึกษาหลวง ทุกวันมีแต่สาวใช้คอยดูแล พอเข้าสำนักศึกษา ก็ได้แต่ศึกษาเล่าเรียน ปรัชญา ดนตรี และมารยาท ไม่เคยได้พบเห็นโลกภายนอก พอมีโอกาสได้ออกมาข้างนอก จึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็การตรวจนับเสบียง จัดทัพ จัดขบวน ทหาร เตรียมอาหาร แม้กระทั่งการซ่อมรถม้า ตัดแต่งกีบม้า ฟังเพลง และเล่นพนัน พวกเขาล้วนให้ความสนใจ
“เ้านั่นร้องเพลงใดหรือ?”
ิหยวนเดินตรวจตราเสบียงอยู่กับหนิงตวนเฉิง แม้จะมีคนมาช่วยงานมากมาย แต่คนที่ใส่ใจเื่เสบียงมากที่สุดก็มีเพียงหนิงตวนเฉิงเท่านั้น เพราะนี่คือหน้าที่ของเขาโดยตรง พอทั้งสองคนตรวจตราเสบียงเสร็จก็เดินผ่านค่ายทหาร เห็นทหารคนหนึ่งกำลังเป่าใบไม้คลอเสียงเพลง ส่วนอีกคนกำลังร้องเพลง ิหยวนได้ยินเสียงเพลงจึงหยุดฟัง จู่ๆ เขาก็เอ่ยถามขึ้น
ทหารทั้งหลายเห็นพวกเขาเดินเข้ามาใกล้ ก็รีบคุกเข่าคำนับทันที
“เมื่อครู่เ้าเป็ผู้ขับร้องเพลงนี้หรือ?”
“ขอรับ” ทหารคนหนึ่งถูกนายทหารเตะเข้าที่ขา จึงตอบเสียงแ่
“เ้าชื่ออะไร?”
“ข้าน้อยชื่อฉินซาน”
“ที่บ้านมีพี่น้องสามคนหรือ?”
“ขอรับ”
“บังเอิญเสียจริง ข้าก็เป็ลูกคนที่สาม” ิหยวนยิ้มออกมา “เมื่อครู่เ้าร้องเพลงใด ร้องให้ข้าฟังอีกครั้งสิ”
“เป็เพลงพื้นบ้านที่บ้านข้าน้อยขอรับ” ทหารหนุ่มยิ้มเจื่อน รู้สึกประหม่าเล็กน้อย “เนื้อเพลงไม่ค่อยไพเราะนัก”
“ไม่เป็ไร เ้าร้องมาเถิด”
ฉินซานกระแอม ก่อนจะร้องเพลงด้วยน้ำเสียงเบา “เส้นทางยาวไกล ท้องนารกร้าง ใจข้าโศกศัลย์ โฉมงามต้องแต่งงาน...”
เขาร้องเพลงไปเรื่อยๆ จนเริ่มผ่อนคลาย ส่วนคนที่เป่าใบไม้อยู่ก็เริ่มบรรเลงเพลง เนื้อเพลงแสนเศร้า ท่วงทำนองโศกเศร้า “พ่อแม่เหนื่อยยาก ตายไปไร้ที่ฝังศพ ลูกๆ น่าสงสาร เกิดมาไร้ที่พึ่งพิง ลูกชายอายุห้าสิบ ขายได้เพียงห้าสิบอีแปะ ลูกสาวอายุหกสิบ ขายได้เพียงหกสิบอีแปะ...”
“เพลงอะไรกัน ห้าสิบหกสิบถึงได้เศร้าเช่นนั้น?”
หนิงตวนเฉิงยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถาม ิหยวนจึงอธิบายให้เขาฟัง “ห้าสิบ หกสิบที่ว่า หมายถึงราคาขายลูกชายหญิง เด็กชายหนึ่งคน ขายได้ห้าสิบอีแปะ เด็กหญิงที่ไว้ผมยาว ขายได้หกสิบอีแปะ”
หนิงตวนเฉิงใจนพูดไม่ออก ยืนนิ่งอยู่นาน “ผู้ชายแข็งแรงกว่า เหตุใดเด็กหญิงถึงราคาแพงกว่าเล่า?”
“เ้าไม่ได้ยินหรือ ไว้ผมยาว หมายถึงแต่งงานได้แล้ว สามารถให้กำเนิดบุตรได้” ิหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาพลันนึกถึงลุงจู้จื่อที่อาศัยอยู่ในละแวกบ้าน ยามที่ขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค ลุงจำใจต้องนำลูกๆ ไปขายที่ตลาด ชายฉกรรจ์ร่างกำยำทรุดตัวลงนั่งกอดศีรษะร้องไห้อย่างหนัก
แต่เสียงเพลงที่ดังขึ้นต่อจากนั้นกลับค่อยๆ เร้าใจ “โลกนี้ช่างโหดร้าย เสียงร้องไห้ดังระงมทั่วหล้า โปรดเมตตา ช่วยเหลือประชาชนด้วยเถิด...”
ิหยวนใจหายวาบ รีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เนื้อเพลงนี้ไม่ดี พวกเ้าล้วนเป็ทหารหาญของแคว้น จะร้องไห้ไปใย ข้าว่าเปลี่ยนประโยคสุดท้ายดีหรือไม่ ปกป้องประเทศชาติ ช่วยเหลือประชาชน นี่สิถึงจะเหมาะสมกับพวกเ้า”
“ขอรับ!” ในยุคนี้ฐานะของนักปราชญ์สูงส่ง ิหยวนพูดคุยกับทหารอย่างเป็กันเอง อีกทั้งยังช่วยแต่งเพลงให้ พวกเขาจึงซาบซึ้งใจเป็อย่างมาก รู้สึกตื้นตันใจจนร้องรับคำสั่งเป็เสียงเดียวกัน ฉินซานเริ่มร้องเพลงอีกครั้ง “โลกนี้ช่างโหดร้าย เสียงร้องไห้ดังระงมทั่วหล้า ปกป้องประเทศชาติ ช่วยเหลือประชาชน!”
ิหยวนตบไหล่ฉินซานเบาๆ จากนั้นก็เดินต่อไปพร้อมกับหนิงตวนเฉิง พอหันกลับไปมองก็พบว่าหวังอี้จือมายืนอยู่ข้างหลังพวกเขาั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ เขาจ้องมองไปข้างหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม
ิหยวนรีบดึงเขาออกมา
พอเดินมาถึงที่ลับตาคน ิหยวนก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขา “รีบเช็ดน้ำตาเถิด เกิดให้ทหารเห็นจะทำอย่างไร”
“ไจ้เฉิน” หวังอี้จือยังคงทำหน้าตาเลื่อนลอย จ้องมองิหยวนพร้อมกับกำผ้าเช็ดหน้าแน่น “ชีวิตความเป็อยู่ของชาวบ้าน... ยากลำบากเช่นนี้เชียวหรือ?”
ิหยวนไม่รู้จะปลอบใจเขาอย่างไรดี
หวังอี้จือลูบเข็มขัดที่เอวตัวเอง “เข็มขัดเส้นนี้ราคาสามตำลึงทอง ยังไม่รวมรองเท้าหนังกวาง เสื้อคลุมไหมทอง กระเป๋าหนังแกะ และปิ่นปักผม... ตระกูลหวัง ตระกูลเซี่ย... พวกเราต่างกล่าวว่าตระกูลหวังกับตระกูลเซี่ยร่วมปกครองใต้หล้า แต่พวกเรากลับปล่อยให้ใต้หล้าเป็เช่นนี้หรือ?”
น้ำเสียงของหวังอี้จือเต็มไปด้วยความเ็ปและรู้สึกผิด ิหยวนอยากจะปลอบใจเขา แต่กลับไม่รู้จะพูดสิ่งใด เพราะนี่คือความจริง เขาเติบโตมาท่ามกลางความยากลำบาก เด็กๆ ที่อยู่ข้างบ้านถูกพ่อแม่ขายเป็ทาส บ้างก็ถูกฆ่าตาย ตระกูลใหญ่ยอมควักเงินหลายร้อยตำลึงเพื่อซื้อกระบี่ ยอมควักเงินหลายพันตำลึงเพื่อซื้อม้า แต่สุดท้ายแล้วจะเป็เช่นไร? เขาทำอันใดไม่ได้ พูดสิ่งใดไม่ได้
ขณะกำลังคิดจะพูดอะไรบางอย่าง จู่ๆ ก็มีเสียงะโดังขึ้น “ใครน่ะ!”
------
เชิงอรรถ
[1] สถานีพักม้า (驿站จวี้จ้าน) หมายถึงสถานที่สำหรับส่งจดหมายและพักม้าของทางราชการ
