“ถ้าพวกเ้าพูดกันขนาดนี้ งั้นข้าต้องได้ชิมสุราดอกท้อนั่นให้ได้ละ งั้นพรุ่งนี้เราเดินทางไปหมู่บ้านซีเซียงกันเถอะ” ทุกคนพยักหน้ายิ้มดีใจที่จะได้มีอะไรทำคร่าเวลา ส่วนซีเซียงน้อยก็ยิ้มดีใจที่จะได้กลับบ้าน ฮวาเฟยฟาก็หันมาพยักหน้ายิ้มอ่อนโยน
ในตอนเช้า หลังจากที่ทานอาหารเช้า และ บอกหม่าเติง ทั้งสี่ก็ออกเดินทาง ซีเซียงและหลันอี้ ขึ้นขี่หลิ่งกวาง ขณะที่ชิงหลงก็ก้มย่อรอให้ฮวาเฟยฟาและเ้าวั่งซูขึ้นขี่ ทั้งหมดมุ่งหน้าขึ้นทางเหลือสู่หมู่บ้านป่าท้อ ใช้เวลาไม่นาน หลังจากข้ามหุบเขาสองลูก ก็เดินทางมาถึงบริเวณทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่ถูกปกคลุมด้วยป่าท้อสีชมพูมากมาย
“มีที่แบบนี้บนโลกด้วยหรอเนี๊ย! ช่างงดงามยิ่งนัก” เ้าวั่งซูอุทานออกมา
“นั่นตรงนั้นคือ ศาลเทพไป่ฉวน และทางนั้นศาลเ้าเก่านั่น คือที่เก็บศพร่างของท่านแม่” ซีเซียงพูดเสียงสั่น หลิ่งกวางและชิงหลงหยุดลงบริเวณลานวัดร้าง ใบไม้แห้งร่วงเต็มวัด ทั้งหกเดินเข้าไป ภายใน
แอ๊ดดดดด! เสียงผลักเปิดประตูแง้ม มีร่างคนตายมากมาย นอนเรียงราย มีผ้าคลุมคลุมร่างอยู่ หน้าองค์พระขนาดใหญ่ เด็กน้อยซีเซียงน้ำตาเอ่อร้องไห้โฮวิ่งเข้าไปโอบกอดร่าง ร่างนึงใต้ผ้าคลุม
“ท่านแม่ ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านมากเหลือเกิน” ซีเซียงร้องไห้กอดร่างไร้ิญญา
“ซีเซียงน้อยเอาอย่างนี้ ข้าจะส่งร่างของแม่เ้าไปที่สำนักเก้าจักยุตกรา ยามที่พิธีเสร็จสิ้นเ้าจะได้เจอท่านแม่เ้าที่นั่นเลย มนต์เคลื่อนย้าย” สิ้นเสียงวั่งซู ก็เกิดลำแสงเปิดประตูมิติขนาดเล็ก และดูดรับเอาร่างของแม่ซีเซียงหายไป ฮวาเฟยฟาก็ลูบหัวเด็กน้อย
“ถ้าเ้าไม่เข้มแข็งท่านแม่ที่อยู่บนนู้นคงจะห่วงเ้านะซีเซียง ไปกันเถอะ ที่นี่เป็บ้านของเ้านะซีเซียง นำทางพวกข้าไปเยี่ยมชมสิ” ฮวาเฟยฟาเอ่ย ซีเซียงน้อยก้มหน้าก้มตารีบเช็ดน้ำตา
“ใช่ๆ! ได้ๆ! ข้าจะอ่อนแอไม่ได้ ท่านแม่จะเป็ห่วงข้า ได้สิ ข้าจะนำพวกท่านไปเอง ถัดไปทางใต้มีทุ่งดอกเหมย ที่นั่นมีสะพานหินโบราณ และลำธารที่งดงาม ข้าอยากให้พวกท่านได้เห็น”
“ออหรือว่า จะเป็สะพาน “เสวี่ยซังเหน่” และ ทุ่งดอก “ลี่ปี้ฮวา” ” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ใช่ เป็ที่นั่น ดอกเหมยที่นั่น ส่งกลิ่นหอมไกลไปสิบลี้และบานตลอดทั้งปี ยกเว้นในเดือนสองที่ดอกเหมยทั้งหมดอยู่ๆ ก็หุบและเหมือนจะเฉาตายลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ พร้อมกับน้ำแม่น้ำที่สีแดงตลอดทั้งเดือน” ซีเซียงเล่า
“วันนี้ก็จะข้ามเข้าเดือนสองหนิ ว่าแต่เื่ราวแบบนั้นมันเกิดเพราะอะไร หรือมีสิ่งชั่วร้ายใดทำห้เกิด” วั่งซูถามสงสัย
“นั่นสิ ที่หมู่บ้านิหยวนของข้าเคยมีผู้คนเล่าเกี่ยวกับเื่นี้ มีตำนานว่าในเดือนสองจะมีั์สองตนขึ้นมายังภพมนุษย์ ตนนึงจะสูดกลิ่น และกินดอกเหมยทั้งหมดแทนไอิญญา และอีกตนจะล้างหน้าลงบนสายธารศักดิ์สิทธิ์ นั่นทำให้แม่น้ำมีสีดั่งเืและเืนั้นก็ห้ามแตะต้องโดน เพราะมันคือเืของมนุษย์ที่โดนั์นั่นฆ่าชีวิตไป” ซีเสียงเล่ายาว
“จริงๆ แล้ว เื่ราวมันไม่ใช่แบบนั้นหรอก ว่าแต่ เราเดินเท้าไปที่นั่นกัน และระหว่างทาง ข้าจะเล่าให้พวกเ้าฟัง” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
หลิ่งกวางและชิงหลงหดตัวเล็กลง และกระโจนขึ้นนั่งบนบ่าเ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา และทั้งหกก็เริ่มออกเดินเท้าลัดเลาะไปใน หมู่บ้าน ผ่านบ้านผ่านตลาด และเจอผู้คนแต่บางตา น่าจะเป็ผู้รอดชีวิตจากุ์ หมู่บ้านแห่งนี้สะอาดเป็ระเบียบ และ ร้านรวงครบครัน ระหว่างเดินไปเจอร้านบะหมี่ ที่มีชายชราและหญิงชรา ยืดลวก ไอควันจากหม้อน้ำร้อนลอยปะทะหน้าทั้งหก เหมือนเชิญชวนให้หยุดพัก
“ข้าหิวแล้ว พวกเ้าหิวไหม” ในขณะที่สายตาวั่งซูมองไปตามควันจากถังน้ำลวกบะหมี่ที่ลอย และเผลอพูดไป เมื่อได้สติหันกลับมาทางด้านหลังก็เห็นทั้งซีเซียงและหลันอี้ทำตาปริบๆ
“อื้อๆ” เ้าวั่งซูมองหน้าสองคนอย่างเข้าใจ
“งั้นเราแวะทานบะหมี่ก่อนเนอะ ค่อยเดินทางกันต่อ” ฮวาเฟยฟาเอ่ยแทน และ อมยิ้ม
“ท่านลุง ขอบะหมี่หกชาม หมั่นโถว และ น้ำชา” ซีเซียงกล่าวกับชายชราท่าทางใจดีที่กำลังยืนนวดบะหมี่อยู่
“อ้าว ซีเซียง เ้ากับท่านแม่เ้าเป็ยังไงบ้าง ซ่อมบ้านซ่อมเรือนเสร็จรึยัง” ชายชราทักทายเด็กน้อยซีเซียงอย่างคนรู้จักและอ่อนโยน เ้าวั่งซูได้ยินคำถามก็เกรงว่าเด็กน้อยจะร้องไห้โฮอีกจึงรีบลุกขึ้นมาจะมาตอบคำถามแทน
“ท่านแม่ข้าเดินทางไปหมู่บ้านชุนเทียนขอรับ ท่านไปทำธุระต่างที่สักพักถึงจะค่อยกลับ แต่ข้าก็ไม่เหงาเพราะมีพวกพี่ชายมาอยู่เป็เพื่อนข้าระหว่างนี้ขอรับ” ซีเซียงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และยิ้มแย้ม เ้าวั่งซูที่เดินมาข้างหลังก็มอง และยิ้มอย่างภูมิใจ พร้อมเดินเข้ามาลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน
“ท่านลุง พวกข้าพึ่งมาที่นี่ไม่รู้ธรรมเนียมว่า สวนดอกเหมย และ ป่าท้อ สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ไหมในฤดูกาลนี้ ขอคำชี้แนะ” เ้าวั่งซูกล่าวถามชายชรา
“เก่ง มากนะเ้าหนู เ้าเข้มแข็งมาก”
“ได้สิ เ้าหนุ่ม พวกเ้าไปได้ทุกสถานที่ ที่โดนทำลายไปคือชีวิตมนุษย์ หาใช่สถานที่เ่าั้ ที่ดงดอกเหมย ที่สะพานหินเก่า ที่ป่าท้อ ธรรมชาติทุกที่ยังงดงามและคงทน ต่างกับชีวิตมนุษย์ที่ช่างเปราะบางยิ่งนัก” ชายชราตอบในขณะที่ก็ยังลวกบะหมี่อยู่
“ข้าขอล่วงเกินถาม ในครอบครัวท่านมีผู้สูญเสียชีวิตไปจากพวกุ์หรือไม่” เ้าวั่งซูเอ่ยถามตรงๆ ชายชราหยุดกึกไปก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาลวกบะหมี่ต่อ และเริ่มกล่าวตอบ
“มีสิ อย่างที่เ้าเห็น ตอนนี้เหลือแค่เราตายายสองคน เหตุกาณ์วันนั้นเกิดขึ้นเร็วมาก ลูกสาว ลูกเขย ลูกชาย ลูกสะใภ้และหลานอีกสี่คน ต่างอุ้มพวกข้าสองคนเข้าไปหลบในโอ่งก่อน ในขณะที่พวกข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไร แต่ก็พยายามดึงพวกหลานทั้งสี่เข้ามาด้วย แต่โอ่งนั้นก็เล็กมาก ซะจนไม่สามารถเพิ่มใครเข้ามาอีกได้ พวกเค้าบอกไม่เป็อะไรจะไปหลบอีกทาง หลังจากฝาถูกปิดลง ข้างนอกเกิดเสียงอึกทึกครึกโครม กรีดร้อง ไม่นานเมื่อทุกอย่างสงบลง พวกข้าคลานออกมา ก็ไม่เห็นใครอีกแล้ว มีเพียงกลิ่นคาวเืคละคลุ้งเต็มไปหมด หลังจากนั้นทุกศพก็ถูกลำเลียงไปไว้ที่วัดเซียงกง และพวกเค้าก็นอนอยู่ที่นั่นหมด ทำไมนะ ทำไมถึงไม่เอาคนแก่อย่างพวกเราไป แต่กลับเอาคนหนุ่มสาวไปจนหมด ์ทำไมท่านช่างไร้เมตตา” เสียงแทรก และร้องไห้โฮของหญิงชราด้านหลังแทรกขึ้นมา ชายชราเดินไปกอด และประคองภรรยาขึ้นมา ซีเซียงน้อยน้ำตาห้อ และเดินเข้าไปลูบหลัง
“ท่านยายท่านอย่าเศร้าเลย พวกพี่พี่ข้าเหล่านี้ ไม่ใช่คนธรรมดา แต่พวกเค้ามาเพื่อช่วยชุบชีวิตทุกคน ครอบครัวของพวกท่านจะไม่เป็อะไร อย่าร้องไห้ไปเลย” ซีเซียงน้อยพูดปลอบใจเสียงสั่น
“จริงเหรอ เ้าหนู เ้าไมได้หลอกพวกข้าใช่ไม๊ ว่าลูกๆ ของพวกเราจะฟื้นขึ้นมาจริงๆ” สองตายายจับมือซีเซียงน้อยเขย่าไปมาพร้อมน้ำตารื้น และดวงตาห้อไปด้วยน้ำตาที่มองหาคำตอบอย่างมีความหวัง
“เป็เื่จริง การข้ามภพมาของุ์นั้นเป็เื่ผิดธรรมชาติที่เกิดความวิปริตของรอยต่อแห่งภพ และ การมีอยู่ที่ยาวนานของเ้าภพก็นำพาความปั่นป่วน และความเสื่อมแก่ร่างนั้นๆ ทำให้ความมืดเข้าครอบงำจิติญญา แต่ทุกอย่างที่เกิดก็ล้วนแล้วแต่เป็โชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และภพมนุษย์ ภพที่อ่อนแอที่สุดในทุกภพก็เป็ทางเลือกเแรกๆ สำหรับการรุกราน และเข้าครอบงำ แต่ทั้งนี้มนุษย์ทั้งหมดที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าตายก่อนชะตา และเ้าภพุ์เมื่อได้สติก็ยินยอมพร้อมสูญพลังจักราทั้งหมดในฐานะเ้าภพเพื่อชุบชีวิตทุกดวงิญญา ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอน เมื่อถึงเวลาคนที่จุดโคมนำิญญา และพาคนที่รักกับมาก็คือพวกท่านเอง” ฮวาเฟยฟาเล่า
“โฮๆๆๆ!” เมื่อฟังจนจบตายายสองคนก็ก็เข่าทรุดลงกะพื้นกอดกันร้องไห้ระงมด้วยความดีใจ พอได้สติก็ลุกขึ้นเดินมากุมมือฮวาเฟยฟาและเ้าวั่งซู
“ขอบคุณพวกท่านมาก พวกท่านช่างสง่างาม และงดงามดั่งโพธิสัตว์มาโปรดได้โปรดช่วยลูกๆ และหลานข้าด้วย ถ้าพวกข้าทำอะไรก็ได้ขอให้บอก พวกข้ายินดีเป็อย่างยิ่ง ได้โปรดเชิญนั่ง! เชิญนั่งก่อน! บะหมี่กับหมั่นโถวมื้อนี้ให้ข้าเลี้ยงเอง เชิญพวกท่านกินให้อิ่มก่อนค่อยออกเดินทางเถิด” ตายายรีบไปทำบะหมี่ต่อให้เสร็จ และนำบะหมี่ชามใหญ่ควันโขมงหอมฉุยมาวางให้ทุกคน ทั้งหกตาลุกวาว กล่าวขอบคุณ
“งั้น ข้าไม่เกรงใจละนะ” เ้าวั่งซูเอ่ย
“ข้าด้วย ข้าก็ด้วย” ซีเซียง และ หลันอี้รีบรับตาม และทุกคนก็รีบกินบะหมี่กันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อกินกันอิ่มทั้งสี่ก็ลา ท่านตายาย และสัญญาว่าจะส่งโคมกลับมาให้ และทุกคนก็เดินไปต่อยังทุ่งดอกเหมย แม้จะยังไม่ถึงทุ่งดอกเหมยแต่ทั้งหมู่บ้านแห่งนี้ก็ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นจากทุ่งดอกเหมยมาตลอด
“เสวี่ยซังเหน่ เทพปลาคู่ เซียนผู้ดูแลจักรราศีปลาคู่ และ ลี่ปี้ฮวา เซียนผู้ดูแลจักราศรีดอกไม้ เมื่ออดีตทั้งสองเกิดเป็เทพที่อยู่ห่างไกลกันนัก แต่เนื่องด้วยงานเลี้ยงสังสรรค์ที่จัดขึ้นทุกปีที่บนภพ์ เหล่าบรรดาเทพ และเซียนทั่วทุกสารทิศจะเดินทางมาพบปะกัน เสวี่ยซังเเหน่ และ ลี่ปี้ฮวา คือตัวแทนจากกลุ่มดาวที่ว่า ทั้งสองได้รับมอบหมายจากเทพไป่ฉวนให้เป็ผู้อัญเชิญท้อถวายองค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินี ด้วยพรหมลิขิตจากปางก่อนทำให้คนสองคนเมื่อสบตาพบพักต์ก็ลืมกันไม่ลง เสวี่ยซังเหน่เซียนผู้มีหน้าที่พ่นฝนทิพย์ก็บกพร่องต่อหน้าที่มนุษย์ และสัตว์จากภพอื่นมากมายได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้ง ลี่ปี้ฮวาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพลอดรักกับเสวี่ยซังเหน่ ทำให้ดอกสวนดอกไม้บน์แห้งเหี่ยวล่วงโรย ไม่นานเื่นี้ก็ถูกร้องเรียนไปถึงองค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินี
แน่นอน ทั้งสองถูกลงโทษเสวี่ยซังเหน่โดนสาบเป็สะพานหินที่เฝ้ารอคนรักเดินผ่านห้าพันชาติ ส่วนหลี่ปี้ฮวากลายเป็ดอกเหมยที่ส่งกลิ่นความรัก แต่ไม่มีวันขยับเข้าใกล้หาคนรักได้ห้าพันชาติ และทุกเดือนสองที่ิญญาทั้งคุ่มีโอกาสหลุดออกจากสะพานและดอกเหมย ทั้งคู่จะพบกันเพียงร่างโปร่งใส ไม่อาจจับต้องกันได้ สิ่งที่เสวี่ยซังเหน่ต้องแลกกับการเจอิญญาคนรักคือ เืของหลี่ปี้ฮวาจะถูกหลั่งออกเพื่อรักษาร่างสะพานไม่ให้พังทลายลงนั่นเป็ที่มาของแม่น้ำสีเื ในขณะเดียวกันเมื่อิญญาออกจากดอกเหมยและตายลงนั่นหมายถึงเศษเสี้ยวของดวงจิตที่ถูกริดรอนไปในทุกปี เหล่านี้คือที่มาที่ไปที่ถูกต้องของสะพานเสวี่ยซังเหน่ และ ทุ่งดอกเหมยปี้ฮวา” ฮวาเฟยฟาฉวยโอกาสเล่าขณะทัง้หกเดินมาถึงทึ่งดอกเหมยที่กว้างใหญ่เหมือนกำแพงหมู่บ้าน
“ขะตาอะไรกันช่างโหดร้ายนัก คล้ายกับเื่ ถูหลันกับเม่งเซี๊ยะเลย ์นะ องค์จักรดิพรรดิ และองค์จักรพรรดินี ที่เหล่ามนุษย์กราบไหว้ทำไมถึงลงทัณฑ์คนที่มีความรักได้เหี้ยมโหดยิ่งนัก ทั้งที่ความรักควรจะเป็สิ่งที่ดี ที่ทุกคนร่วมอวยพรและยินดี” เ้าวั่งซูพูดพร้อมกำหมัด
“ข้าก็ว่ามันหนัก แต่ร่างเทพเซียนนั้นแกร่งกว่าร่างมนุษย์ พลังจักราตบะที่สั่งสมมาก็มากมาย สติสัมปชัญญะ และความสำนึกรู้ควรมีสูงกว่า สิ่งมีชีวิตในภพอื่นๆ แต่การที่เทพเซียนที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อปกป้อง ภพอื่นๆ กลับทำผิดหน้าที่เอง ข้ามองว่ามันเป็เื่ร้ายแรงเพราะมันจะได้รับผลกระทบในทุกภพ ข้าเองก็เช่นกัน ในยามที่ข้าหลับใหลตอนนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็แปรปรวนเพราะข้าเองที่โศกเศร้าเพราะเื่ส่วนตัว และ ไม่สามารถตื่นมาทำหน้าที่ได้ ผลกระทบกับภพอื่นๆ นั้นร้ายแรงเกินกว่าจะคาดเดา ดังน้นข้าคิดว่าโทษที่เค้าทำผิดสมควรได้รับ เพียงแต่ความรุนแรงนั้นข้ามิอาจตัดสินได้” ฮวาเฟยฟาพูดหน้าเศร้าเมื่อคิดถึงความหลัง
“ถ้าเป็เื่นั้นสาเหตุก็คือตัวข้าเองในอดีตใช่ไหม เฟยเฟยเ้าไม่ต้องแบกรับความผิดนั้นเอาไว้คนเดียวหรอก ข้าจะเป็คนช่วยเ้าแบ่งเบาภาระอันนั้นเอง” เ้าวั่งซูเดินมาโอบบ่าคนรักพร้อมดวงตาคมยิ้มอ่อนโยน ฮวาเฟยฟาหันมองคนรักจากหน้าตาที่เศร้าหมองเปลี่ยนเป็รอยยยิ้มที่สดใส พร้อมเอามือมาทาบลงบนหลังฝ่ามือวั่งซู
“นั่นไงตรงทางเข้าทุ่งดอกเหมย สะพานเสวี่ยซังเหน่ ตำนานว่าถ้าเราได้ข้ามกับคนรักไม่ว่าเจออุปสรรคใดๆ ก็จะก้าวข้ามมันไปได้ และจะวนกลับมาเจอกันเสมอ พวกเราไปกัน” เด็กน้อยซีเซียงร้องเรียกทุกคนพร้อมเดินนำหน้าไป ตามด้วยหลันอี้ หลิ่งกวาง ชิงหลง และอวาเฟยฟากับเ้าวั่งซูก็เดินจับมือกันเดินข้ามสะพาน แห่งความรักนั้นด้วยกัน ขณะที่ทั้งหกยืนอยู่กลางสะพานนั้นลำธารใสในแม่น้ำเริ่มถูกย้อมเปลี่ยนสีเป็สีแดง เฟยฟาและวั่งซูหันหน้าเข้าทุ่งดอกเหมยปี้ฮวา บริเวณที่เกิดลมหมุน ทั้งสองมองเห็นร่างโปร่งใส ของเสวี่ยซังเหน่ และ หลี่ปี้ฮวา ปรากฏขึ้น ทั้งสองนั่งกุมมือ กกกอดกัน ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข สีแดงของสายน้ำเริ่มมเข้มข้นขึ้น และ สีดำก็เข้าปกคลุมทุ่งดอกเหมย ความเ็ปและทุกข์ทรมานจากการโดนกัดกร่อนิญญาที่ทั้งสองต้องพานพบมาตลอด แทบทำอะไรไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับความรักแท้ ที่ทนทานมั่นคงของคนทั้งสอง
“พวกท่านเห็นพวกเค้าหรอ อยู่ที่ไหนกัน ทำไมพวกข้าไม่อาจเห็น” หลันอี้ถามอวาเฟยฟาและเ้าวั่งซูเมื่อเห็นทั้งคู่มองไปกลางลมหมุนและน้ำตารื้น เ้าวั่งซูผายมือนิ้วเรียวงามขึ้นกลางอากาศ “จงปรากฎ” ร่างโปร่งแสงระยิบระยับของทั้งคู่ปรากฏต่อสายตาทุกคู่ ทั้งสองยิ้มแย้มมองกันไปมาแม้นมีความเ็ปของกายที่ฉาบอยู่บนใบหน้า แต่ความรักของทั้งสองก็เป็เื่จริงและเป็นิรันดร์
“มันช่างคุ้มค่าเนอะ กับความรักนิรันดร์เฉกเช่นนี้” เ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมโอบไหล่อวาเฟยฟาเข้ามาแนบชิด ฮวาเฟยฟาเงยมองหน้าคนรักแบบอ่อนโยน “คุ้มสิ มันคุ้มค่าเสมอ” พร้อมผายมือโอบรัดร่างวั่งซูไว้แน่น ทั้งหกมองไปที่ เสวี่ยซังเหน่และหลี่ปี้ฮวา และยิ้มเบิกบาน ทั้งสองก็หันหน้ามาและก้มโค้งทำความเคารพ เ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา ทั้งสองโบกมือเป็สัญญาณรับรู้ และ ส่งกระแสจิตขอให้ทั้งสองรักกันไปตราบชั่วนิรันดร์
