เคลื่อนไหวเล็กน้อย
เย็นวันต่อมา เมฆอัคนีบนขอบฟ้าทอประกายเจิดจรัส แสงสีอันงดงามเกาะเกี่ยวไปตามก้อนเมฆนุ่มนิ่มแผ่ขยายออกไป สีแดงเข้มข้นค่อยๆ จางลงกลายเป็สีชมพูอ่อน
เจี่ยนฮวนที่รวบผมหางม้าสูงวิ่งเข้าไปในเรือนผู้าุโ ตัวยังไม่ทันถึงโถงใหญ่ น้ำเสียงร่าเริงก็ดังขึ้นมาก่อน "ผู้าุโอวี่ ท่านเรียกพบข้าหรือเ้าคะ?"
เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์อันเก่าแก่ อวี่ชิงนั่งขัดสมาธิอยู่
เมื่อเห็นศิษย์เดินเข้ามา เขาพยักหน้าเป็เชิงบอก "นั่งลงเถอะ"
ทันทีที่เจี่ยนฮวนนั่งลง อวี่ชิงก็เลื่อนห่อของขนาดใหญ่ส่งมาให้ พร้อมกล่าวว่า "ในนี้มีหนึ่งพันหินิญญา"
"!!!"
เชี่ย... เกิดอะไรขึ้นเนี่ย อยู่ดีๆ ก็เอาเงินมาประเคนให้
เจี่ยนฮวนใ "ผู้าุโอวี่ นี่หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ?!"
ไม่มีธุระไม่มาเยือน อยู่ดีๆ ให้ลาภก้อนโตแบบนี้ต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ
อวี่ชิงเห็นท่าทางของนางก็หัวเราะออกมาพลางอธิบายว่า "นี่ไม่ใช่ของข้าหรอก เคล็ดวิชาของเ้าเมื่อวานนี้มีประโยชน์มากทีเดียว เช้าวันนี้ข้าไปเรียนเื่นี้กับเ้าสำนักมา นี่คือรางวัลที่เ้าสำนักมอบให้เ้า ข้าเพียงแต่เป็ตัวแทนส่งมอบให้เท่านั้น"
อ้อ... เงินโบนัส!!
เจี่ยนฮวนถอนหายใจยาว ความกังวลในใจถูกยกออกไป มือของนางรีบคว้าห่อหินิญญานั้นไว้ทันที รอยยิ้มเอ่อล้นออกมาจากมุมปากและดวงตา
"ขอบพระคุณผู้าุโอวี่ ขอบพระคุณท่านเ้าสำนักเ้าค่ะ! แต่จะว่าไปเคล็ดวิชานี้ข้าไม่ได้คิดเองหรอกเ้าค่ะ ข้าฟังมาจากท่านปรมาจารย์โยคะท่านหนึ่ง"
อวี่ชิงเลิกคิ้ว "ปรมาจารย์โยคะ?" มันคืออะไรกัน
เจี่ยนฮวนตอบสั้นๆ "ก็คือปรมาจารย์ชาวบ้านแถวบ้านข้าน่ะเ้าค่ะ"
อวี่ชิงพยักหน้ารับ
ข้างมือของเขามีกองกระดาษปึกหนาวางอยู่ มันคือหนังสือแสดงเจตจำนงที่พวกศิษย์ส่งมา และแผ่นบนสุดก็คือของเจี่ยนฮวน
อวี่ชิงหยิบขึ้นมาดูแล้วถามว่า "เ้าอยากฝึกวิถีอักขระรึ?"
เจี่ยนฮวนกอดห่อหินิญญาไว้ อารมณ์เบิกบานยิ่งนัก "เ้าค่ะ"
เห็นดังนั้น อวี่ชิงจึงเอ่ยเตือน "ถ้าเช่นนั้น เ้าควรเริ่มเตรียมข้าวของได้แล้วนะ"
เจี่ยนฮวนสงสัย "เตรียมอะไรเ้าคะ?"
เมื่อเห็นนางดูไม่ค่อยเข้าใจ อวี่ชิงจึงกำชับอย่างละเอียด "พู่กันอักขระ กระดาษอักขระ สิ่งเหล่านี้จำเป็ต้องใช้ในการเรียนวิชาอักขระในภายหลัง"
เจี่ยนฮวนพยักหน้าพลางมองอวี่ชิงั้แ่หัวจรดเท้า แล้วถามด้วยความอยากรู้ "ผู้าุโอวี่ ท่านก็สอนวิชาอักขระด้วยหรือเ้าคะ?"
อวี่ชิงลูบกิ่งไผ่เขียวข้างกายพลางพยักหน้า "เดิมทีข้าก็เป็ผู้ใช้อักขระ มีอะไรไม่เหมาะสมรึ?"
"ผู้ใช้อักขระ?!" เจี่ยนฮวนมองไปที่กิ่งไผ่ในมือเขา "ข้านึกว่าท่านเป็ผู้ฝึกกระบี่เสียอีก..."
อวี่ชิงส่ายหน้า แล้วส่งกิ่งไผ่เขียวให้นางดู
เจี่ยนฮวนยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ถึงได้เห็นว่าบนกิ่งไผ่สีเขียวหยกนั้น มีอักขระแสงสีทองวูบวาบผ่านไปเป็ระยะ
อวี่ชิงเอ่ยขึ้นช้าๆ "วิถีแห่งเต๋าในโลกหล้า มิใช่ว่ามีเ้าแล้วต้องไม่มีข้า สุดท้ายแล้วทุกเส้นทางล้วนที่จุดหมายเดียวกัน"
"เอาเถอะ เ้าไปได้แล้ว ไปเรียกกงเฟยหงมาหาข้าที"
ได้ยินดังนั้น เจี่ยนฮวนก็ลุกขึ้น ก้มกายคำนับผู้าุโอวี่พร้อมกอดห่อหินิญญาไว้แน่น แล้ววิ่งออกไปอย่างร่าเริง
หลังจากไปเรียกกงเฟยหงแล้ว เจี่ยนฮวนก็แวะไปยัง 'หอสารพัดนึก' ของสำนักอวี้ชิง
หินิญญาหนึ่งพันก้อนนั้นมีน้ำหนักพอสมควร ไม่ได้รู้สึกว่าหนักมาก แต่มันค่อนข้างกินพื้นที่
เจี่ยนฮวนโหยหาอยากจะมี 'ถุงมิติ' ใจจะขาด
เวลานี้เป็่อาหารค่ำ ในหอสารพัดนึกจึงไม่มีคน
ชายคนหนึ่งนอนสัปหงกอยู่ที่มุมห้อง
ทันทีที่เสียงฝีเท้าของเจี่ยนฮวนดังขึ้น หูของชายคนนั้นก็ขยับ เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีแล้วยืนขึ้น พร้อมส่งยิ้มกว้างอย่างกระตือรือร้นให้เจี่ยนฮวนที่เดินเข้ามา
"สวัสดีขอรับศิษย์น้อง ไม่ทราบว่า้าสิ่งใด?"
ในสำนักอวี้ชิง ไม่ว่าจะเป็หอสารพัดนึกหรือโรงอาหาร พนักงานล้วนเป็เหล่าศิษย์พี่สายในทั้งสิ้น
เจี่ยนฮวนกล่าวอย่างสุภาพ "สวัสดีเ้าค่ะศิษย์พี่ ข้าอยากดูถุงมิติเ้าค่ะ"
ศิษย์พี่พนักงานพานางไปยังตู้ที่วางถุงมิติ แล้วแนะนำว่า "ถุงมิติของหอสารพัดนึกเรา ล้วนเป็ผลงานที่เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องจากหอหลอมศาสตราทำขึ้นเอง คุณภาพดีเยี่ยมสิบเต็มสิบ ไม่ใช่ของกระจอกข้างนอกจะมาเทียบได้ ศิษย์น้องอยากได้ขนาดใหญ่แค่ไหนรึ? เมื่อเช้านี้หอหลอมศาสตราเพิ่งส่งมาล็อตหนึ่ง ขนาดใหญ่สุดในนั้นจุเมืองที่มีคนสิบแสนคนได้เลยนะ เ้าลองดูสิ—"
"ข้าไม่้าใหญ่ขนาดนั้นเ้าค่ะ" เจี่ยนฮวนรีบขัด "ข้าขอแค่ขนาดเล็กที่สุดก็พอ"
ศิษย์พี่พนักงานปรายตามองนาง แล้วหยิบถุงผ้าสีชมพูเล็กๆ ออกมา "นี่คือขนาดเล็กที่สุดแล้ว"
เจี่ยนฮวนรับมาไว้ในมือ ลูบคลำอย่างรักใคร่ "ศิษย์พี่ อันนี้ราคาเท่าไหร่เ้าคะ?"
ศิษย์พี่พนักงานยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหลม "หนึ่งพันหินิญญา"
ปลายนิ้วของเจี่ยนฮวนชะงักกึก นางวางถุงมิติสีชมพูลงอย่างเนียนๆ "อย่างนี้นี่เอง... ข้าขอเดินดูอย่างอื่นก่อนนะเ้าคะ..."
หลังจากนั้น เจี่ยนฮวนก็เดินสำรวจหอสารพัดนึกอย่างละเอียดรอบหนึ่ง เมื่อเจอสิ่งที่อยากได้ เช่น 'กระจกเสวียนเทียน' ที่คล้ายกับโทรศัพท์มือถือ นางก็ถามราคาอย่างละเอียด
กระจกเสวียนเทียนที่ห่วยที่สุด ตกรุ่นที่สุด และราคาถูกที่สุด อยู่ที่หนึ่งพันแปดร้อย
พู่กันอักขระมีทั้งดีและเลว ของดีนั้นไม่มีเพดานราคา ได้ยินว่าพู่กันที่แพงที่สุดในโลกบำเพ็ญเพียรเคยถูกปั่นราคาไปถึงหลักล้านหินิญญา ส่วนพู่กันที่ถูกที่สุดราคาอยู่ที่สามร้อยแปดสิบ
กระดาษอักขระ... ก็มีทั้งดีและเลวเช่นกัน ของแพงย่อมไม่มีขีดจำกัด แต่ที่ถูกที่สุดราคาหนึ่งหินิญญาต่อหนึ่งแผ่น
ใช่แล้ว! กระดาษอักขระมันขายเป็แผ่น!
ก่อนมานางนึกว่าพู่กันกับกระดาษจะซื้อหาได้ง่ายๆ ตามใจชอบ แต่พอมาถึงจริงๆ ถึงได้รู้ว่า วิชาอักขระไม่ได้ง่ายเหมือนในนิยายที่นางเคยอ่านมาเลย
เมื่อผู้ใช้อักขระมีตบะถึงระดับหนึ่ง จะใช้เพียงน้ำหมึกธรรมดาและกระดาษเหลืองทั่วไปก็สามารถวาดอักขระที่มีอานุภาพร้ายแรงได้ แต่สำหรับผู้ใช้อักขระที่เพิ่งเริ่มต้น และยังไม่มีพลังปราณมหาศาลขนาดนั้น จำเป็ต้องพึ่งพาพู่กันอักขระที่มีพลังิญญา และกระดาษอักขระที่ทำจากไม้ปราณ
ก็เหมือนกับผู้ฝึกกระบี่ ท่านปรมาจารย์ที่เก่งกาจใช้เพียงกิ่งไผ่ก็สยบอสูรได้ แต่ศิษย์ธรรมดาหากไม่ใช้กระบี่ดีๆ ก็สู้เขาไม่ได้
เจี่ยนฮวนน้ำตาแทบไหล
สิ่งเดียวที่พอจะทำให้ชื่นใจได้บ้างคือ การบริการของศิษย์พี่พนักงานนั้นไม่มีที่ติ เขายิ้มแย้มและตอบคำถามอย่างอดทนตลอดเวลา
สุดท้าย เจี่ยนฮวนถามเขาว่า "ศิษย์พี่เ้าคะ หากวันหน้าข้าเขียนอักขระได้แล้ว ทางร้านจะรับซื้อไหมเ้าคะ? แล้วถ้ารับ จะได้ราคาเท่าไหร่?"
ศิษย์พี่พนักงานมองนางด้วยสายตาเวทนา "ไม่รับซื้อขอรับ"
เจี่ยนฮวน "?"
ศิษย์พี่พนักงานเตือนนางว่า "หอสารพัดนึกจะขายเฉพาะศิลาิญญาและอักขระิญญาที่มาจากหอหลอมศาสตราเท่านั้น เ้าสามารถไปหาที่อื่นขายเองได้"
เจี่ยนฮวน "เข้าใจแล้วเ้าค่ะ..."
สุดท้าย เจี่ยนฮวนก็ไม่ได้ซื้ออะไรเลย เดินออกจากร้านมามือเปล่า
นางนึกขึ้นได้ว่า นางมี 'คนในโรงงาน' อยู่แล้ว จะหาเื่มาเสียเงินแพงๆ ที่ร้านทำไมกัน?
เวลายังคงเช้าอยู่ ด้านนอกฟ้ายังไม่มืด
ในกระท่อมไม้ เจี่ยนฮวนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ในมือถือย่ามเก่าๆ ที่นางแบกมาเอง
หลังจากสำนักแจกชุดศิษย์แล้ว เจี่ยนฮวนก็เอาเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ใส่ไว้ในย่าม
ตอนนี้ นางหยิบเสื้อผ้าเ่าั้ออกมาทั้งหมด
อีกด้านหนึ่งมีกองหินิญญาวางสุมอยู่ ส่งแสงเรืองรองอ่อนๆ ในห้องที่มืดสลัว
เจี่ยนฮวนลูบคางพลางครุ่นคิดครู่หนึ่ง นางนับหินิญญาออกมาสองร้อยก้อนวางแยกไว้ต่างหาก
ส่วนที่เหลือ นางเอา 'เอี๊ยม' มาห่อไว้ แล้วเอาเสื้อผ้าเก่ามาห่อทับอีกที ห่อแล้วห่ออีกหลายชั้น จากนั้นก็ยัดลงไปในย่าม แล้ววางย่ามไว้อย่างมิดชิดที่มุมเตียงด้านใน
เจี่ยนฮวนบรรจุหินิญญาสองร้อยก้อนลงถุง แล้วถือไปหาเสิ่นจี้จือ
เมื่อไปถึงหน้าหอหลอมศาสตรา ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ภายในหอสว่างไสวด้วยแสงไฟ แต่ใต้ต้นไม้ด้านนอกกลับถูกปกคลุมด้วยความมืด
เจี่ยนฮวนและเสิ่นจี้จือยืนอยู่ท่ามกลางเงามืดนั้น
เสียงจั๊กจั่นในฤดูร้อนดังระงมจนแสบแก้วหู
เจี่ยนฮวนนวดหูตัวเองเบาๆ พลางมองลอดผ่านไหล่ขวาที่กว้างและกำยำของเสิ่นจี้จือเข้าไปในหอหลอมศาสตรา
ด้านในเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างกำลังยุ่งกับงานของตน บ้างก็กำลังแกะสลักลวดลายบนเครื่องรางกึ่งสำเร็จรูปอย่างประณีต บ้างก็ใช้มือเปล่าดัดเหล็กิญญาที่แข็งกระด้างไปมา
เสิ่นจี้จือถูกนางลากออกมาแต่กลับเห็นนางเงียบไปนาน จึงขมวดคิ้วถามว่า "หาข้ามีธุระอะไร?"
เจี่ยนฮวนขยับเข้าไปใกล้เสิ่นจี้จือ แล้วกระซิบเบาๆ "ข้าอยากซื้อพู่กันและกระดาษอักขระ แต่ที่หอสารพัดนึกมันแพงเกินไป ในโรงงานของพวกท่าน—" นางชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อรู้ว่าพูดผิด จึงรีบเปลี่ยนคำทันที "ในหอของพวกท่าน พอจะมีราคาถูกกว่านี้ไหม?"
นางอยู่ใกล้มาก ลมหายใจของเด็กสาวเป่ารดเข้ามา
เสิ่นจี้จือหลบตาลง สายตาตกลงบนใบหน้าของนาง คิ้วที่ขมวดอยู่ค่อยๆ คลายออกท่ามกลางสายลมและเสียงจั๊กจั่น
ในใจของเขาไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า "เ้าจ่ายไหวเท่าไหร่?"
พู่กันอักขระที่หอสารพัดนึกขายสามร้อยแปดสิบ เจี่ยนฮวนต่อราคาลงเกือบครึ่งทันที "พู่กันหนึ่งร้อยแปดสิบ กระดาษอักขระหนึ่งหินิญญาได้สองแผ่น?"
นางเงยหน้ามองเขา
ดวงจันทร์แขวนอยู่เหนือศีรษะเขาพอดี เครื่องหน้าของเขาดูพร่าเลือนในความมืด สีหน้ายากจะจำแนก
เจี่ยนฮวนเริ่มใจเสีย ไม่แน่ใจว่าต่อราคาครึ่งหนึ่งจะโหดเกินไปไหม จึงรีบเสริมว่า "เอาพู่กันกับกระดาษแบบที่ห่วยที่สุดก็ได้ ขอแค่ใช้งานได้ก็พอ"
เสิ่นจี้จือเงียบไปครู่หนึ่ง ยังไม่ตอบรับทันที "เ้ารอก่อน ข้าจะเข้าไปถามให้"
เจี่ยนฮวนเร่ง "อื้มๆ งั้นท่านรีบไปนะ!"
เสิ่นจี้จือเดินเข้าไปในหอหลอมศาสตรา ร่างของเขาหายลับไปอย่างรวดเร็ว
เขาไปยังลานหลังบ้าน ที่มุมลานมีเศษวัสดุเหลือทิ้งกองอยู่
สิ่งเหล่านี้คือเศษวัสดุที่หอหลอมศาสตราใช้เหลือ เมื่อกองจนถึงระดับหนึ่งจะมีคนใช้ถุงมิติมาเก็บไปโยนลงเตาหลอมเพื่อทำลายทิ้ง
หอสารพัดนึกของสำนักอวี้ชิงมีสาขาอยู่ทั่วทุกแห่ง เน้นขายสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม
อาวุธิญญาทุกชิ้นต้องทำให้สมบูรณ์แบบที่สุด เศษวัสดุเหล่านี้จะทำลายเนื้อััของอาวุธ ทุกคนจึงไม่เห็นค่าของมัน
แต่ั้แ่เมื่อสามเดือนก่อน ศิษย์พี่คนหนึ่งในหอหลอมศาสตราได้เลื่อนขั้นเป็ผู้าุโ เสิ่นจี้จือจึงมาทำหน้าที่แทนในส่วนนี้ และเศษวัสดุเหล่านี้จึงตกอยู่ในความดูแลของเขา
หลังจากเสิ่นจี้จือเข้ามาดูแล เขาก็ไม่เคยโยนเศษวัสดุลงเตาหลอมอีกเลย แต่จะรวบรวมไว้จนได้ปริมาณที่พอเหมาะ แล้วนำไปขายในเมืองหลินเซียน หนึ่งหินิญญาต่อหนึ่งชั่ง
ตอนนี้ เสิ่นจี้จือคัดเลือกเศษวัสดุในกองอย่างพิถีพิถัน เขาเลือกท่อนไม้เศษเล็กๆ ยาวเท่านิ้วก้อยมาสองสามท่อน และขนจามรีที่มีความยาวไม่เท่ากันอีกจำนวนหนึ่ง
สิ่งเหล่านี้คือวัสดุสำหรับทำพู่กันอักขระ
เสิ่นจี้จือไม่เคยเรียนวิชาหลอมศาสตรามาก่อน แต่ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาด้วยการคลุกคลีและเห็นมากับตา เขาจึงรู้ว่าพู่กันอักขระควรทำอย่างไร
อีกทั้ง ในบรรดารากปราณทั้งห้าของเขา รากปราณธาตุไฟที่เขาเคี่ยวกรำฝึกฝนมาใน่นี้ การจะทำพู่กันอักขระสักด้ามคงไม่ใช่งานยาก
เสิ่นจี้จือเคยคิดอยู่เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า จะถือโอกาสลองฝึกวิชาหลอมศาสตราไปด้วยเพื่อหาหินิญญาเพิ่มเติม
เพราะถึงอย่างไรสำหรับผู้ฝึกกระบี่ ต่อให้หาเงินได้ สุดท้ายร้อยทั้งร้อยก็ต้องเอามาจ่ายให้หอหลอมศาสตราอยู่ดี
นึกไม่ถึงว่า พอมีความคิดนี้ได้ไม่กี่วัน เจี่ยนฮวนก็มาหาถึงที่
ลองดูก็ไม่เสียหาย
เสิ่นจี้จือเก็บท่อนไม้และขนจามรีที่คัดไว้ แล้วไปหาศิษย์น้องคนหนึ่ง
นอกจากไม้ที่ทำด้ามพู่กันและขนที่ทำแปรงพู่กันแล้ว ส่วนที่สำคัญที่สุดของพู่กันอักขระก็คือ 'น้ำหมึกิญญา' ภายในพู่กัน
น้ำหมึกิญญาจริงๆ ก็คือแร่ธาตุิญญาสีหมึก สาเหตุที่พู่กันอักขระมีราคาแพง ส่วนใหญ่ก็แพงตรงจุดนี้
ศิษย์น้องวางก้อนน้ำหมึกิญญาจำนวนหนึ่งไว้ตรงหน้า และแนะนำเสิ่นจี้จือทีละก้อน
"หมึกก้อนนี้คุณภาพแย่ที่สุด พลังิญญาไม่เพียงพอ อักขระที่วาดออกมาจะได้ผลลัพธ์ที่ด้อยกว่ามาก พู่กันรุ่นสามร้อยแปดสิบของหอสารพัดนึกก็ใช้ตัวนี้แหละ"
เสิ่นจี้จือถาม "ถ้าข้าจะซื้อ ราคาเท่าไหร่?"
วัตถุดิบของหอหลอมศาสตราปกติจะไม่ขายให้คนนอก แต่คนในหอหลอมศาสตราสามารถซื้อได้เดือนละสามชิ้น
โควตาของสองเดือนก่อน เสิ่นจี้จือใช้ไปกับการดัดแปลงกระบี่ของเขาหมดแล้ว สำหรับเดือนนี้เขายังไม่ได้ใช้
ศิษย์น้องตอบว่า "สามสิบหินิญญา"
เสิ่นจี้จือพยักหน้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปที่อีกก้อนที่ดูเนื้อดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด "แล้วก้อนนี้ล่ะ?"
ศิษย์น้อง "ก้อนนี้ดีกว่าก้อนนั้นในทุกด้าน ราคาหนึ่งร้อยหินิญญา ถ้าขายที่หอสารพัดนึกต้องราคาหนึ่งพันแปดร้อยเลยนะ"
เสิ่นจี้จือยืนก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ในใจอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยว่า "งั้นเอาไอ้ก้อนหนึ่งร้อยนี่ให้ข้าเถอะ"
เจี่ยนฮวนนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นไม้ ตอนนี้ขอเพียงมีเวลาว่าง นางก็จะบำเพ็ญเพียรทันที
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า นางลืมตาขึ้นมอง พอเห็นว่าเป็เขาก็เด้งตัวขึ้นมาทันทีแล้ววิ่งเข้าไปหา
ในขณะที่เด็กสาววิ่ง ชายกระโปรงสีขาวพัดปลิวผ่านแสงจันทร์ที่ขาวราวน้ำค้าง ร่างกายสั่นไหวดุจระลอกคลื่น
ดวงตาของเจี่ยนฮวนเป็ประกาย "เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?!"
เสิ่นจี้จือพยักหน้า "น่าจะได้"
เจี่ยนฮวนกำหมัดขวาแล้วเหวี่ยงลงข้างตัว ะโ "เยส!" เบาๆ
เสิ่นจี้จือเสริม "แต่กระดาษอักขระลดราคาไม่ได้นะ ลดได้เฉพาะพู่กัน"
กระดาษอักขระทำขึ้นมายาก เขาเองก็แทบไม่ได้กำไรอะไรจากมัน เมื่อคำนวณเวลาที่เสียไปแล้ว เกรงว่าจะขาดทุนเสียด้วยซ้ำ
เจี่ยนฮวนผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
เสิ่นจี้จือ "ในเมื่อเ้าตกลง งั้นก็ตามนี้?"
เจี่ยนฮวนพยักหน้าอย่างแรง "ตกลงเ้าค่ะ"
เสิ่นจี้จือ "เ้า้าเมื่อไหร่?"
พรุ่งนี้่บ่ายมีวิชาอักขระ เจี่ยนฮวนจึงบอกว่า "พรุ่งนี้ตอนเที่ยงได้ไหมเ้าคะ?"
"ได้" เสิ่นจี้จือคิดครู่หนึ่งแล้วเตือนว่า "อ้อ แล้วอันนี้ห้ามจดบัญชีนะ"
เจี่ยนฮวนแสดงท่าทางเข้าใจ "ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ"
เื่นี้ยังไงนางก็เป็ฝ่ายได้ประโยชน์ ประหยัดเงินไปได้ตั้งสองร้อยหินิญญาแน่ะ
แถมนี่ยังต้องใช้หน้าตาของเสิ่นจี้จือในโรงงานอีก นางจะมาทำตัวได้คืบจะเอาศอกขอจดบัญชีไม่ได้ นั่นจะเกินไปหน่อย
ในใจของเจี่ยนฮวนมีความสุขมาก นางถามเขาว่า "ท่านจะกลับพร้อมกันไหมเ้าคะ?"
เสิ่นจี้จือส่ายหน้า "คืนนี้ข้าต้องอยู่เวรที่หอหลอมศาสตรา"
เจี่ยนฮวนพยักหน้า แล้วโบกมือลาเขา
เสิ่นจี้จือกลับเข้าไปในหอหลอมศาสตรา ขอยืมตำราหลอมศาสตรามาเล่มหนึ่ง เปิดไปที่หน้าพู่กันอักขระ อ่านอย่างละเอียดรอบหนึ่ง แล้วจึงเริ่มลงมือ
กระบี่เล่มนั้นของเขา ั้แ่ต้นจนจบเขาก็เป็คนปลุกปล้ำทำเอง กระท่อมไม้เขาก็สร้างเอง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เสิ่นจี้จือลงมือทำของ ดังนั้นเขาจึงทำได้อย่างคล่องแคล่ว
ภายใต้แสงสว่างของหอหลอมศาสตรา เสิ่นจี้จือกำท่อนไม้ไว้หลายท่อน ใช้มีดเล็กๆ ค่อยๆ ขัดเกลาให้พวกมันเป็รูปทรงเดียวกัน แล้วใช้พลังปราณธาตุไฟค่อยๆ หลอมรวมพวกมันเข้าด้วยกันอย่างประณีต
ภายใต้พลังปราณสีแดงเพลิง สะท้อนใบหน้าที่ละเอียดอ่อนและมุ่งมั่นของเด็กหนุ่ม ดูราวกับภาพวาด
เมื่อแสงอรุณเริ่มจับขอบฟ้า พู่กันอักขระที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความสง่างามด้ามหนึ่ง ก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามืออันขาวสะอาดของเขา
