หลี่อันหรานพลันยู่ปาก แววตาเจือร่องรอยขุ่นเคืองนิดๆ “ท่านแม่ ท่านอย่าเอาแต่กล่าววาจาเช่นนี้ได้หรือไม่? ข้าไม่ได้โทษท่านสักหน่อย ท่านไม่ได้ทำอันใดผิดต่อข้าทั้งนั้น”
สายตาของเสิ่นอิ๋นหวนหยุดที่แผลเป็บนใบหน้าหลี่อันหรานอีกครั้ง หลี่อันหรานััได้ถึงสายตาจากนางจึงหันหน้าไปทางอื่น นางหันไปใส่ฟืนที่ติดไฟแล้วเข้าไปในเตา
แม้จะมองไม่เห็น แต่นางรู้ว่าเสิ่นอิ๋นหวนต้องร้องไห้อยู่แน่นอน นอกจากนี้ คงพยายามสะกดกลั้นทำนบอารมณ์ไม่ให้นางรับรู้
หลี่อันหรานก้มหน้าพูดโดยไม่หันไปมอง “ท่านแม่ ท่านอย่าเอาแต่เป็แบบนี้ ในเมื่อข้ามีแผลเป็ไปแล้ว นั่นก็เป็โชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ขอเพียงข้ายอมรับได้ก็พอ ท่านอย่าเอาแต่ร้องไห้ ่นี้สายตาท่านไม่ค่อยดี หากร้องไห้จนสายตามีปัญหาขึ้นมา ผู้ใดจะช่วยข้าดูแลน้องชายน้องสาว”
เสิ่นอิ๋นหวนรีบเช็ดน้ำตาพร้อมพยักหน้า “ได้ แม่ไม่ร้องแล้ว แม่ผิดไปแล้ว”
“ท่านแม่วางใจเถิด” หลี่อันหรานเว้นวรรคและว่าต่อ “หากแผลเป็นี้ทำให้ข้าไม่อาจแต่งงานได้ชั่วชีวิต เช่นนั้นข้าก็จะอยู่ดูแลท่านตลอดไป แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือเ้าคะ อีกอย่าง ข้ามองว่าเมื่อดอกไม้ผลิบาน ผีเสื้อย่อมเข้ามาตอมเอง หากชอบข้าจากใจจริงก็ต้องไม่สนใจแผลเป็”
แม้จะพูดแบบนี้ แต่หากเลือกได้ ผู้ใดจะเลือกทางนี้กัน?
สิ่งที่ทำให้เสิ่นอิ๋นหวนวางใจคือท่าทีของหลี่อันหราน นางไม่ได้อมทุกข์เพราะแผลเป็แต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังกลายเป็คนมองโลกในแง่ดีและกล้าหาญขึ้นด้วยซ้ำ
“หากฉางควนไม่ใช่คนคนนั้น วันหน้าแม่จะช่วยหาให้ใหม่” เสิ่นอิ๋นหวนยังคงปลอบบุตรสาว
หลี่อันหรานยิ้มขมขื่น “พอแล้วเ้าค่ะ ท่านไม่ต้องคิดเื่นี้แล้ว ฉางควนก็บอกแล้วว่าเขามีพ่อแม่มีพี่น้อง จะให้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ท่านเลิกคิดเถิด”
ระหว่างที่กำลังคุยกัน อยู่ๆ หลี่อันอันก็วิ่งหอบหายใจเข้ามา เมื่อก่อนสุขภาพหลี่อันอันอ่อนแอ โชคดีที่ตอนนี้บรรเทาลงมากแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงหอบขนาดนี้?” หลี่อันหรานขมวดคิ้วมองนาง
“ท่านพี่ คือว่า…พี่ชายฉาง… พี่ชายฉาง…”
“เ้าหมายถึงฉางควน? เขาเป็อะไรหรือ?”
“พี่ชายฉางออกไปแล้ว แต่ข้าไม่รู้ว่าไปที่ใด” หลี่อันอันเพิ่งควบคุมจังหวะหายใจให้พูดรู้เื่ได้
หลี่อันหรานนิ่งไป จากนั้นนางรีบลุกออกไปที่ลานบ้าน มองไปทางห้องของเจียงเฉิงแล้วมองไปนอกบ้านก่อนจะถามหลี่อันอัน “เ้ากลับมาจากทิศใด?”
“เมื่อครู่ข้าตามท่านพี่ฉางออกไป เขาเดินไปทางบ้านป้าสะใภ้ใหญ่กับป้าสะใภ้รอง ข้าจึงรีบกลับมาบอกท่านทันที”
สีหน้าของหลี่อันหรานไม่สบอารมณ์กว่าเดิม เขาไปหาหลี่เยวี่ยซือใช่หรือไม่? หรือจะชอบสตรีนางนั้นเข้าจริงๆ ?
เสิ่นอิ๋นหวนเห็นหลี่อันหรานมีสีหน้าไม่สู้ดีนักก็รีบพูด “อาจจะไปทำธุระก็ได้ อีกเดี๋ยวคงกลับ”
“ท่านแม่ เขาไม่ได้ไปธุระ ท่านก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าเขาไปหาหลี่เยวี่ยซือ” สิ้นเสียง นางก็เดินไปยังประตูบ้านทันที
เสิ่นอิ๋นหวนเข้าใจว่าบุตรสาวจะไปหาหลี่เยวี่ยซือก็เตรียมห้าม ทว่าหลี่อันหรานกลับหยุดยืนที่ประตู จากนั้นก็ปิดประตูให้สนิทก่อนจะเดินกลับมา
“ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดประตูให้ฉางควนทั้งนั้น ผู้ใดเปิดประตูให้เขาก็เท่ากับแตกหักกับข้า” พูดจบแล้วก็เดินกลับห้องตัวเองทันที นางขังตัวเองไว้ในห้อง ขนาดหลี่อันอันมาเรียกไปกินข้าวเที่ยงก็ยังไม่ยอมออกมา
่บ่ายยาวนานเกินไป หลี่อันหรานเก็บตัวในห้องจนเบื่อ โมโหก็ส่วนโมโห เมื่อเวลาผ่านไปก็จะดีขึ้นเอง จะให้เอาแต่โมโหจนตัวเองลำบากหรือไร? ถ้าเช่นนั้นนางคงโง่งมแล้ว
ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ผ่านพ้นเวลามื้อเที่ยงไป นางจึงหันไปคิดค้นเต้าเจี้ยวเผ็ดของตัวเองต่อ นางรู้ว่าคนที่นี่ไม่เคยกินของสิ่งนี้ เป็ไปได้ว่าจะยังไม่คุ้นกับรสชาติของพริก ดังนั้น นางจึงต้องใส่พริกเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้รสเผ็ดอ่อนๆ เท่านั้น จากนั้นค่อยทำเต้าเจี้ยวที่รสจัดแยกออกมาอีกหนึ่งอย่าง นางอยากให้คนที่นี่ค่อยๆ ปรับตัวจนยอมรับได้
หลังจากที่สมาธิของนางไปจดจ่ออยู่กับเื่ของตัวเอง นางก็ค่อยๆ อารมณ์ดีขึ้น ดีจนเกือบลืมเื่ของเจียงเฉิงไปเสียสนิท
……
เจียงเฉิงเดินทางมายังบ้านของหลี่เยวี่ยซือหลังจากที่ออกจากบ้านของหลี่อันหราน หลี่เยวี่ยซือเป็ลูกสาวของเหอชุนฮวาซึ่งเป็สะใภ้รอง ตอนนี้กำลังดื่มชาอยู่ในบ้าน แม้ครอบครัวนางจะไม่ได้ร่ำรวย ทว่าหากเทียบกับหลี่อันหรานแล้วนับว่าดีกว่ามาก
ดูจากแค่ประตูไม้กับเสาศิลาที่อยู่สองข้างฝั่งประตูก็รู้แล้วว่าครอบครัวนางถือว่าเป็ผู้มีอันจะกินของที่นี่
หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ไกล และบ้านของหลี่เยวี่ยซือก็ตั้งอยู่บนทางที่จะใช้เดินทางเข้าเมืองพอดี ผิดกับบ้านของหลี่อันหรานที่ถึงแม้จะอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ไกลเช่นกัน แต่กลับลับตาคนกว่ามาก
บ้านของหลี่เยวี่ยซือมีเด็กรับใช้ทำหน้าที่เฝ้าประตู เด็กรับใช้คนนี้เห็นเจียงเฉิงเดินมาก็ปรี่เข้ามาขวาง
เจียงเฉิงมองเด็กรับใช้หน้าตาไม่กี่ขวบคนนี้พลางว่า “ข้ามาพบแม่นางหลี่เยวี่ยซือ ไม่ทราบว่านางอยู่หรือไม่?”
เด็กรับใช้เกาศีรษะเหมือนไม่เข้าใจ เสื้อผ้าที่เขาสวมดูเก่าโทรมมาก เจียงเฉิงกังวลเหลือเกินว่าเขาจะตอบว่าไม่รู้จักหลี่เยวี่ยซือ โชคดีที่ในที่สุดอีกฝ่ายก็ตาลุกวาว “ข้านึกออกแล้ว เชิญคุณชายรอประเดี๋ยว”
จากนั้นจึงหันหลังวิ่งเข้าบ้านไป
เจียงเฉิงมาจากตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวง เขารู้มารยาทในการเข้าพบผู้อื่นเป็อย่างดี แต่เขานึกไม่ถึงว่าในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้จะมีครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับเื่นี้ด้วย ต่างกับครอบครัวของหลี่อันหรานที่ถึงแม้จะได้ย้ายจากบ้านโคลนไปอยู่บ้านไม้ สภาพความเป็อยู่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทว่าสิ่งที่เพิ่มมากลับมีแค่รั้ว
หลี่เยวี่ยซือได้ยินว่ามีคนมาขอพบก็รีบถาม “ผู้ใดกัน?”
เด็กรับใช้เกาศีรษะหัวเราะแห้งๆ “คุณหนู ข้าลืมถามชื่อเขาขอรับ”
“ไร้ประโยชน์สิ้นดี สอนไปตั้งกี่ครั้งแล้วยังไม่รู้จักจำอีก รีบออกไปถามมาสิ” หลี่เยวี่ยซือขมวดคิ้ว เมื่อก่อนนี้ครอบครัวนางถือว่าเป็ชนชั้นสูงในเมืองหลวงเช่นกัน ในบ้านย่อมมีบ่าวใช้คอยปรนนิบัติ ส่วนตัวนางก็มีศักดิ์เป็คุณหนูตระกูลหลี่
น่าเสียดายที่บัดนี้ทุกอย่างเป็เพียงอดีต แค่จะหาเด็กรับใช้ที่เฉลียวฉลาดสักคนยังยากขนาดนี้
เด็กรับใช้เตรียมจะวิ่งออกไปแต่ถูกหลี่เยวี่ยซือห้ามไว้ก่อน “ไม่ต้องแล้ว ข้าไปดูเองดีกว่า” นางว่า ในใจก็ครุ่นคิดว่าผู้ใดกันที่มาหาในเวลาเช่นนี้?
หลี่เยวี่ยซือออกมาแล้วมองไปทางประตู นางเห็นเงาร่างสูงโปร่งสง่างามของเจียงเฉิงยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เขาเหมือนยอดบุรุษท่ามกลางปุถุชน ต่างจากชาวบ้านชนบทที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างพวกนั้นโดยสิ้นเชิง
หลี่เยวี่ยซือยกชายกระโปรงวิ่งเหยาะๆ ไปหา ไม่อาจปกปิดท่าทีตื่นเต้นได้มิด “ท่านพี่ฉางมาได้อย่างไรเ้าคะ? รีบเข้ามานั่งก่อนเ้าค่ะ”
เจียงเฉิงไม่คิดจะเข้าไป เขาประสานมือทักทายแล้วกล่าวว่า “ข้ามาเพื่อคุยเื่ที่ยังคุยกันไม่จบเมื่อคราวก่อน คุณหนูหลี่สะดวกคุยกันตามลำพังหรือไม่?”
หลี่เยวี่ยซือยกยิ้ม นางไม่สนว่าเขาจะพูดอะไร ขอแค่เขามา นางก็จะไม่ปล่อยไปแน่นอน นางเข้าไปจับแขนเจียงเฉิงแล้วพาเข้าด้านในโดยไม่สนใจอาการตื่นใของเขา “ไม่มีอะไรสะดวกหรือไม่สะดวกทั้งนั้น ท่านอุตส่าห์มาถึงที่นี่ ข้าย่อมต้องสะดวกคุยอยู่แล้ว ถึงอย่างไรท่านก็เป็แขก มิเช่นนั้นข้าคงถูกท่านแม่ดุว่าไม่มีมารยาท”
เจียงเฉิงปฏิเสธไม่สำเร็จ ได้แต่ตามนางเข้าบ้านไป
ถึงแม้บ้านของหลี่เยวี่ยซือจะดูดีกว่าบ้านของหลี่อันหรานมาก แต่ก็ตกยากเช่นกัน ไม่ถึงขั้นเป็ชนชั้นสูง เป็แค่ชาวบ้านธรรมดาที่ฐานะดีหน่อยและมีเด็กรับใช้เป็หน้าเป็ตาให้ก็เท่านั้น
โดยปกติแล้วไม่มีสาวใช้คอยปรนนิบัติเช่นกัน คนเดียวที่เรียกนางว่าคุณหนูคือเด็กรับใช้
