บทที่ 14
ฉุดคร่าชายชาวบ้าน
เมื่อเห็นว่าพวกเขายิ่งเดินยิ่งเข้าสู่ที่เปลี่ยว จนกระทั่งเลี้ยวเข้าสู่ตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในใจของซ่งหยวนก็ยิ่งกระวนกระวาย
ตลอดทางทั้งสองคนจับตาดูเขาแจไม่ห่าง จะหาข้ออ้างปลีกตัวหนีก็ยากเหลือเกิน
ซ่งหยวนคลำเศษเงินที่หน้าอก โชคดีที่เขาเก็บเงินส่วนใหญ่ไว้ในมิติแล้ว หากสถานการณ์ไม่สู้ดี เขาจะควักเศษเงินพวกนี้ออกมา ถือเสียว่าจ่ายค่าคุ้มครองไปก็แล้วกัน
คิดได้ดังนั้นซ่งหยวนก็เริ่มหายลนลาน แต่ก็อดที่จะรู้สึกไม่สบอารมณ์ไม่ได้ เงินที่เขาอุตส่าห์หามาด้วยความยากลำบากยังไม่ทันจะอุ่นกระเป๋า ก็จะถูกปล้นเสียแล้ว
เดินตรงไปตามตรอกจนเกือบสุดทาง พวกเขาก็หยุดลงที่หน้าบ้านราษฎรหลังหนึ่ง
ซ่งหยวนมองดูประตูไม้สีแดงชาดที่สีซีดจางและกะเทาะล่อนเบื้องหน้า มันดูราวกับสัตว์ประหลาดขนาดั์ที่พร้อมจะเขมือบเขาเข้าไปได้ทุกเมื่อ ทำเอาหัวใจของซ่งหยวนเต้นรัวด้วยความประหม่า
ชายตัวสูงผลักไหล่เขาพลางเอ่ยอย่างรำคาญ "อย่ามัวแต่มะงุมมะงาหรา รีบเข้าไป"
ประตูแง้มอยู่ เพียงแค่ผลักก็เปิดออก
ซ่งหยวนก้าวเท้าเข้าประตูไปอย่างเชื่องช้า เมื่อเข้าไปแล้วก็พบกับลานบ้านรูปทรงสี่เหลี่ยม มีเด็กกึ่งโตกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นสนุกกันอยู่ในลาน
ห้องโถงหลักตั้งอยู่ตรงข้ามประตูใหญ่ ทั้งฝั่งซ้ายและขวามีห้องปีกข้างฝั่งละสองสามห้อง มองผ่านหน้าต่างกระดาษเห็นเงาคนเดินไปมาลางๆ
ซ่งหยวนเดินตามพวกเขาไปยังห้องโถงหลัก ขึ้นบันไดไปก็พบกับห้องรับแขก
ทันทีที่เข้าประตู ชายตัวเตี้ยก็รีบเสนอหน้าชิงผลงาน "ลูกพี่อิน ข้าพามันกลับมาแล้วขอรับ"
ชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แท่นไม้ (เก้าอี้ไท่ซือ) มือหนึ่งถือถ้วยชา เมื่อเห็นซ่งหยวนมาถึง เขาก็ขมวดคิ้วแน่น ตีหน้าขรึมจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างเ็า
เ้าโสว่โหวที่ยืนอยู่ข้างกายชายคนนั้นวางท่าทางพยองพองขน
ซ่งหยวนหลุบตาลงเอ่ยอย่างนอบน้อม "ลูกพี่อิน"
ชายคนนั้นใช้สายตาประหลาดพินิจซ่งหยวนอยู่ครู่หนึ่ง ถึงค่อยค้นหาคนๆ นี้เจอในความทรงจำ
จะโทษเขาไม่ได้หรอก เพราะในพรรคมีคนตั้งหลายสิบคน เขาไม่มีทางรู้จักทุกคนได้หมด
อีกอย่าง ซ่งต้าซู่คนก่อนนั้นทำตัวมอมแมมหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ทุกวัน ใครจะไปจำได้ว่าดั้งเดิมหน้าตาเป็อย่างไร
ลูกพี่อินกระตุกมุมปาก ยิ้มกึ่งบึ้ง "ในที่สุดข้าก็รอจนเ้ามาถึงจนได้"
บนใบหน้าของชายคนนี้มีรอยแผลเป็ทางหนึ่ง ลากยาวั้แ่หางตาไปจนถึงใต้คาง หน้าตาดูดุร้ายชวนให้ผู้คนหวาดเกรง
โดยเฉพาะเวลาที่เขายิ้ม ยิ่งดูสยองขวัญสั่นประสาทมากขึ้นไปอีก
ใจของซ่งหยวนกระตุกวูบ รีบแสร้งทำเป็ตื่นตระหนกทันที "ความจริงข้าตั้งใจจะมาคารวะท่านอยู่แล้วขอรับ แต่จะมาหาท่านดุ่มๆ มือเปล่าได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องมีของติดไม้ติดมือมาฝากบ้าง ไม่อย่างนั้นจะกล้าสู้หน้าท่านได้อย่างไร"
เขาเหลือบมองสีหน้าลูกพี่อิน เห็นว่าอีกฝ่ายดูจะไม่กริ้ว จึงปั้นหน้ายิ้มประจบต่อ "นี่ข้ากำลังเตรียมจะไปหาซื้อของฝากอยู่พอดี ก็ได้ยินว่าท่านอยากพบข้า กลัวท่านจะรอนาน ข้าเลยรีบควบม้า (ซอยเท้า) มาหาท่านทันที จนไม่มีเวลาแวะซื้อของฝากเลยขอรับ"
ชายตัวสูงเห็นเขาหลับตาพูดปดหน้าตาย ก็รีบเอ่ยขัดอย่างไม่ยอมความ "ลูกพี่อิน อย่าไปฟังมันพูดจาเลอะเทอะนะขอรับ มันน่ะจงใจจะเผ่นออกจากเมืองชัดๆ"
"ใช่ขอรับ" ชายตัวเตี้ยรีบเสริม "พวกเราดักมันไว้ได้ที่หน้าประตูเมืองพอดีเลย"
"ที่พวกมันพูดมาเป็เื่จริงรึ?" ลูกพี่อินคว่ำมุมปากลง เค้นเสียงถามอย่างทะมึน
ซ่งหยวนยังคงรักษาสีหน้าให้ดูเป็ปกติ "ย่อมไม่ใช่ขอรับ ข้าแค่จะไปบอกคนขับเกวียนสักคำว่าวันนี้ข้ายังไม่กลับ ให้เขาไม่ต้องรอข้าเท่านั้นเอง"
ซ่งหยวนรู้ดีว่าเหตุผลของเขามันฟังไม่ค่อยขึ้นนัก แต่ในเวลาอันสั้นเขาก็นึกข้ออ้างที่ดีกว่านี้ไม่ออก ได้แต่แถไถเอาตัวรอดไปก่อน
ลูกพี่อินทำสีหน้าเคร่งขรึม ไม่บอกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่กลับเอ่ยอย่างมีเลศนัยว่า "งั้นเ้ารู้ใช่ไหมว่าที่ข้าเรียกเ้ามา เป็เพราะเื่อะไร?"
โสว่โหวที่อยู่ข้างๆ ทำสีหน้าแบบ "แกจบเห่แน่" ใส่เขา
ซ่งหยวนเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี อดสงสัยไม่ได้ว่าตนเองไปทำความผิดร้ายแรงอะไรไว้จริงๆ หรือเปล่า
พอเขาลองค้นความทรงจำของเ้าของร่างเดิมดูอีกที เขาก็แทบจะกลั้นสบถไว้ไม่อยู่
ก่อนหน้านี้ซ่งหยวนมองว่าแก๊งที่เ้าของร่างเดิมสังกัดอยู่เป็แค่พวกเด็กเกเรที่หาเื่ไปวันๆ จึงไม่ได้ให้ความสำคัญนัก ทำให้เขามองข้าม "กฎเหล็ก" บางอย่างที่สำคัญไป
กฎของพรรคมีอยู่ว่า รายได้ทั้งหมดที่หามาได้จากภายนอก รวมถึงค่าคุ้มครองที่เก็บมาได้ ต้องนำมาส่งส่วยให้พรรคครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งที่เหลือถึงจะเก็บไว้ใช้เองได้
เมื่อก่อนเ้าของร่างเดิมอาศัยค่าคุ้มครองเล็กๆ น้อยๆ ประทังชีวิต ทุกครั้งที่ส่งส่วยเสร็จ ก็จะเอาเงินที่เหลือไปถลุงในบ่อนพนันจนหมดตัว แล้วค่อยกลับไปรีดไถค่าคุ้มครองใหม่
แต่สมาชิกพรรคบางคนบางครั้งก็จะไปรับจ้างทำงานจิปาถะ ทว่าไม่ว่าจะได้เงินมาจากทางไหน ก็ต้องแบ่งครึ่งหนึ่งให้พรรคเสมอ
หากใครแอบงุบงิบเงินไว้ หรือปกปิดรายได้ หากถูกจับได้ละก็ เบาะๆ คือขาหักแล้วถูกขับออกจากพรรค แต่ถ้าหนักๆ ละก็... หึหึ ถูกตีตายแล้วเอาไปฝังทิ้งได้เลย
ซ่งหยวนตัวสั่นสะท้าน สมองหมุนติ้วคิดหาทางแก้ไขสถานการณ์ เขาเอ่ยอย่างพินิจพิเคราะห์ "เดิมทีเงินจำนวนนี้ก็ควรจะส่งส่วย..."
ทันทีที่คำพูดหลุดจากปาก ลูกพี่อินก็กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง "ปัง!"
ซ่งหยวนสะดุ้งสุดตัว หัวใจแทบหยุดเต้น
"ดี! เ้าหนูดีมาก!" จู่ๆ สีหน้าของลูกพี่อินก็เปลี่ยนจากเมฆครึ้มเป็ฟ้าสาง เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "ถ้าไม่ใช่เพราะโสว่โหวมาบอกข้า ข้าก็ไม่รู้เลยว่าในพรรคพิชิตธานอสของเรา จะมีคนเก่งกาจสามารถอย่างเ้าซ่อนอยู่ด้วย"
เอ๋... หา?!
ซ่งหยวนนึกว่าตัวเองหูฝาดไป พอหันไปมองโสว่โหวฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายก็ทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
ลูกพี่อินลุกขึ้น เดินดุ่มๆ มาหยุดตรงหน้าซ่งหยวน แล้วตบไหล่เขาอย่างแรง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับจะมอบหมายภารกิจกู้โลก "ข้าตัดสินใจแล้ว ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ข้าจะเลื่อนตำแหน่งให้เ้าเป็ 'เ้าสำนัก' ของพรรคเรา!"
ซ่งหยวนอึ้งกิมกี่ไปพักใหญ่ ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงจู่ๆ จะมาเลื่อนตำแหน่งให้เขา
เขาตั้งใจจะลาออกจากพรรคอยู่แล้ว ย่อมไม่สามารถตอบตกลงได้
จึงเอ่ยปฏิเสธอย่างนุ่มนวล "ข้ารู้สึกว่าข้ายังไม่คู่ควรกับตำแหน่งเ้าสำนัก ท่านโปรดพิจารณาดูอีกทีเถิดขอรับ"
"ไม่ต้องพิจารณาแล้ว ข้าเห็นแววในตัวเ้า" ลูกพี่อินลูบคาง "ข้าเชื่อว่าเ้าทำได้"
ไม่ๆๆ ข้าทำไม่ได้ ข้าทำไม่ได้จริงๆ!
ลูกพี่พรรคนี้มีนิสัยพิลึกแบบนี้ตลอดเลยรึไงกัน?
ซ่งหยวนเริ่มสงสัยในชีวิต
โสว่โหวดูจะสติแตกยิ่งกว่าเขาเสียอีก เขาโวยวายด้วยความแค้นเคือง "ลูกพี่อิน เ้าเด็กนี่มันตั้งใจจะปกปิดพี่น้องเพื่อแอบไปรวยคนเดียวนะขอรับ ท่านจะไปเลื่อนตำแหน่งให้มันทำไม!"
ลูกพี่อินถลึงตาใส่เขา เอ่ยอย่างรำคาญใจ "เ้าจะไปรู้อะไร ไสหัวไปไกลๆ"
เมื่อเห็นลูกพี่อินะเิอารมณ์ ชายตัวสูงและตัวเตี้ยทั้งสองคนก็ไม่กล้าอ้าปากอีก
ซ่งหยวนเอ่ยอย่างระมัดระวัง "ท่านอย่าไปฟังโสว่โหวพูดเลอะเทอะเลยขอรับ ข้าก็แค่รับจ้างวิ่งส่งของให้คนอื่นเขา ไม่ได้เงินกี่อีแปะหรอกขอรับ"
เขาสวมบทบาทผู้น่าสงสารต่อ "อีกอย่าง ท่านพ่อท่านแม่ของข้าเพิ่งจะจากไป ในบ้านเหลือเพียงเด็กเล็กๆ ไม่กี่คน ข้าในฐานะพี่ใหญ่ สมควรจะอยู่ดูแลน้องๆ ที่บ้าน ไม่สะดวกที่จะมาจัดการธุระในพรรคจริงๆ ขอรับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลูกพี่อินก็ใ "เป็เช่นนี้เองรึ"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนใจคออำมหิตไร้เหตุผล ซ่งหยวนจึงแสร้งใช้แขนเสื้อซับหางตา เอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "ข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ ถึงต้องไปรับจ้างวิ่งส่งของ แค่อยากหาเงินไม่กี่อีแปะมาจุนเจือครอบครัวเท่านั้น"
"ในบ้านยังมีน้องเล็กที่ต้องเลี้ยงดู น้องคนสุดท้องยังเป็ทารกอยู่เลยขอรับ ท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่ได้ทิ้งที่นาไว้ให้ ตอนนี้ที่บ้านยากจนข้นแค้นจนไม่มีข้าวจะลงหม้อแล้วขอรับ"
ลูกพี่อินทอดถอนใจ "ชีวิตเ้านี่ก็ลำบากไม่เบานะ"
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง "เอาละ ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็จะไม่บังคับเ้า เ้ากลับไปเถอะ"
โสว่โหวที่ยังไม่หายแค้นเอ่ยขัด "ลูกพี่อิน มันละเมิดกฎพรรคชัดๆ จะปล่อยมันไปง่ายๆ แบบนี้ได้อย่างไร อย่างน้อยก็ควรให้มันส่งเงินที่หามาได้ทั้งหมดมานะขอรับ"
ซ่งหยวนขบกรามแน่น ไอ้หมาลอบกัด กัดข้าไม่ปล่อยเลยนะ เดี๋ยวเถอะ ข้าจะคิดบัญชีกับแกทีหลัง
ในใจเขาสบถด่าปานพายุบุแคม แต่มือขวากลับทำตามอย่างว่าง่าย ล้วงเข้าไปในอกหยิบเศษเงินสองสามชิ้นกับอีแปะอีกกำมือหนึ่ง รวมๆ กันแล้วไม่ถึงครึ่งตำลึงเงินด้วยซ้ำ แล้วจึงแยกแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาเตรียมจะส่งให้
ลูกพี่อินโบกมือปัด "ไม่ต้องให้หรอก เก็บไว้ใช้เองเถอะ ไหนบอกว่าที่บ้านไม่มีข้าวจะลงหม้อแล้วไม่ใช่รึไง"
ซ่งหยวนประหลาดใจจริงๆ เ้าของร่างเดิมเป็เพียงสมาชิกสมาชิกระดับล่างสุด
ปกติทำหน้าที่แค่เก็บค่าคุ้มครอง หรือไม่ก็เป็หน่วยทะลวงฟันเวลาไปชกต่อยกับคนอื่น ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้คนระดับบริหารของพรรคหรอก เขาจึงไม่คุ้นเคยกับเ้าสำนักหรือลูกพี่อินคนนี้เลย
ซ่งหยวนจินตนาการไว้ว่าหัวหน้าพรรคใหญ่น่าจะเป็พวกเ็า โเี้ ฆ่าคนไม่กระพริบตา
ใครจะไปนึกว่าตัวจริงจะหลอกง่ายขนาดนี้ แถมยังมีใจนักเลงขี้สงสารคนอื่นอีกต่างหาก
"ลูกพี่อิน..."
โสว่โหวจะอ้าปากค้านต่อ ทว่าเสียงเคาะประตูก็ขัดจังหวะคำพูดของเขาเสียก่อน
"ปัง ปัง ปัง!"
มีคนเคาะประตูใหญ่จากข้างนอกอย่างแรง
"มาแล้วๆ" คนในห้องปีกข้างรีบวิ่งออกไปเปิดประตู
ในระยะที่ห่างกันไม่ไกลนัก ภายในห้องโถงหลักสามารถได้ยินเสียงพูดคุยข้างนอกลางๆ "ที่แท้ก็ท่านมือปราบ ไม่ทราบว่าท่านมีธุระอะไรหรือขอรับ?"
คนข้างนอกะโเสียงดัง "ข้าได้รับแจ้งจากราษฎรว่า พวกเ้ามีการ 'ฉุดคร่าชายชาวบ้าน' หลีกไป! พวกเราจะเข้าไปตรวจค้น!"
ซ่งหยวน "?"
ฉุดคร่า? ฉุดคร่าอะไร!
