สายลมยามราตรีบนยอดเขาสูงเสียดฟ้าพัดกรรโชกหวีดหวิว หอบเอาความหนาวเหน็บที่สามารถบาดลึกสั่นเทาถึงกระดูกดำพัดผ่านกระทบร่างของชายชราผู้หนึ่งที่บัดนี้ความรู้สึกต่างๆเริ่มด้านชา
เกือบครึ่งค่อนชีวิตที่เคยนั่งบนบัลลังก์ทองคำดั่งเช่นวันวาน ชั่วเวลานี้กลับกำลังทอดกายลงนอนราบไปกับแท่นหินเย็นเยียบสุดของยอดเขา แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบกับชุดคลุมสีดำทมิฬที่ปักดิ้นทองลวดลายัทะยานฟ้า ชายชราผมขาวโพลนทั้งศีรษะ ิัที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อนั้นหยาบกร้าน เต็มไปด้วยร่องรอยแผลเป็นับไม่ถ้วน—หลักฐานแห่งการฆ่าฟันและการต่อสู้ที่ยาวนานนับศตวรรษ นิ้วมือที่เคยกระชับดาบสังหารผู้คนมากมายจนเืนองแผ่นดิน บัดนี้กลับวางสงบนิ่ง
เบื้องล่างหน้าผานั้น... มิใช่ความว่างเปล่า แต่มันคืออาณาจักรที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา รัศมีกว่าร้อยกิโลเมตรถูกโอบล้อมด้วยกำแพงป้อมปราการมหึมาดั่งัขดตัว ตามแนวลาดเขาที่ลดหลั่นเป็ขั้นบันไดเต็มไปด้วยแปลงเกษตรเขียวขจีและบ้านเรือนราษฎรนับแสน แสงไฟจากโคมนับล้านดวงในเขตเมืองชั้นในส่องสว่างดุจทางช้างเผือกบนพื้นดิน—นั่นคือเขตปกครองพิเศษของ พรรคมาร์ ดินแดนเอกราชที่แม้แต่องค์ฮ่องเต้ผู้เปรียบดั่งโอรส์ยังมิกล้าย่างกรายใกล้
เย่เฉิน ในวัย 79 ปี ทอดสายตามองหมู่ดาวบนฟ้าด้วยแววตาที่ลึกล้ำ ร่างกายของเขาเหี่ยวย่นบอบบาง ทั้งที่ระดับลมปราณของเขาคือจุดสูงสุดที่สามารถคงความหนุ่มแน่นไว้ได้ตลอดกาล แต่เขากลับปฏิเสธสิ่งเ่าั้ ปล่อยให้สังขารร่วงโรยไปตามธรรมชาติ
“ท่านประมุข... นี่ท่านคิดดีแล้วจริงๆ งั้นรึ?”
เสียงแหบพร่าแต่กังวานด้วยพลังวัตรดังแทรกเสียงลม ชายหัวล้านในชุดจีวรสีดำผ้าคาดบ่าสีเืหมูยืนข้างกายในมือของเขาหมุนลูกประคำกระดูกเสียงดัง กริ๊ก... กริ๊ก... เป็จังหวะสม่ำเสมอ
ั์ตาที่เคยดุดันดั่งพยัคฆ์ร้ายบัดนี้กลับดูสงบนิ่งและลึกล้ำประดุจมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ชายชราหัวเราะในลำคอแ่เบาริมฝีปากที่แห้งผากยกยิ้มจางๆ โดยไม่ละสายตาจากดวงดาว “หึ... ข้าคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลัวฮั่น...”
“ท่านเป็ถึงมาร์ผู้ยิ่งใหญ่!” ชายหัวล้านก้าวเท้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว กล่าวด้วยน้ำเสียงเทิดทูนแผ่แรงกดดันทางพลังปราณมหาศาลออกมาอย่างทรงพลัง “สยบพื้นที่ภาคกลางที่เต็มไปด้วยพันธมิตรยุทธจักรยอดฝีมือเพียงปลายเล็บ”
หลัวฮั่นมองไปยังเมืองเบื้องล่างที่รุ่งโรจน์ “ท่านใช้เวลาเพียง 35 ปี รวมแผ่นดินเป็หนึ่ง สยบใต้หล้าไว้แทบเท้า สร้างดินแดนที่ไร้ซึ่งา... ด้วยระดับพลังของท่านในตอนนี้การจะมีอายุให้ยืนยาวกว่าหลายร้อยปีก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย ความฝันของปรมาจารย์ยอดฝีมือทุกคนล้วนแล้วแต่ใฝ่ฝันเป็ะ ทะยานสู่แดนเบื้องบน แต่ท่านกลับเบือนหน้าหนีไม่สนใจ... เป็เพราะเหตุใดกัน?”
เย่เฉิน หรือที่ยุทธภพรู้จักในนาม 'เทียนม๋อเย่จวิน' ถอนหายใจยาว ไอสีขาวพวยพุ่งออกจากปาก เขาขยับตัวเล็กน้อย เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบสะท้อนความชราภาพที่สังขารร่วงโรยไปตามกาลเวลา แม้พลังยุทธ์จะเทียมฟ้า แต่ใจเขามันแก่เกินเยียวยา เขายกมือที่สั่นเทาและหยาบกร้านขึ้นไขว่คว้าความว่างเปล่า
“หลัวฮั่นกุ่ยโส่ว... ตัวท่านก็เดินทางกับข้ามาเนิ่นนาน ได้พานพบเห็นมิตรสหาย ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ที่ต่างตกตายจากการแก่งแย่งชิงในอำนาจอันไม่มีที่สิ้นสุด...” เขาหยุดพักสายตา มองเหม่อไปยังทะเลเมฆหมู่ดาราบนฟากฟ้าอีกครั้ง “รวมแผ่นดินเป็หนึ่งแล้วยังไง? ที่หนึ่งในใต้หล้าเหนือผู้คนแล้วอย่างไร? หากมนุษย์ล้วนแล้วยังมีความโลภ กิเลส แรงปรารถนา... การเสียเืเนื้อก็ยังไม่จบสิ้น”
นิ้วมือหยาบกร้านเคาะลงแท่นหินเย็นเยียบเบาๆ ตึก... ตึก...
“มิมีโลกใดที่เรียกว่าสงบสุขได้แท้จริง แม้จะสงบสุขแค่ไหนก็ต้องมีคนชั่ว เมื่อมีคนชั่วก็ย่อมเกิดปัญหา จากคนชั่วไม่กี่คนก็จะกลายเป็คนชั่วหลายคน หลัวฮั่น... ท่านลองดูแสงไฟเบื้องล่างนั่นสิ... ข้าสร้างมันขึ้นมา ข้าสร้างกฎระเบียบ ข้าฆ่าคนชั่วเพื่อหยุดคนชั่ว... แต่มันไม่เคยจบสิ้น วัฏจักรความโลภของมนุษย์มันวนเวียนไม่มีวันรู้จบ... แม้แต่ดินแดนเบื้องบนที่พวกเ้าใฝ่ฝัน ข้ามั่นใจว่าที่นั่นก็ยังมีการแข่งขันเพื่อเหนือกว่ากัน แล้วเหตุใดข้าที่พยายามจะหาหลักยึดเหนี่ยว จักต้องนำพาตัวเองไปยังที่มีการแข่งขันกันอีกด้วยเล่า”
หลัวฮั่นกุ่ยโส่วหยุดมือที่หมุนลูกประคำ ดวงตาฉายแววสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะพนมมือขึ้น “อามิตตาพุทธ... ที่ท่านประมุขกล่าวมาก็นับว่ามีเหตุผลแล้วนักในทางโลกนี้ มนุษย์เรานั้นตราบใดที่ยังมีแรงขับเคลื่อนโหยหาในสิ่งที่้า สิ่งเ่าั้ก็จะไม่มีวันจบสิ้น มิมีที่ใดเรียกสงบอย่างแท้จริง นอกจากใจและความรู้สึกนึกคิดของเราเอง”
ความหนาวเย็นของแท่นหินซึมผ่านเสื้อผ้า แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกตื่นตัวเป็ครั้งสุดท้าย หมู่จันทราดาราในคืนนี้ ค่อยๆทำให้ภาพทับซ้อนในความทรงจำเริ่มไหลย้อนกลับมา ไม่ใช่ภาพการนองเื ไม่ใช่ภาพศัตรูที่ถูกบดขยี้ แต่เป็ภาพแสงไฟนีออน เสียงแตรรถยนต์ และกลิ่นของอาหารข้างทาง...
“ข้าแต่พระพุทธองค์...” เขาพึมพำเสียงแ่ “ชีวิตนี้ตัวข้าตอนนี้นั้นน่าเบื่อยิ่งนัก เป็ะแล้วทำไม? จะมีอายุยืนยาวเพื่ออะไรหากตัวข้านั้นไม่มีเป้าหมายในชีวิต? ตอนแรกกลับโหยหาอยาก แต่เมื่อได้มาตอนนี้กลับรู้สึกว่างเปล่า...”
ความเงียบเข้าปกคลุมยอดเขาชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมที่ยังคงทำหน้าที่เป็พยาน
“คำปรารถนาเดียวในใจของข้าตอนนี้ คือความอ้างว้าง... ทุกวันคืนข้าฝันเห็นแต่โลกใบเก่าที่ข้าจากมา คิดถึงพ่อแม่ที่ข้าไม่เคยใส่ใจในชีวิตก่อน เสียงที่ข้ารู้สึกรำคาญเมื่อพวกเขาคาดหวังดุด่าสั่งสอน อาหารที่ข้าเลิศหรูแพงๆ เ่าั้ที่ข้าเคยกินในภัตตาคารหรูตลอด กลับไม่สู้ความอยากในการกินอาหารฝีมือของครอบครัวข้าอีกครั้ง...”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลซึมออกมาจากหางตาของมาร์ผู้โเี้ มันไหลผ่านร่องลึกบนใบหน้าก่อนจะระเหยไปในความหนาวเย็น
“ตอนนี้ข้าอยากกลับไปยังโลกเดิม... ศตวรรษที่ 21 ข้าจะพยายามเป็ลูกที่ดี รักและเอาใจใส่ มีเวลาให้กับครอบครัวมากกว่าสิ่งใด หากพุทธองค์ได้ยินเสียงคำปรารถนาจากคนบาปเช่นข้า มาร์ผู้นี้ได้โปรดช่วยชโลมดวงิญญาของข้า ให้จากไปอย่างสงบ...”
สิ้นคำอธิษฐาน เปลือกตาของชายชราก็ค่อยๆ ปิดลง ลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอเริ่มขาดห้วง ความมืดมิดคืบคลานเข้ามาจับกุมประสาทััทีละส่วน ปลายนิ้วชาด้าน ความรู้สึกเ็ปจากาแเก่าค่อยๆ เลือนหายไป เสียงลมหวีดหวิวเริ่มไกลออกไป... ไกลออกไป...
สิ่งสุดท้ายที่โสตประสาทของเขาจับได้ คือเสียงสวดมนต์แ่เบาของหลัวฮั่นกุ่ยโส่ว หนึ่งในเจ็ดดารามารยอดขุนพลคู่กาย ผู้ภักดีจนวินาทีสุดท้าย
ความมืด... มันไม่ใช่ความมืดที่น่ากลัว แต่มันคือความสงบที่เขาโหยหามานานนับเกือบร้อยปี
ภาพความทรงจำม้วนสุดท้ายฉายชัดขึ้นมา... เย่เฉิน ชื่อที่ได้รับมาั้แ่ลืมตาดูโลกนี้ั้แ่ตอนทารกจากพ่อแม่ชาวนาในหมู่บ้านอันสุขสงบ เด็กหนุ่มชาวบ้านธรรมดาที่ในวัยเพียง 12 ปีกลับต้องประสบพบเจอชะตากรรมภาพหมู่บ้านที่ถูกเผาไม้กวาดล้างสตรีถูกยำยีส่วนเด็กถูกจับไปปรุงโอสถหลอมยา...ต้องสูญเสียครอบครัวและหมู่บ้านให้กับพวกฝ่ายธรรมะจอมปลอม จนต้องหนีหัวซุกหัวซุน ทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่าสุนัขข้างถนน... กัดฟันเข้าร่วมการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ชั้นเลิศของพรรคมาร แย่งชิงความเป็ตายกับทายาทสายตรงที่มีทั้งโอสถและสมบัติวิชาประจำตระกูลมากมาย... แต่เพราะโอกาสวาสนาโชคชะตาหรือความบังเอิญก็ไม่ทราบทำให้เขาสามารถผ่านบททดสอบอยู่รอดมาได้365วัน จนได้กลายเป็ศิษย์ชั้นในของสำนักมาร
. . .
“นี่ตื่นสิ!”
แรงเขย่ารุนแรงกระชากสติของเขาให้กลับคืนมาอย่างหยาบคาย ความสงบที่กำลังจะโอบอุ้มิญญาถูกฉีกกระชากออกเป็ชิ้นๆ
“ตื่นได้แล้ว! ตื่นเดี๋ยวนี้เลยนะ! นี่นายยังจะทำตัวไร้สาระแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่!”
เสียงแหลมสูงดังก้องจนแก้วหูแทบฉีก เย่เฉินสะดุ้งเฮือกด้วยสัญชาตญาณนักฆ่าที่ร่างกายตอบสนองทันที ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกสูดเข้าปอดราวกับคนจมน้ำ ร่างกายดีดตัวลุกขึ้นนั่งโดยสัญชาตญาณ ดวงตาเบิกโพลงตื่นขึ้น ลมหายใจหอบกระชั้น มือควานหาอาวุธข้างกาย—แต่ทว่า...สิ่งที่มือของเขาัักลับให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มของผ้าไหมเนื้อดี และความยวบยาบของฟูกนอนหนานุ่ม? แสงสว่างจ้าจากหน้าต่างบานมหึมากระแทกเข้าตาจนเขาต้องยกมือขึ้นบัง อาการปวดศีรษะแล่นจี๊ดขึ้นมาเหมือนมีใครเอาค้อนปอนด์มาทุบกลางกบาล ภาพตรงหน้าพร่ามัวหมุนวน เขาพยายามปรับโฟกัสสายตา
ภาพเบื้องหน้าเริ่มชัดเจนขึ้นช้าๆก่อนเขาจะพยายามเริ่มกวาดตามองรอบๆ ภาพแรกที่เห็นไม่ใช่ท้องฟ้ายามราตรีใน่สุดท้าย หรือใบหน้าของหลัวฮั่น... แต่เป็เพดานสูงประดับโคมระย้าคริสตัลที่ดูเก่าแต่ยังคงความขลัง ผนังห้องบุด้วยวอลเปเปอร์ลวดลายดอกไม้สีซีดจาง เครื่องเรือนไม้แกะสลักขัดงับวับหรูหราแบบผู้ดีเก่า และยังมีกลิ่นหอมฉุนของดอกลาเวนเดอร์และขี้ผึ้งขัดพื้นที่ลอยแตะจมูก
... นี่มันไม่ใช่สถาปัตยกรรมแบบจีนที่เขาคุ้นเคย
“หึ... ดูสีหน้านายนั้นสิ!”
เสียงสบถอย่างไม่สบอารมณ์ดังขึ้น เย่เฉินหันขวับไปตามเสียง ที่ปลายเตียง ยืนตระหง่านด้วยร่างของเด็กสาววัยรุ่นผู้หนึ่ง... เธอมีผมสีดำขลับยาวสลวยแซมด้วยประกายสีม่วงจัดทรงอย่างประณีต ดวงตาสีอเมทิสต์คู่โตนั้นจ้องมองเขาด้วยความเ็าและเอือมระอา เธอสวมที่ดูทะมัดทะแมง—เสื้อเชิ้ตสีขาวผูกโบว์สีน้ำเงินเข้มที่คอ ทับด้วยเสื้อคลุมไหล่สีดำขลิบทอง และกระโปรงยาวสีเข้มเรียบหรูที่ขับเน้นบุคลิกความเฉลียวฉลาดและความเป็ระเบียบของเธอ ใบหน้างดงามนั้นกำลังบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด ริมฝีปากที่เคลือบสีแดงอ่อนขยับด่าทอไม่หยุด
เธอยกนิ้วเรียวขึ้นนวดขมับ ก่อนจะปรายตามองเย่เฉินด้วยสายตาที่เหมือนมองขยะเปียกที่กองอยู่หน้าบ้าน “ยังคิดว่าตระกูลเราพอมีเงินถุงเงินถังมากมายเหมือนเมื่อก่อนให้นายเอาไปผลาญเล่นในบ่อนพนัน หรือไปเลี้ยงเหล้าพวกเพื่อนกินพวกนั้นอีกรึไง?! เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวเหลวไหลให้ท่านพ่อท่านแม่มาตามล้างตามเช็ด เื่วุ่นๆ ที่นายก่อไว้สักที! รู้ไหมว่าเดือนนี้ฉันต้องวิ่งเต้นจัดการหนี้สินที่นายก่อไว้จนหัวหมุนแค่ไหน!”
เขาค่อยๆ ก้มลงมองมือตัวเอง ไม่ใช่... นี่ไม่ใช่มือของชายชราที่กรำศึก นิ้วมือนี้เรียวยาว ขาวผ่อง ไร้รอยด้าน ไร้แผลเป็... มันคือมือของลูกคุณหนูที่ไม่เคยหยิบจับอะไรหนักกว่าแก้วไวน์! ก่อนที่ทันใดนั้นจะยกมือขึ้นกุมศีรษะที่ปวดร้าวอย่างรวดเร็ว ก่อนสายตาก็เหลือบไปเห็นกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ภาพที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่ชายชราหนังเหี่ยว... แต่เป็ชายหนุ่มรูปงามที่มีเรือนผมสีเงินยุ่งเหยิง ดวงตาสีฟ้าครามคมกริบดุจพญาอินทรี ใบหน้าหล่อเหลา ดูกระล่อนและเสเพล เย่เฉินมึนงงเล็กน้อย... ภาษาที่ได้ยินไม่ใช่ภาษาบ้านเกิด แต่เขากลับเข้าใจมันได้ทันที ความทรงจำแปลกปลอมเริ่มไหลบ่าเข้ามาในหัว บารอนตกอับ... หนี้สิน... มีน้องสาวที่แสนดีแต่พี่ชายของเธอดันเป็ขยะ...
“นี่มัน... ที่ไหนกันแน่?” เขาพึมพำเสียงแหบแห้ง ลำคอแสบร้อนเหมือนเพิ่งผ่านการดื่มเหล้ามาอย่างหนัก “เกิดอะไรขึ้น... ทำไมปวดหัวไปหมด...”
เด็กสาวผมม่วงกอดอก มองดูท่าทางของพี่ชายของตนด้วยความรำคาญ “หน๊อย...นี่นายจะมาไม้ไหนอีกล่ะ? รอบนี้จะแสร้งทำเป็อะไรอีกแล้วล่ะ แกล้งความจำหรอ? ฮ่ะ! “ เธอแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
ข้างหลังเธอ มีหญิงสาวในชุดเมดสีดำขาวแบบสาวใช้ เธอก้าวออกมาเล็กน้อย
“คุณหนูคะ... ดิฉันว่าช่วยใจเย็นๆ ลงหน่อยเถอะค่ะ” เสียงของสาวใช้พูดขึ้นยิ้มเจือน “คุณชายอาจจะเพิ่งตื่นเลยยังจำอะไรไม่ค่อยได้...”
เด็กสาวผมม่วงถอนหายใจยาว “เช๊อะ! วันนี้เป็วันแรกของการเปิดสมัครสอบเข้าเรียนภาคเรียนแรกของนักเรียน ถ้าไม่อยากโดนไล่ออกจากงานจนต้องหางานใหม่ นายควรจะรีบๆลุกไปอาบน้ำแต่งตัวซะก่อนจะสาย!” เธอสะบัดหน้า ใส่เขาอย่างแรงหนึ่งที ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ท่าทางย่างก้าวของเธอนั้นมั่นคงและสง่างาม สมกับที่เป็เสาหลักของบ้านที่ใครๆ ต่างก็เสียดายว่าทำไมเธอถึงไม่ได้เกิดมาเป็ชาย
สาวใช้รีบก้มหัวให้เขาอย่างลนลานยิ้มให้เขาแบบฝืนก่อนวิ่งตามเ้านายสาวออกไป ทิ้งให้เย่เฉินนั่งอยู่บนเตียงนุ่มที่ยวบยาบเพียงลำพัง
เย่เฉิน... ในร่างใหม่ ใช้หางตาคมกริบมองตามแผ่นหลังนั้นไปจนลับสายตา ความเยือกเย็นของจอมมารเริ่มกลับมาแทนที่ความมึนงง แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่จิติญญาภายในยังคงแกร่งกล้า
เขากัดฟันข่มความเ็ปที่แล่นพล่านไปทั่วสมอง มือขาวซีดกำผ้าปูที่นอนแน่นจนเส้นเืปูดโปน
‘ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้...’
ความคิดสับสนวิ่งวนในหัวราวกับพายุ ‘ทั้งที่ควรจะตายไปแล้วแท้ๆ... หรือพุทธองค์จะได้ยินเสียงคำร้องขอปรารถนาของฉัน? ไม่ก็เ้าหัวโล้นนั่น... คงไม่ส่งฉันมาผิดที่หรอกใช่ไหม?
ความปรารถนาที่จะกลับไปเป็คนธรรมดา กลับไปหาครอบครัวที่อบอุ่น... ไม่รู้์หรือนรก จะเล่นตลกกับเขาเข้าให้แล้ว แทนที่จะได้พักผ่อน ดันถูกส่งมาอยู่ในร่างของขุนนางตกอับที่มีแต่หนี้สินและชื่อเสียงฉาวโฉ่...
เขากวาดตามองไปรอบห้องอีกครั้ง พยายามประมวลผล เตียงสี่เสา... ผ้าม่านกำมะหยี่... ตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊ค... และกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ภาพที่สะท้อนในกระจก แววตาคู่นั้นกลับลุกโชนไปด้วยประกายอำมหิตที่ไม่เข้ากับใบหน้าแม้แต่น้อย
นี่ไม่ใช่ศตวรรษที่ 21 ... และแน่นอนว่าไม่ใช่โลกยุทธภพที่เขาเพิ่งจากมาเช่นกัน..
