บทที่ 3 ก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียน
หลังจากมั่นใจแล้วว่าตนได้รับสืบทอดวิชาบำเพ็ญเซียน หลี่ชิงชิวก็พลันนึกถึงอาจารย์หลินสวิ่นเฟิงขึ้นมาทันที เขาอยากจะออกไปตามหาอาจารย์ผู้นั้น
ทว่าเมื่อฉุกคิดอีกที เขาก็รู้สึกว่าไม่สมควร
ประการแรกคือเวลาผ่านไปหนึ่งคืนแล้ว ไม่รู้ว่าหลินสวิ่นเฟิงมุ่งหน้าไปทิศทางใด และประการสำคัญคือหากวิชาบำเพ็ญเซียนนี้ถูกแพร่ออกไป ย่อมนำพามาซึ่งมหันตภัยอย่างแน่นอน
ในยุทธภพนี้ มีสำนักและตระกูลใหญ่เท่าใดที่ต้องพินาศล่มจมเพียงเพราะยอดวิชาล้ำค่า
เขาไม่อาจเปิดเผยการมีอยู่ของแผงหน้าจอมรดกเต๋าได้ สิ่งนี้คือรากฐานสำคัญในการหยัดยืนของเขา เขาไม่อาจบอกใครได้ทั้งสิ้น รวมถึงเหล่าศิษย์น้องของเขาด้วย
รู้หน้าไม่รู้ใจ อีกทั้งค่าความจงรักภักดีก็มิใช่ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวโดยไม่ลดลง
หลี่ชิงชิวลุกขึ้นยืน เตรียมตัวหาสถานที่สำหรับฝึกวิชา
ตามที่คัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวนบันทึกไว้ ยามเช้าตรู่คือ่เวลาที่ดีที่สุดในการบำเพ็ญเซียน ‘ปราณม่วงจากบูรพา’ สถิตสถาพร แก่นแท้แห่งสุริยันจันทราสอดประสาน นับเป็่เวลาทองของการฝึกตนในแต่ละวัน
แกรก!
ประตูห้องเปิดออก เจียงจ้าวเซี่ยที่กำลังร่ายรำเพลงหมัดหันมามอง เมื่อเห็นหลี่ชิงชิวเดินออกจากห้องก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ดวงตาของหลี่ชิงชิวทอประกายแจ่มใส เห็นได้ชัดว่าเขามีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม มิได้ดูเศร้าหมองจากการถูกทอดทิ้งเลย
“ฝึกเพลงหมัดไปทำไมกัน เ้าชอบกระบี่มิใช่หรือ ไปหยิบกระบี่เทียนหงในห้องข้ามาฝึกเสียสิ ข้าให้เ้าหยิบยืมชั่วคราวเท่านั้นนะ ห้ามยึดครองไม่คืนเด็ดขาด”
หลี่ชิงชิวเอ่ยกับเจียงจ้าวเซี่ยประโยคหนึ่ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังหลังเขา
เจียงจ้าวเซี่ยได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับชะงักค้างไป เดิมทีหลี่ชิงชิวไม่เคยปล่อยให้เขาแตะต้องกระบี่เลยแม้แต่น้อย ไฉนวันนี้ถึงเปลี่ยนไปเป็คนละคน?
เขาััได้ว่าหลี่ชิงชิวเปลี่ยนไปแล้ว เป็สภาวะจิตใจที่เปลี่ยนไป การจากไปของอาจารย์ทำให้ศิษย์พี่ใหญ่จำต้องเติบโตเป็ผู้ใหญ่มากขึ้น
หากเป็เจียงจ้าวเซี่ยคนก่อนที่ได้จับกระบี่ เขาคงจะดีใจจนเนื้อเต้น ทว่าในยามนี้เขากลับไม่มีความดีใจแม้แต่น้อย มีเพียงความรู้สึกปวดใจ... ปวดใจแทนศิษย์พี่ของตน
บางที ตัวเขาเองก็ควรจะตั้งใจฝึกวรยุทธเสียที
สำนักชิงเซียวตั้งอยู่บนกึ่งกลางขุนเขา ด้านหลังเป็ป่าทึบ ทิศทั้งสี่โอบล้อมด้วยูเาสูงชันยิ่งนัก การจะลงเขาไปยังหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดอย่างเร็วที่สุดยังต้องใช้เวลาเดินทางถึงหนึ่งชั่วพาม ในป่าแม้จะมีสัตว์ป่า แต่ก็ไร้ซิ่งสิงสาราสัตว์ดุร้ายอย่างเสือหรือหมาป่า สิ่งที่ต้องระวังที่สุดมีเพียงงู มด และแมงมุม
หลี่ชิงชิวมาถึงยอดเขาด้วยความชำนาญทาง เขานั่งสมาธิลงตรงริมหน้าผา ผินหน้าเข้าหาแสงอรุณ วางมือทั้งสองไว้บนตัก เริ่มเดินลมปราณชักนำตามเคล็ดวิชา
การััถึง ‘ปราณิญญาต้นกำเนิด’ แห่งฟ้าดินนั้นต้องใช้เวลาและกระบวนการ เมื่อฝึกฝนจนชำนาญคราแล้วคราเล่า จึงจะสามารถสูดเอาปราณิญญาเข้าสู่ร่างกายได้เพียงแค่ขยับลมหายใจ
เจียงจ้าวเซี่ยที่กำลังฝึกหมัดอยู่ในลานเรือนหันไปมอง เห็นร่างของหลี่ชิงชิวนั่งสมาธิอยู่ริมหน้าผาลิบๆ ก็อดสงสัยไม่ได้
เมื่ออู๋หมานเอ๋อร์ หลี่ซื่อเฟิง และหลี่ซื่อจิ่นตื่นขึ้นมาเห็นภาพนี้เข้า ต่างก็พากันตื่นตาตื่นใจ วิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุดหย่อน หลี่ซื่อจิ่นถึงขั้นโบกมือทักทายหลี่ชิงชิว ทว่ายามนั้นหลี่ชิงชิวเข้าสู่สมาธิไปแล้ว จึงมิได้ตอบรับนาง
น่าเสียดายที่ตลอดทั้ง่เช้า หลี่ชิงชิวไม่อาจกลั่นปราณออกมาได้แม้เพียงสายเดียว ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ผิดหวัง กลับยิ่งมีใจฮึดสู้มากขึ้น
เมื่อลงเขามา ท่ามกลางคำถามของเหล่าศิษย์น้อง เขาจึงกล่าวอย่างลึกลับว่า “ความจริงข้ามีวิชาพลังภายในอยู่อย่างหนึ่ง เป็วิชาที่ข้ามีอยู่แล้วก่อนจะขึ้นเขา ในเมื่ออาจารย์จากไป ข้าจึงจำเป็ต้องฝึกฝนมัน รอจนข้าฝึกสำเร็จเมื่อใดจะนำมาสอนพวกเ้า”
“ท่านมีมรดกตกทอดจากตระกูลด้วยรึ?” เจียงจ้าวเซี่ยอดถามไม่ได้
หลี่ชิงชิวเหลือบมองเขาพลางย้อนถามว่า “คำว่า ‘ด้วย’ หมายความว่าอย่างไร? เ้าเองก็มีรึ?”
เจียงจ้าวเซี่ยพ่นลมหายใจทางจมูกทีหนึ่ง ไม่ยอมตอบคำ
หลี่ชิงชิวไม่ได้ใส่ใจนัก มรดกวรยุทธของเ้าจะมาเทียบกับวิชาบำเพ็ญเซียนของข้าได้อย่างไร?
หลายวันต่อมา จางยวี่ชุนพาเหล่าศิษย์น้องง่วนอยู่กับการแผ้วถางสวนผัก ตัดฟืน แม้แต่หลี่ซื่อจิ่นที่เล็กที่สุดก็ยังรู้สึกสนุกสนาน เสียงหัวเราะดังระงมไปทั่วสำนักชิงเซียว
ส่วนหลี่ชิงชิวนั้นทุ่มเทกับการฝึกวิชาอย่างเต็มกำลัง เพื่อหวังจะกลั่นปราณออกมาให้ได้โดยเร็ว
หลังจากผ่านไปเจ็ดวันเต็ม ในที่สุดหลี่ชิงชิวก็สามารถกลั่นปราณออกมาได้หนึ่งสาย ในความมืดมิดนั้น เขารู้สึกราวกับตนเองได้ก้าวข้ามเข้าสู่ขอบเขตใหม่ที่เหนือล้ำ
ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 1!
สิ่งนี้ทำให้เขาตื่นเต้นจนแทบบ้า เขาหลบเข้าไปในป่า ยืนประจันหน้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พ่นปราณออกจากท้อง
ฟิ้ว!
ปราณสายนั้นพุ่งออกไปดุจศรเทพ ทะลวงผ่านลำต้นไม้อย่างเฉียบคม หลี่ชิงชิวเดินเข้าไปดู พบว่าต้นไม้ขนาดสองคนโอบถูกเจาะเป็รูขนาดเท่านิ้วมือจนมองเห็นทิวทัศน์ด้านหลังได้
ปราณิญญาช่างดุดันร้ายกาจนัก!
นี่มันเหนือกว่ากระแสลมปราณของจอมยุทธพเนจรผู้นั้นหลายเท่าตัวนัก!
หลี่ชิงชิวกำหมัดแน่นด้วยความดีใจ เสียดายเพียงแต่ว่าปราณสายนี้ใช้แล้วหมดไป เขาต้องกลับไปกลั่นมันขึ้นมาใหม่
เขาตัดสินใจว่าั้แ่วันพรุ่งนี้ จะเริ่มนำเหล่าศิษย์น้องฝึกบำเพ็ญเพียร
การทำให้ทุกคนแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วนั้นคือวิถีที่ถูกต้อง เผื่อว่าวันใดศัตรูเก่าของหลินสวิ่นเฟิงมาเยือน หรือมีโจรป่าบุกขึ้นเขา ลำพังตัวเขาคนเดียวคงไม่เพียงพอ
และใน่เวลาที่ผ่านมา เขาได้ศึกษาแผงคุณสมบัติจนเข้าใจว่า การเลือก ‘ลิขิตชะตา’ และ ‘รางวัลการสืบทอด’ นั้นเกี่ยวข้องกับการประเมินระดับสำนัก ยิ่งสำนักแข็งแกร่งเท่าใด เขาก็ยิ่งเลือกชะตาได้มากขึ้น และได้รับสืบทอดวิชามากขึ้นเท่านั้น
เขาตั้งใจว่าวันนี้เมื่อเหล่าศิษย์น้องมาพร้อมหน้ากัน จะแจ้งเื่นี้ให้ทราบ
เขานั่งสมาธิอยู่ในป่า ฝึกวิชาต่อเพื่อหวังจะกลั่นปราณขึ้นมาเพิ่มอีกสักสาย
จนกระทั่งยามโพล้เพล้ จางยวี่ชุน อู๋หมานเอ๋อร์ และหลี่ซื่อเฟิงก็กลับมา พวกเขาแบกตะกร้าไม้ไผ่ไว้บนหลัง เหนื่อยจนเหงื่อท่วมกาย
หลี่ชิงชิว เจียงจ้าวเซี่ย หลีตงเยว่ และหลี่ซื่อจิ่น ต่างพากันเข้าไปช่วยรับตะกร้าเ่าั้
จางยวี่ชุนมองหลี่ชิงชิวพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “ศิษย์พี่ ข้าเล่าสถานการณ์ของพวกเราให้ชาวบ้านฟัง แล้วก็ช่วยพวกเขาทำงานในทุ่งนาเล็กน้อย จึงได้แม่ไก่มาสามตัว พ่อไก่หนึ่งตัว แล้วยังมีผักผลไม้อีกตั้งมากมายขอรับ”
อู๋หมานเอ๋อร์ผู้มีร่างกายกำยำที่สุดกล่าวเสียงก้องว่า “มีเนื้ออีกสองชั่งด้วย!”
หลี่ซื่อเฟิงผู้อยู่นิ่งไม่เป็ ทรุดตัวลงนอนกับพื้น หอบหายใจแฮกๆ ลิ้นจุกปากราวกับสุนัขตัวหนึ่ง
“ชาวบ้านดีกับพวกเรานัก วันหน้าต้องคอยช่วยเหลือพวกเขาให้มาก” หลี่ชิงชิวยิ้มกล่าว
เขาตัดสินใจว่า ต่อไปจะเริ่มรับลูกศิษย์จากหมู่บ้านตีนเขา ถือเป็การตอบแทนบุญคุณไปในตัว
เหล่าศิษย์พากันนำข้าวของกลับเข้าลานเรือนด้วยรอยยิ้ม แล้วเริ่มจัดการจัดเก็บให้เข้าที่
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม พวกเขาจึงมานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะยาวในลานเรือน หลีตงเยว่คอยรินน้ำให้ทุกคน
หลี่ชิงชิวกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้า ข้าจะถ่ายทอดวิชาให้พวกเ้า พวกเ้าจงฝึกฝนตามข้า”
สิ้นคำกล่าวนี้ เหล่าศิษย์ต่างพากันตื่นเต้นทันที เริ่มซักถามว่าเป็วิชาใด
“วิชานี้มีนามว่า ‘คัมภีร์หุ่นหยวน’ ต่อไปจะเป็ยอดวิชาประจำสำนักชิงเซียวของเรา หากมิได้รับอนุญาตจากข้า ห้ามพวกเ้าถ่ายทอดให้คนนอกเด็ดขาด” หลี่ชิงชิวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาตั้งใจว่าจะค่อยๆ สอน ‘คัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวน’ ไปทีละขั้น
ความจริงแล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรับสืบทอดวิชานี้มาไม่ครบถ้วน ความทรงจำบางส่วนยังคงพร่าเลือน จำต้องมีระดับขอบเขตถึงเกณฑ์เสียก่อนจึงจะหวนนึกถึงได้ทั้งหมด
“คัมภีร์หุ่นหยวน... ฝึกแล้วจะสร้างพลังลมปราณภายในได้รึเปล่า?” เจียงจ้าวเซี่ยถามอย่างสงสัย
หลี่ชิงชิวตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “เ้าฝึกดูก็จะรู้เอง”
ท่าทีเช่นนี้ทำให้เจียงจ้าวเซี่ยรู้สึกอึดอัดใจนัก เขาถวิลหาบรรยากาศที่เคยต่อปากต่อคำกันเหมือนเมื่อก่อนเหลือเกิน
“ศิษย์พี่ ความจริงพวกเรา้าวรยุทธที่หลากหลายกว่านี้ ไม่ควรฝึกเพียงแต่พลังภายใน อีกอย่าง พวกเราไม่จำเป็ต้องฝึกวิชาเดียวกันไปเสียหมดก็ได้” เจียงจ้าวเซี่ยอดไม่ได้ที่จะเสนอความคิดเห็น
จางยวี่ชุนกล่าวอย่างจนใจว่า “แต่พวกเราไม่มีวรยุทธอื่นแล้วนี่นา”
เจียงจ้าวเซี่ยจึงกล่าวต่อว่า “คนอื่นๆ ข้าจะไม่ก้าวก่าย แต่อยากให้ศิษย์น้องห้าฝึกกับข้า ข้าจะสอนวิชาภายนอกให้เขาชุดหนึ่ง ผสานกับพละกำลังคชสารแต่กำเนิดของเขา ต่อไปเขาจะได้เป็เสาหลักสำคัญของสำนักชิงเซียว”
หลี่ชิงชิวรู้สึกตื้นตันใจ พลางทอดถอนใจว่า “ศิษย์น้องสาม ในที่สุดเ้าก็จะ ‘คายทอง’ (ทำประโยชน์) ออกมาแล้วรึ ศิษย์พี่ดีใจยิ่งนัก เ้าเติบโตขึ้นแล้ว เริ่มรู้จักทำประโยชน์เพื่อสำนักเสียที”
“คายทอง? ข้าจะมีทองได้อย่างไร?” เจียงจ้าวเซี่ยถามด้วยความสับสน
“ไม่มีอะไร เอาเป็ว่าต่อไปข้ามอบหมายหมานเอ๋อร์ให้เ้าดูแล ข้าจะรอตรวจดูผลลัพธ์ หากเ้าสอนได้ดี วันหน้าข้าจะมอบกระบี่วิเศษให้เ้าสักเล่ม”
หลี่ชิงชิวโบกมือกล่าว ในบรรดาศิษย์ทั้งหมด นอกจากพร์และลิขิตชะตาของเจียงจ้าวเซี่ยจะแข็งแกร่งที่สุดแล้ว อู๋หมานเอ๋อร์ผู้มีจิตใจไม่สมประกอบผู้นี้ดูเหมือนจะเป็ผู้ที่มีศักยภาพในการต่อสู้สูงที่สุดอีกคนหนึ่ง
การจะโลดแล่นในยุทธภพ พลังฝีมือคือสิ่งที่สำคัญที่สุด สำนักชิงเซียวจำต้องมีขุมกำลังที่เก่งกาจ
เจียงจ้าวเซี่ยแค่นเสียงว่า “ข้าสอนได้ดีแน่นอน คอยดูเถอะ!”
อู๋หมานเอ๋อร์หัวเราะร่าอย่างซื่อๆ ไม่ประสีประสาอะไร
หลี่ซื่อเฟิงและหลี่ซื่อจิ่นก็เริ่มส่งเสียงเชียร์ อยากให้ศิษย์พี่สามสอนตนบ้าง ทว่าเจียงจ้าวเซี่ยกลับคร้านที่จะสนใจเ้าเด็กพวกนี้
...
ยามเช้าตรู่ หลี่ชิงชิวพาเหล่าศิษย์น้องมานั่งสมาธิหน้าประตูสำนัก เนื่องจากคนเยอะเกินไป เขาจึงไม่กล้าพาพวกน้องๆ ไปนั่งที่ริมหน้าผา
ทั้งเจ็ดคนนั่งเรียงแถวทำสมาธิ ดูสง่างามไม่น้อย หลี่ชิงชิวนั่งตรงกลาง เริ่มถ่ายทอดคัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวน
คราแรกเจียงจ้าวเซี่ยไม่ได้ใส่ใจนัก ทว่าเมื่อลองฝึกตามเพียงรอบเดียว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เริ่มตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง
การสอนอู๋หมานเอ๋อร์ หลี่ซื่อเฟิง และหลี่ซื่อจิ่นนั้นเป็เื่ลำบากยิ่งนัก คนแรกนั้นไม่ค่อยฉลาด ส่วนสองคนหลังยังเล็กเกินไป หลายสิ่งหลายอย่างไม่เข้าใจ หลี่ชิงชิวต้องใช้เวลาทั้งวันกว่าจะทำให้พวกเขากุมเคล็ดวิชาชักนำปราณและการหายใจได้สำเร็จ
จนกระทั่งยามเย็น จางยวี่ชุนและหลีตงเยว่เริ่มลงมือทำอาหาร หลี่ชิงชิวนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เก่าแก่ ในมือถือคัมภีร์วรยุทธสามเล่มที่หลินสวิ่นเฟิงทิ้งไว้
ทันใดนั้น เจียงจ้าวเซี่ยก็เดินมาหยุดตรงหน้าหลี่ชิงชิว ดวงตาทอประกาย กล่าวเสียงดังฟังชัดว่า “ศิษย์พี่ ข้าััถึงพลังปราณภายในได้แล้ว!”
หลี่ชิงชิวเงยหน้ามองเขา พลางขมวดคิ้วถามว่า “ล้อเล่นอะไรกัน?”
เขาต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวันเต็มๆ แต่เจียงจ้าวเซี่ยใช้เพียงครึ่งวันรึ?
เขาไม่เชื่อ!
เจียงจ้าวเซี่ยไม่กล่าววาจาซ้ำสอง ยกมือขวาขึ้นชี้ไปยังเหนือหลังคาเรือน ปราณสายหนึ่งพุ่งออกจากปลายนิ้ว ทะยานออกไปตัดกิ่งไม้กิ่งหนึ่งจนขาดสะบั้น
หลี่ชิงชิวตาค้าง หลี่ซื่อเฟิงที่นั่งเคี้ยวหัวมันเผาอยู่ไม่ไกลก็ตาค้างเช่นกัน
เจียงจ้าวเซี่ยไม่ได้หันไปมองทิศทางที่ปลายนิ้วชี้เลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของหลี่ชิงชิว เขาก็เชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง
หลังจากหายตกตะลึง หลี่ชิงชิวมองเจียงจ้าวเซี่ยอีกครั้งด้วยสายตาที่ร้อนแรง จนเจียงจ้าวเซี่ยรู้สึกเขินอายขึ้นมา
เขาวางคัมภีร์ในมือลง ลุกขึ้นยืนแล้วตบไหล่เจียงจ้าวเซี่ยแน่น จ้องมองเขาพลางกล่าวว่า “ศิษย์น้องสาม มีอัจฉริยะเช่นเ้าอยู่ ศิษย์พี่ก็ยิ่งมั่นใจในอนาคตของสำนักชิงเซียว มีเ้าอยู่นี่ดีจริงๆ”
เจียงจ้าวเซี่ยหน้าร้อนผ่าว อย่างไรเขาก็เป็เพียงเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปี นี่เป็ครั้งแรกที่ถูกหลี่ชิงชิวชมเชยอย่างจริงจังเช่นนี้ จึงอดที่จะขวยเขินไม่ได้
เขาเบือนหน้าหนี เม้มปากกล่าวว่า “ข้าย่อมมั่นใจในตัวเองอยู่แล้ว...”
หลี่ชิงชิวอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ฉุดเจียงจ้าวเซี่ยนั่งลงเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับเคล็ดการฝึก ‘คัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวน’ ขั้นที่หนึ่ง
เจียงจ้าวเซี่ยเองก็มิได้ปิดบัง ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างจริงจัง
หลังจากคุยกันพักหนึ่ง หลี่ชิงชิวก็ได้รับรู้อะไรมากมาย เขาจำต้องยอมรับว่าพร์ในการฝึกตนของเจียงจ้าวเซี่ยนับว่า ‘ยอดเยี่ยม’ สมชื่อ และความเข้าใจก็ ‘โดดเด่นเหนือชั้น’ อย่างแท้จริง
วันเวลาผ่านไปสิบวัน หลีตงเยว่กลายเป็ศิษย์คนที่สามที่ััปราณิญญาได้ สิ่งนี้ทำให้หลี่ชิงชิวรู้สึกได้รับการปลอบประโลมใจ... มิใช่ว่าพร์เขาย่ำแย่เกินไป แต่เป็เพราะพร์ของเจียงจ้าวเซี่ยนั้นแข็งแกร่งเกินมนุษย์มนาต่างหาก
หลังจากฝึกฝนได้สิบห้าวัน ในที่สุดจางยวี่ชุนก็กลั่นปราณได้สำเร็จ
ก่อนที่จางยวี่ชุนจะทันได้แจ้งข่าวดีนี้ หลี่ชิงชิวก็รับรู้ได้ก่อนแล้วว่ามีคนที่สี่ที่กลั่นปราณสำเร็จ เพราะต่อหน้าเขามีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้น:
[เนื่องจากเหล่าศิษย์ในสำนักของท่านก้าวเข้าสู่ ‘ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 1’ เกินกึ่งหนึ่ง สำนักชิงเซียวถือได้ว่าก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียนอย่างแท้จริง ท่านได้รับโอกาส ‘วาสนา’ 1 ครั้ง]
