เคอโยวหรานอิงแอบอยู่ในอ้อมแขนของต้วนเหลยถิง เอ่ยวาจาออดอ้อนว่า “สามีเ้าคะ ข้าชอบบ้านสวนแห่งนี้มากจริงๆ มิสู้ซื้อเอาไว้เถิดเ้าค่ะ!”
“ในเมื่อฮูหยินชอบ เช่นนั้นก็ซื้อไว้เถิด” ต้วนเหลยถิงโอบกอดเคอโยวหราน ท่าทางคล้ายนายท่านที่รักถนอมภรรยาของตนดั่งชีวิต
เขาหันไปทางนายหน้าอู๋ จากนั้นเอ่ยพลางเผยสีหน้าสุขุมอีกครั้ง “นายหน้าอู๋ พวกเราสามารถทำโฉนดประทับตราวันนี้ได้เลยหรือไม่?”
“ได้ขอรับ ขอแค่เงินเพียงพอก็ทำได้ทันทีขอรับ” นายหน้าอู๋ตอบกลับด้วยความยินดี
ต้วนเหลยถิงล้วงหยิบตั๋วเงินปึกหนาออกมาจากอกเสื้อ นับเงินจำนวนหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นตำลึงแล้วส่งให้นายหน้าอู๋
“ได้ยินว่าเ้ามีชื่อเสียงในด้านนี้มากทีเดียว ครานี้ข้าจะเชื่อเ้าสักครั้ง พวกเราจะรอเ้านำโฉนดประทับตรามาให้อยู่ในบ้านสวนก็แล้วกัน”
นายหน้าอู๋รับเงินมาและเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านทั้งสองโปรดวางใจ ข้าคนแซ่อู๋ทำกิจการด้วยความสัตย์ซื่อ จะต้องจัดการให้เป็อย่างดีแน่นอนขอรับ ไม่ทราบว่า้าระบุให้บ้านสวนอยู่ใต้นามของท่านใดขอรับ?”
ต้วนเหลยถิงส่งตั๋วเงินอีกห้าพันตำลึงให้นายหน้าอู๋ “นายหน้าอู๋รู้ลู่ทาง ขึ้นทะเบียนบ้านสักเล่มคงไม่ยากกระมัง?”
นายหน้าอู๋เข้าใจโดยพลัน รีบรับเงินเอาไว้แล้วส่งใบสัญญาซื้อขายตัวของทุกคนให้กับต้วนเหลยถิง จากนั้นวิ่งเหยาะออกไปจัดการธุระทันที
กล่าวตามตรง เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าบ้านสวนของสกุลต่งจะถูกขายออกไปได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
ประการแรก เพราะราคาสูง มีคนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า
ประการที่สอง เงินมากมายขนาดนี้ มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะจ่ายไหว
ประการที่สาม มีหลายคนกังวลเื่การแก้แค้นจากสกุลต่ง จึงไม่กล้าซื้อเอาไว้
คาดไม่ถึงว่าสองคนนี้กลับผ่อนคลายยิ่งนัก แม้้าทำทะเบียนบ้านปลอมแล้วจะอย่างไร?
สิ่งที่นายหน้าอู๋ไม่รู้ก็คือ พวกเคอโยวหรานใช้เงินสกุลต่งเพื่อซื้อที่ดินสกุลต่ง ย่อมต้องรู้สึกสบายอารมณ์เป็อย่างยิ่ง
ต้วนเหลยถิงส่งใบสัญญาซื้อขายตัวทั้งหมดให้เคอโยวหรานและพานางเดินสำรวจรอบบ้านสวนโดยละเอียด เพราะเมื่อครู่เป็เพียงการชมนกชมไม้ มิได้สำรวจให้ถี่ถ้วนแต่อย่างใด
“อ๊าก...ปล่อยน้องสาวข้า เ้าคนสารเลว ข้าจะสู้กับเ้าสุดชีวิต...”
“ท่านพี่ อย่าเข้ามา กลับไป ไม่ต้องสนใจข้า อย่าเข้ามา...ฮือๆๆ...”
ขณะคนทั้งสองกำลังเดินเล่นในบ้านสวน พลันได้ยินเสียงวุ่นวายดังมาจากไม่ไกลนัก
“ไป ไปดูกันสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ” เคอโยวหรานดึงแขนต้วนเหลยถิงเพื่อส่งสัญญาณให้เขาใช้กำลังภายในมุ่งหน้าไปยังต้นตอของเสียง
พบเพียงบุรุษร่างอ้วนผู้มีดวงตาโค้งเป็สระอิและใบหน้าอวบอิ่มด้วยไขมันกำลังลากเด็กหญิงอายุประมาณสิบสองถึงสิบสามปีเข้าไปในป่า
รอบข้างมีคนแต่งกายเช่นคนคุ้มกันจวนสิบกว่าคนกำลังส่งเสียงโห่ร้อง พากันยืนขวางเด็กหนุ่มอายุสิบสามถึงสิบสี่ปีที่ร่างกายผอมแห้งดั่งท่อนฟืนและกำลังถือไม้กระบองเอาไว้
ดวงตาของต้วนเหลยถิงพลันฉายแววดุดัน ร้องตะคอกว่า “ปล่อยคนเดี๋ยวนี้”
บุรุษดวงตาสระอิชะงักการกระทำ เพลิงโทสะลุกโชนโดยพลัน “เ้าคือผู้ใด? มีสิทธิ์อันใดมาบอกให้บิดาปล่อยคน?”
ดวงตาของต้วนเหลยถิงมีประกายสังหารวูบผ่าน เขาเอ่ยเสียงเย็นว่า “สิทธิ์ที่ข้าคือเ้าของคนปัจจุบันของบ้านสวนแห่งนี้อย่างไรเล่า”
“ฮ่าๆๆ...” บุรุษดวงตาสระอิเงยหน้าหัวเราะขึ้นฟ้า “เ้าของบ้านสวนคือสกุลต่ง เ้าก็ช่างกล้าสวมรอย เห็นทีคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง”
กล่าวจบก็ปล่อยมือจากเด็กหญิงผู้นั้น ก่อนจะโบกมือใหญ่แล้วเอ่ยว่า “พี่น้องของข้าจงจัดการเ้าคนระยำไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้ให้ตายเสีย ละเว้นสตรีสวมหมวกเหวยเม่าที่อยู่ข้างกายเขาเอาไว้ พวกเราจะได้เสพสุขกัน ฮ่าๆๆ...”
ั์ตาของต้วนเหลยถิงพลันหดเล็กลง ชายหนุ่มย่ำฝ่าเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อกันเคอโยวหรานเอาไว้เื้ั จากนั้นเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่พุ่งตัวเข้ามาหา
ทว่าเขายังไม่ทันลงมือ ทันใดนั้นก็มีสายลมระลอกหนึ่งพัดผ่าน ตรงไปทางกลุ่มคนที่หมายจะเข้ามาโจมตีต้วนเหลยถิง คนกลุ่มนั้นพลันล้มระเนระนาดและนอนเป็อัมพาตอยู่บนพื้นอย่างมิอาจลุกขึ้นยืน
บุรุษดวงตาสระอิถอยหลังไปหนึ่งก้าว จดจ้องคนทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง เปิดปากถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “แท้จริงแล้วพวกเ้าเป็ใคร? มาทำอันใดในบ้านสวนแห่งนี้กัน?”
เคอโยวหรานมิได้แยแสบุรุษดวงตาสระอิแม้แต่นิด นางเก็บผงสลายเส้นเอ็นที่ท่านอาจารย์เซียนพิษให้มา จากนั้นเดินไปถามสองพี่น้องที่กำลังโอบกอดกัน “พวกเ้ามีนามว่ากระไร?”
เด็กหนุ่มผละออกจากน้องสาวของตน โขกศีรษะคำนับไปทางเคอโยวหรานสามครั้งก่อนจะเอ่ยว่า “ขอบคุณผู้มีพระคุณที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือขอรับ ข้ามีนามว่าหลี่เถี่ยตั้น ส่วนน้องสาวของข้านามหลี่เสี่ยวฮวาขอรับ”
สองพี่น้องผอมแห้งเสียจนนางเห็นภาพตนเองยามเพิ่งมาถึงยุคนี้
ต้นฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้กลับสวมเพียงเสื้อตัวบาง บนเท้าสวมรองเท้าฟางคู่หนึ่ง ใต้ฝ่าเท้าเต็มไปด้วยตุ่มพุพอง แลดูน่าสงสารยิ่งนัก
ขณะเดียวกันบุรุษดวงตาสระอิก็ฉวยโอกาสนี้แอบหนีไป ต้วนเหลยถิงยกมือขึ้นโบกสะบัด บุรุษผู้นั้นพลันกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ก่อนจะหล่นลงบนพื้น ปากกระอักเืออกมาไม่หยุด ถึงขั้นคลานขึ้นมาไม่ไหวเลยทีเดียว
สายตาของหลี่เถี่ยตั้นที่ทอดมองต้วนเหลยถิงเป็ประกายในทันใด หากเขาเป็เหมือนบุรุษผู้นี้ก็จะสามารถปกป้องน้องสาวได้ใช่หรือไม่?
ต้วนเหลยถิงเดินไปย่อกายลงตรงหน้าสองพี่น้อง ใช้ระดับเสียงที่มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน “บิดาของเ้าคือหลี่จงเฉวียนหรือ?”
ั์ตาของเด็กหนุ่มพลันหดเล็กลง เพียงแต่ยังคงเอ่ยปฏิเสธภายในเสี้ยววินาที “มิใช่ บิดาของข้านามว่าหลี่ซินขอรับ”
มุมปากของต้วนเหลยถิงหยักยก เขาขยับเข้าใกล้ใบหูของเด็กหนุ่มแล้วกระซิบว่า “ข้าคือต้วนเหลยถิง”
“เป็ท่าน?” เด็กหนุ่มเผยสีหน้ายินดี ครั้นกำลังจะส่งเสียงร้องด้วยความดีใจกลับถูกต้วนเหลยถิงส่งสัญญาณมือปรามเอาไว้เสียก่อน
เด็กหนุ่มรีบป้องปากของตนเอง หางตาลอบชำเลืองไปทางกลุ่มคนที่ล้มระเนระนาดอยู่บนพื้นและไม่เปล่งเสียงใดออกมาอีก
ต้วนเหลยถิงลุกขึ้น เอ่ยกับเด็กหนุ่มว่า “ไปเรียกทุกคนในบ้านสวนมารวมตัวกันที่นี่เถิด”
“ขอรับ” เด็กหนุ่มลุกขึ้นด้วยท่าทีตื่นเต้น ไม่นานนักก็วิ่งจนหายลับไปจากสายตา
เด็กหญิงตัวน้อยมองตามแผ่นหลังของพี่ชาย ยังคงปรากฏท่าทางมึนงงอยู่บ้าง เหตุใดพี่ชายจึงทิ้งนางไว้กับคนแปลกหน้าเช่นนี้เล่า?
รอจนกระทั่งผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูป เสียงฝีเท้าวิ่งชุลมุนของคนนับร้อยก็ดังเข้ามา ภายในมือของพวกเขาถือมีดและไม้ตะบอง ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ฟาดฟันไปทางต้วนเหลยถิงทันที
เคอโยวหรานกำลังจะตอบโต้ แต่กลับถูกต้วนเหลยถิงกดมือเอาไว้พลางเอ่ยว่า “อย่าสิ้นเปลืองสิ่งของที่ท่านอาจารย์เซียนพิษมอบให้เลย สามีอยากทดสอบสักหน่อยว่าระยะหลังมานี้วิทยายุทธ์เป็อย่างไรบ้าง ช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่มีคนเหล่านี้มาให้ฝึกมือพอดี”
เคอโยวหรานจึงหยุดการกระทำ นางคลี่ยิ้มบางพลางผายมือเชื้อเชิญ ตามด้วยกอดอกเอนกายพิงต้นไม้
เมื่อเทียบระหว่างคนเหล่านี้กับต้วนเหลยถิง คาดว่าคงเทียบมิได้แม้แต่นิ้วเดียวของเขา
ดังคาด เคอโยวหรานยังไม่ทันนับหนึ่งถึงสิบ คนกว่าร้อยคนก็คลานอยู่กับพื้นอย่างมิอาจลุกขึ้นยืนเสียแล้ว
“จิ๊ๆๆ อ่อนแอเกินไปแล้ว” เคอโยวหรานอุทาน “อ่อนแอถึงเพียงนี้จะปกป้องบ้านสวนแห่งนี้ได้อย่างไร?”
ต้วนเหลยถิงปัดมือ เดินมายังข้างกายเคอโยวหรานแล้วเอ่ยว่า “ผู้ที่พวกเราบ่มเพาะมิอาจอ่อนหัดเช่นนี้ หลังกลับไปพวกเราหารือกันเื่ระเบียบการฝึกซ้อมสักหน่อย”
เคอโยวหรานพยักหน้า “อืม จำเป็ต้องมีจริงๆ”
หลังผ่านไปอีกชั่วหนึ่งก้านธูป หลี่เถี่ยตั้นก็พากลุ่มคนผิวคล้ำซึ่งกำลังประคับประคองกันให้เดินเข้ามาทางนี้
คนกลุ่มนี้สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งทว่ายังนับได้ว่าสะอาด แต่ละคนร่างกายผอมแห้ง พวกเขาคือชาวสวนผู้เช่าที่ถูกกดขี่ข่มเหงที่เคอโยวหรานเห็นยามก่อนหน้านี้
ภายในกลุ่มยังมีผู้ชราหลายคนที่สาวเท้าไม่กี่ก้าวก็หกล้ม ต้องอาศัยการประคองของคนข้างกายถึงพอจะฝืนเดินต่อไปได้
บนหลังของสตรีจำนวนหนึ่งแบกเด็กเล็กโดยมีเหล่าบุรุษตั้งท่าคอยคุ้มกันอยู่เื้ั
ครั้นพวกเขาเห็นคนนอนระเนระนาดอยู่บนพื้นก็ชะงักฝีเท้าโดยพลัน ตามด้วยเผยสีหน้าระแวดระวังออกมา
คนบางส่วนภายในกลุ่มมองต้วนเหลยถิงแล้วเผยท่าทางราวกับค้นพบอันใดบางอย่าง ต่างพากันกระซิบกระซาบจนเกิดเสียงดังวุ่นวาย หลี่เถี่ยตั้นจึงกระซิบบางสิ่งข้างหูบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง
บุรุษวัยกลางคนรีบสาวเท้าเข้ามาหลายก้าวด้วยปรารถนาจะพูดคุยกับต้วนเหลยถิง กลับนึกไม่ถึงว่าแข้งขาจะอ่อนแรง เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มลงบนพื้นเพราะเรี่ยวแรงไม่เกื้อหนุนเสียแล้ว
ต้วนเหลยถิงรีบเข้าไปประคองบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นเอาไว้ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงรวดร้าวว่า “จงเฉวียน สกุลต้วนทำให้พวกเ้าต้องพลอยลำบากแล้ว”
