สามปีก่อน เสิ่นเล่อเหยียนยังเป็เพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาผู้หนึ่ง ที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านเล็กกลางหุบเขา
วันหนึ่ง ก็ได้มีชายชราผมขาวย้ายมาอยู่เรือนข้างๆ กระท่อมของนาง เสิ่นเล่อเหยียนที่เป็คนอัธยาศัยดีจึงชวนชายชราพูดคุยบ่อยครั้ง และบางครั้งนางยังยกอาหารไปส่งให้ถึงที่เรือน เพราะเห็นว่าเป็ผู้เฒ่าอายุมาก และต้องอยู่ตามลำพัง อาจจะลำบากเื่กินอยู่
ชายชราผู้นั้นไม่พูดถึงอดีตของตนมากนัก เพียงบอกว่าตนชื่อ “อวี๋เมิ่ง” เป็หมอพเนจรที่เดินทางไปทั่วหล้าเพื่อรักษาผู้คน แต่ในแววตาและท่วงท่าของผู้เฒ่า กลับแฝงไว้ด้วยความสง่างาม และความรู้ที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็หมอชาวบ้านทั่วไป
เสิ่นเล่อเหยียนรู้สึกได้ถึงความลึกลับในตัวชายชรา แต่ก็ไม่เคยซักถาม นางเพียงทำหน้าที่ของตนด้วยความจริงใจ
ต่อมาไม่นาน ชายชราจึงเปิดเผยความจริงกับนางว่า แท้จริงแล้วตัวเขาเคยเป็หัวหน้าหมอหลวงผู้มีชื่อเสียงในเมืองหลวง
แต่เพราะการแก่งแย่งอำนาจในราชสำนัก ทำให้เขาถูกใส่ร้าย จึงถูกปลดจากตำแหน่งและขับออกจากเมืองหลวง โดยที่ไม่มีโอกาสได้แก้ต่างให้กับตนเอง
หลังจากสูญเสียทุกสิ่ง ทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ ชายชราผู้โดดเดี่ยวไร้ครอบครัว จึงเลือกเดินทางรอนแรมมายังพื้นที่อันห่างไกล หวังใช้ชีวิตอย่างสงบในบั้นปลายชีวิต
เสิ่นเล่อเหยียนเมื่อรู้เื่ราวทั้งหมด ก็รู้สึกสงสารชายชรายิ่งนัก บ่อยครั้งหญิงสาวมักหาเวลาว่างมาพูดคุยกับผู้เฒ่าอวี๋ และส่งอาหารให้จนกลายเป็กิจวัตรของนาง
ชายชราที่หมดความศรัทธาต่อผู้คน เมื่อได้เห็นความมีน้ำใจและความอ่อนโยนของหญิงสาว จึงเริ่มเปิดใจพูดคุยกับนางมากขึ้นและในวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองนั่งดื่มชาใต้ต้นอู่ถง ชายชรามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเปี่ยมเมตตา
“เหยียนเอ๋อ ความรู้ของข้าที่มีมากมาย อีกไม่นานก็คงดับสูญไปพร้อมกับร่างกายนี้ หากไม่มีผู้สืบทอด...ข้าคงตายตาไม่หลับ” เสิ่นเล่อเหยียนนิ่งฟังด้วยสีหน้างุนงง ไม่รู้ว่าชายชราเอ่ยเื่นี้กับตนเพื่ออันใด
“ท่านพูดเกินไปแล้ว ร่างกายของท่านยังแข็งแรง สามารถอยู่ได้อีกนับร้อยปี” หญิงสาวเอ่ยด้วยดวงตาใสซื่อ
“เ้ามีจิตใจเมตตาต่อผู้อื่นไม่แบ่งแยก มีสติและความอดทน นั่นคือสิ่งที่หมอที่ดีพึงมี เหยียนเอ๋อ...เ้าจะยินดีหรือไม่ หากข้า้ารับเ้าเป็ศิษย์เถิด”
หญิงสาวตกตะลึงไปชั่วขณะ แม้ตนเองจะมีความรู้อยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าจะโชคดี ได้ร่ำเรียนการแพทย์จากหัวหน้าหมอหลวงอันดับหนึ่งของแคว้นต้าเย่
“หากท่านคิดว่าข้าคู่ควรกับความรู้ของท่าน ข้าเสิ่นเล่อเหยียนก็ยินดีรับเ้าค่ะ” หญิงสาวคุกเข่าลงตรงหน้าชายชรา พร้อมทั้งยกน้ำชาเพื่อให้เสร็จสิ้นพิธีการ
นับั้แ่นั้น หญิงสาวก็พากเพียรร่ำเรียน จดจำทุกสิ่งที่ชายชราอดีตหัวหน้าหมอหลวงสั่งสอน ตลอดสามปีที่ผ่านมา เสิ่นเล่อเหยียนเรียนรู้ทั้งศาสตร์การแพทย์ การปรุงยา ฝังเข็ม และการใช้สมุนไพรจากอาจารย์อวี๋ นางตั้งใจฝึกฝนทุกวันจนสามารถรักษาโรคทั่วไปได้ด้วยตนเอง
บ่อยครั้ง ชายชรามักกล่าวกับนางเสมอว่า
“หมอที่แท้จริง มิใช่ผู้รักษาเพียงร่างกาย แต่ต้องรักษาใจคนได้ด้วย” คำสอนนั้นฝังแน่นอยู่ในใจของเสิ่นเล่อเหยียนตลอดมา และเป็เหตุผลที่ทำให้นางไม่ลังเลเลยที่จะช่วยเหลือผู้คน ไม่ว่าจะยากจนหรือมั่งมี เพราะสำหรับหญิงสาวแล้ว การได้ช่วยชีวิตผู้อื่น ทำให้นางกลายเป็คนที่มีคุณค่า
หลังจากรักษาท่านย่าจวงเสร็จแล้ว เสิ่นเล่อเหยียนก็กลับมายังเรือนของตน เพื่อชำระกาย เพราะคืนนี้นางจะไปค้างที่เรือนสกุลจางแสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มอ่อนแรง ลมจากูเาพัดกลิ่นดินชื้นและกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าลอยมาแตะจมูก
หญิงสาวผลักประตูไม้เข้าไปในเรือนเบาๆ กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยออกมาต้อนรับทันที แม่นมหลี่กำลังจัดโต๊ะอยู่พอดี
“คุณหนูกลับมาแล้วหรือเ้าคะ รีบล้างมือเถิด อาหารพึ่งทำเสร็จใหม่ๆ”
เสิ่นเล่อเหยียนยิ้มบางๆ แล้วเดินไปล้างมือที่อ่างไม้ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามแม่นมหลี่ บนโต๊ะมีอาหารเรียบง่ายสามอย่าง และตรงกลางมีขนมวางอยู่ กลิ่นหอมของมันแตกต่างจากขนมทั่วไป ที่พบเห็นในหมู่บ้าน
“แม่นม นี่คืออะไรหรือเ้าคะ” ร่างบางชี้ไปยังจานขนมกุ้ยฮวาที่วางอยู่เบื้องหน้า
“อ๋อ มู่หลิงหลิงเอามาฝาก บอกว่าพึ่งได้มาจากในเมือง นางมาที่นี่ก่อนหน้านี้ เห็นว่าคุณหนูชอบกิน แต่พอรู้ว่าท่านออกไปช่วยคน นางก็กลับไปก่อน” แม่นมหลี่ตอบพลางยิ้มอ่อนโยน
เสิ่นเล่อเหยียนพยักหน้าเบาๆ
“นางช่างมีน้ำใจจริงๆ” นางพูดพลางตักอาหารใส่ชามของแม่นมหลี่ ก่อนทั้งสองจะเริ่มทานอย่างเงียบๆ
ภายในเรือนมีเพียงเสียงช้อนกระทบถ้วยดังแ่เบา ความเงียบเหงาแผ่ซ่านอยู่ในอากาศ แม่นมหลี่เหลือบมองหญิงสาวตรงหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ
“หลายวันแล้วนะเ้าคะ ที่ท่านอาจารย์อวี๋ของคุณหนูยังไม่กลับมา” เสิ่นเล่อเหยียนวางตะเกียบลงชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มบางๆ
“ท่านอาจารย์ไม่ใช่คนธรรมดา แม่นมไม่ต้องกังวลไปหรอกเ้าค่ะ ท่านคงไปช่วยใครสักคน หรือไม่ก็ออกเดินทางหาสมุนไพรหายากอีกตามเคย”
“แต่ท่านไม่ได้บอกว่าจะไปที่ใดเลยนะเ้าคะ นี่ก็หลายวันแล้ว” แม่นมหลี่พูดเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
ทว่าหญิงสาวกลับหัวเราะเบาๆ
“แม่นมหลี่ยังไม่รู้ ท่านอาจารย์นอกจากจะรักษาคนได้แล้ว ยังมีวรยุทธสูงส่งอีกด้วย ท่านลืมแล้วหรือเ้าคะ ว่าครั้งก่อนท่านเคยกำราบโจรป่าที่คิดมาปล้นหมู่บ้านได้เพียงชั่วพริบตา”
แม่นมหลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างจำใจ
“ก็จริงของคุณหนู ข้าคงแก่เกินไปแล้ว ถึงได้ชอบคิดมาก”
เสิ่นเล่อเหยียนยื่นมือไปหยิบขนมวางใส่ถ้วยของแม่นมหลี่
“ท่านลองทานขนมนี้ดูสักหน่อย หอมดีนัก พี่หลิงหลิงอุตส่าห์มีน้ำใจ...อ่อ แล้วก็เื่ท่านอาจารย์ แม่นมวางใจเถิด นี่มิใช่ครั้งแรกที่ท่านออกจากหมู่บ้านสักหน่อย”
ทั้งสองหันมาทานอาหารกันอย่างเงียบๆ อีกครั้ง แสงตะเกียงน้ำมันส่องแสงอุ่นๆ อยู่กลางโต๊ะ เงาของหญิงสาวและแม่เฒ่าชราทอดยาวบนผนังไม้ คลอเคล้าไปด้วยเสียงจิ้งหรีดร้องระงมอยู่ด้านนอก
แม้จะมีเพียงสองคนในเรือน แต่บรรยากาศกลับอบอุ่นอย่างน่าประหลาด ราวกับโลกใบนี้ มิอาจนำความหมองมัวมาสู่หัวใจคนทั้งสองได้เลย
วันต่อมา ข่าวการจับตัวท่านลุงใหญ่ของจางเอ้อหลางได้แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างพากันมายืนมุงที่ศาลบรรพชนกลางหมู่บ้าน ชายวัยกลางคนร่างผอมถูกมัดมือไพล่หลัง นั่งคุกเข่าอยู่ตรงกลางลาน
ใบหน้าของเขายามนี้ดูซูบซีดและบวมปูด นั่นอาจเพราะถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ ก่อนจะถูกนำตัวมาที่นี่
ท่านลุงจางเป็ผู้นำเหล่าชายฉกรรจ์ในหมู่บ้าน ไปจับตัวเขากลับมาจากบ่อนพนันในเมือง เงินที่ขโมยไปจากบ้านจางถูกใช้จนหมดสิ้น เหลือเพียงเศษเหรียญไม่กี่เหวินในกระเป๋าผ้าขาดๆ
แม่เฒ่าจวงที่พึ่งฟื้นจากอาการาเ็ เมื่อเห็นบุตรชายคนโตในสภาพนั้นก็พลันทรุดตัวลงร้องไห้สะอึกสะอื้น
“เ้า! ทำไมถึงได้กลายเป็เช่นนี้เหล่าต้า...ข้าเลี้ยงดูเ้ามาอย่างดี เหตุใดถึงทำร้ายคนในครอบครัวได้ลงคอ พี่น้องทั้งหลายรวมถึงหลานๆ ยอมอดทนเพื่อส่งเสียให้เ้าได้ร่ำเรียน แต่เ้ากลับเป็คนไม่เอาไหนไปเสียได้ ฮื่ออออ!!! โธ่เอ้ย์!! ท่านมาเอาชีวิตแก่ๆ ของข้าไปเถิด”
เสียงร้องไห้ของหญิงชราดังก้องไปทั่วลานดิน เสิ่นเล่อเหยียนและแม่นมหลี่ที่ยืนอยู่ด้านนอกฝูงชน มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
หญิงสาวเหลือบมองชายวัยกลางคนที่ถูกมัดอยู่กลางลาน ด้วยสายตาเศร้าสร้อย นางไม่เข้าใจเลยว่า...ชายผู้เคยเป็บัณฑิตผู้สง่างามและมีความรู้ เป็ที่เคารพของคนทั้งหมู่บ้าน เหตุใดถึงได้ตกต่ำลงถึงเพียงนี้
