ผ่านไปครึ่งชั่วยาม โจวเทียนหยวนก็เริ่มสงสัยชีวิตตนเองขึ้นมาเสียแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อตอนเที่ยง เขาก็ถูกคนผู้หนึ่งที่คิดว่าเป็เ้าลูกแกะเล่นงานจนพ่ายแพ้ไปรอบหนึ่ง ในที่สุดก็ได้เจอคู่แข่งที่ดูเหมือนจะเอาชนะได้ คิดจะกู้หน้าคืนมาสักหน่อย ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายไล่ต้อนอย่างไร้ความปรานี
“ท่านผู้าุโ ถึงตาท่านแล้ว” ลู่เต้าเตือน
“น่ารำคาญ! ข้าขอคิดอีกครู่!” โจวเทียนหยวนจ้องกระดานหมากรุกอย่างครุ่นคิด พยายามหาทางเดินหมากอย่างหนัก ระหว่างนั้นก็ยังคงยกจอกเหล้าขึ้นดื่มไม่หยุด
หากลู่เต้าเป็คนเล่นเอง เขาย่อมไม่เก่งเท่าโจวเทียนหยวน แต่ด้วยการชี้แนะอย่างลับๆ ของไป๋เสีย เขาจึงแสดงฝีมือการเล่นหมากรุกที่เหนือกว่าคนทั่วไปออกมาได้
ไม่เพียงแต่จะเดินหมากรุกฆาตได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ตำแหน่งที่เดินยังแปลกประหลาดยิ่ง แต่ละก้าวล้วนบีบให้โจวเทียนหยวนต้องไตร่ตรองอยู่นาน และคอยดื่มเหล้าไม่หยุดเพื่อให้สมองปลอดโปร่ง
เมื่อเวลาผ่านไป เขาดื่มเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ การแข่งขันรอบนี้ยังไม่ทันรู้ผลแพ้ชนะ โจวเทียนหยวนก็เมาเหล้าจนตาปรือ ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนไปหมด
ไม่นานเขาก็ฟุบหลับไปบนกระดานหมากรุก เสียงกรนดังสนั่น
“เฮ้อ…” เมื่อเห็นโจวเทียนหยวนเมาหลับไป ลู่เต้าที่ตึงเครียดมาตลอดก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น
ไป๋เสียมองโจวเทียนหยวนที่กำลังหลับสนิท แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ก็ยังคงหลอกง่ายเหมือนเดิม”
“เ้าเด็กนี่จริงๆ เลย! รีบไปขอโทษแเื่เร็วเข้า!”
ในที่สุดวิกฤตก็ผ่านพ้นไปชั่วขณะ หงฝูนำหงฮวาผู้โมโหโทโสกลับมาถึงห้องจัดเลี้ยงพอดี ระหว่างทางก็กล่าวขอโทษแขกไม่หยุด “ขออภัยทุกท่าน เกิดเื่เล็กน้อยในครัว อาหารจานต่อไปรับรองว่าไม่มีปัญหา เชิญทุกท่านลิ้มลองได้อย่างสบายใจ!”
หงฮวาถูกพี่ชายลากไปที่โต๊ะประธานที่ลู่เต้าและคนอื่นๆ นั่งอยู่ด้วยสีหน้าไม่เต็มใจ เมื่อหงฝูมาถึงก็พบว่าโจวเทียนหยวนที่โกรธเกรี้ยวกลับเมาหลับไม่ได้สติอยู่บนโต๊ะ ส่วนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับเป็ลู่เต้าที่กำลังเล่นตัวหมากอยู่ในมือ
พอสบตากับลู่เต้า หงฮวาก็หลบสายตาอย่างเขินอาย ไม่อยากสบตากับเขาแม้แต่น้อย
“ท่านผู้มีพระคุณ ท่านผู้าุโโจวเขา…” หงฝูเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
ลู่เต้าแสร้งว่าเป็ความดีความชอบของตน ยืดอกกล่าวอย่างผึ่งผาย “ข้าแค่ให้เขาพักผ่อนสักหน่อย”
หงฝูที่ดีใจยิ่งนักรีบเดินเข้ามาสวมกอดลู่เต้าแน่น แล้วกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ขอบใจท่านมาก! เดิมทีข้าคิดว่างานประกาศขึ้นตำแหน่งประมุขตระกูลในคืนนี้คงต้องล่มไปแล้ว”
หงฮวารีบแยกทั้งสองออกจากกันพลางบ่นอุบ “พี่ใหญ่ แเื่ยังรออยู่นะเ้าคะ!”
“อ๊ะ จริงด้วย!” หงฝูตบหน้าผากตัวเอง “เด็กๆ!”
เขาโบกมือเรียกผู้ติดตามแข็งแรงกำยำสี่คน “พาท่านผู้าุโโจวไปพักที่ห้องรับรอง ระหว่างทางระวังด้วย อย่าปลุกเขาขึ้นมาเชียว!”
“ขอรับ!”
ในขณะที่ผู้ติดตามกำลังจะพาโจวเทียนหยวนที่เมามายไม่ได้สติออกไป ทันใดนั้นภายในจวนสกุลหงก็มีลมหนาวพัดผ่าน แสงเทียนพลันริบหรี่ อุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ
“เหอะ! รู้สึกว่าจะล่อมันมาแล้วสินะ!” ไป๋เสียกล่าวด้วยท่าทีรังเกียจ
“ผู้ใดหรือ” ทันทีที่ลู่เต้าเอ่ยจบ ก็รู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
แสงเทียนในห้องโถงดับลงทันใด บริเวณโดยรอบตกอยู่ในความมืดมิด บางคนที่ขวัญฝ่อร้องเสียงหลงด้วยความใ
ในความมืดมิดก็มีเสียงผู้ติดตามคนหนึ่งร้องออกมา “โอ๊ย!”
ชั่วขณะที่เชิงเทียนดับ ทั้งจวนสกุลหงตกอยู่ในความโกลาหล ทันใดนั้นเปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อเห็นว่าเฉายวนิปรากฏตัวขึ้นในห้องจัดเลี้ยงโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเคร่งขรึมของเขาทำเอาหญิงสาวที่อยู่บริเวณนั้นกรีดร้องออกมา
เฉายวนิมองโจวเทียนหยวนที่หลับสนิทด้วยสีหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย เขายกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ผู้ติดตามถอยออกไป
ผู้ติดตามเองก็รู้ดี จึงไม่กล้าขัดขวางและปล่อยให้เฉายวนิจัดการต่อ
เฉายวนิกำลังจะแบกโจวเทียนหยวนที่เมาไม่ได้สติขึ้นบ่า แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าไป ก็รู้สึกถึงบางอย่างที่คุ้นเคย เขายื่นมือออกไปก่อนชะงักเก็บมือกลับมา เขายืนตัวตรงพลางจ้องลู่เต้าด้วยสายตาเ็าที่ทำเอาเขาขนลุกซู่
ยังไม่ทันที่ลู่เต้าจะได้ตอบสนอง เฉายวนิก็พุ่งเข้ามาปิดปากเขา แล้วอุ้มขึ้นอย่างง่ายดาย
เนื่องจากถูกเฉายวนิปิดปากเอาไว้ ลู่เต้าที่มิอาจพูดประท้วงได้ก็ได้แต่ส่งเสียงอื้ออึงอยู่ในลำคอ
‘แย่แล้ว! จะถูกจับได้อีกแล้วหรือ!’ ลู่เต้าร้องเสียงหลงในใจ
เฉายวนิจ้องตาลู่เต้าเขม็ง มองเข้าไปในส่วนลึกของจิติญญาของเขาอีกครั้ง
น่าเสียดายที่ครั้งนี้เขายังคงไม่พบสิ่งใด เพราะไป๋เสียรู้สึกถึงการมาของเฉายวนิ จึงรีบหนีไปก่อนหน้านี้แล้ว
ถึงแม้ว่าลู่เต้าจะมั่นใจว่าไป๋เสียไม่ได้อยู่ในร่างตน แต่เฉายวนิก็ยังคงอุ้มเขาไว้แน่นและเคลือบแคลงสงสัยอยู่ดี
ลู่เต้าที่ถูกปิดปากทนไม่ไหว จึงได้แต่แลบลิ้นเลียฝ่ามือของเฉายวนิ
ความรู้สึกอุ่นชื้นและคันยุบยิบจากฝ่ามือทำให้ดวงตาของเฉายวนิเบิกกว้าง เขารีบชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก
ก่อนหน้านี้โดนเฉายวนิเล่นงานไปรอบหนึ่ง ครั้งนี้ก็ยังถูกแย่งโอกาสทำคะแนนต่อหน้ากู่เสี่ยวอวี่ไปอีก เมื่อเห็นเฉายวนิเช็ดน้ำลายบนมือด้วยสีหน้ารังเกียจ ลู่เต้าก็รู้สึกสะใจยิ่งนัก
‘สู้ไม่ได้ แต่ทำให้ขยะแขยงก็ยังดี!’
“เ้ามันเสียมารยาท มาถึงก็ลงไม้ลงมือ!” ทันทีที่ยืนได้มั่น ลู่เต้าก็เอ่ยต่อว่าทันที
เฉายวนิไม่มีท่าทีจะขอโทษ เมื่อเห็นว่าลู่เต้าบริสุทธิ์ก็วางเขาลง ไม่สนใจไยดีอีกต่อไป เนื่องจากเขามั่นใจว่าตนััได้ถึงกลิ่นอายของไป๋เสีย จึงกวาดตามองไปทั่วห้องจัดเลี้ยง
หลังจากเสาะหาอยู่นาน สายตาก็สอดส่ายไปตามฝูงชน ในที่สุดก็หยุดอยู่ที่ฮูหยินหงอย่างเชื่องช้า
ลู่เต้าพลันนึกขึ้นได้ บัดนี้ฮูหยินหงกลายเป็ร่างไร้ิญญาไปแล้ว ไป๋เสียต้องถือโอกาสเข้าร่างของนางเมื่อครู่นี้แน่ เฉายวนิจึงไม่พบสิ่งใดในร่างของเขา
ดังนั้น ตอนนี้คนที่เฉายวนิแตะต้องไม่ได้ไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็ฮูหยินหงต่างหาก!
หลังจากที่รวบรวมข้อมูลจากทั้งสองชาติภพแล้ว ลู่เต้ารวบรวมความกล้าเดินเข้าไปขวางทางเฉายวนิ
“นี่! จะจากไปเช่นนี้เลยหรือ ไม่ขอโทษสักคำเลยหรือไร”
แเื่ที่อยู่โดยรอบต่างพากันส่งเสียงฮือฮา ไม่ใช่เพราะลู่เต้ากล้าท้าทายเฉายวนิผู้เป็ถึงผู้นำแดนเหมันต์ แต่เป็เพราะเขาสั่งให้คนใบ้เอ่ยขอโทษต่างหาก
ลู่เต้ารู้อยู่แล้วว่าเฉายวนิเป็ใบ้ ไป๋เสียพร่ำถึงเ้าเฉาใบ้อยู่ทุกวัน มีหรือที่เขาจะไม่รู้
ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อดึงความสนใจของเฉายวนิกลับมาที่ตนเอง และเปิดโอกาสให้ฮูหยินหงที่ถูกไป๋เสียสิงร่างหลบหนีไปได้
เฉายวนิสูงกว่าลู่เต้าเกือบหนึ่ง่ตัว สูงพอๆ กับไป๋เสีย สายตาเ็าจ้องมองลู่เต้าราวกับสายลมหนาวในยามราตรี พลังิญญาที่แผ่ออกมาจากร่างทำให้เขาหายใจไม่ออก
สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของเขากำลังร้องเตือนให้ลู่เต้ารีบหนี แต่เขากลับไม่ยอมแพ้ ยังคงยืนขวางทางอีกฝ่ายอย่างดื้อรั้น “เป็อะไรไป หรือว่าเ้าเป็ใบ้”
หากสองประโยคก่อนหน้านี้ยังถือว่าโมโหจนพลั้งปาก ประโยคนี้ของลู่เต้าถือเป็การยั่วยุอย่างโจ่งแจ้ง
เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ลู่เต้าจึงยอมทำทุกอย่างโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น ทว่าทันทีที่ปากประกบปิด เขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น
สีหน้าของเฉายวนิพลันมืดครึ้มลง แเื่ต่างพากันเป็กังวลแทนลู่เต้า พวกเขาไม่รู้ว่าผู้นำที่หยิ่งผยองผู้นี้จะจัดการกับเด็กเหลือขอที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีตรงหน้าอย่างไร
เฉายวนิเพียงแค่ยกมือขึ้นลูบไล้ไปในอากาศ ปากของลู่เต้าก็เย็นเยียบ ก่อนจะรู้ตัวว่าริมฝีปากบนและล่างถูกแช่แข็งจนติดกัน! ปากของเขาถูกปิดผนึก ไม่อาจเอ่ยปากพูดได้ ได้แต่ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอราวกับคนใบ้
เฉายวนิถือโอกาสที่ลู่เต้ากำลังตกตะลึงรีบเดินมุ่งหน้าไปหาฮูหยินหงที่นั่งอยู่
“โปรดหยุดก่อน!”
เฉายวนิถูกขวางทางอีกครั้ง แต่คนที่ขวางเขาไม่ใช่ลู่เต้า แต่เป็ผู้ติดตามสี่คน ผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์เหล่านี้รู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเฉายวนิ แต่ก็ยังคงยืนหยัดขวางเขาเอาไว้ ไม่ยอมให้อีกฝ่ายที่มาดร้ายเข้าใกล้ฮูหยินหง
