เล่มที่ 4 บทที่ 93 สมบัติลึกลับ
“หึหึ…” หลินเฟยทำเพียงหัวเราะน้อยๆออกมาเท่านั้น ไม่ได้เอ่ยตอบอะไรอีก ก่อนที่เขาจะกลับไปโคจรปราณกระบี่ไท่อี๋อีกครั้ง เพื่อบีบรัดให้ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนแคบลงไปอีก
ส่วนอสุรกายกุ่ยเจี้ยงเอง เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าก็ไม่บังอาจจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำอะไรอีก ก็เพราะปราณกระบี่ไท่อี๋มีพลังศักดิ์สิทธิ์ สามารถสยบสิ่งชั่วร้ายได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ใช่เหล่ามารปีศาจที่มีขั้นบำเพ็ญบรรลุเทียบเท่าฟ่าเซินซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนกายหยินปีศาจให้เป็กายหยางได้แล้วละก็ หากััเพียงนิดเดียว ต่อให้ไม่ตายก็ต้องเจ็บสาหัส แม้ตอนนี้อสุรกายกุ่ยเจี้ยงจะไม่ได้ััโดนปราณกระบี่ไท่อี๋ตรงๆ แต่ค่ายกลที่หดแคบลงมานั้นก็แทบจะทำให้ร่างทั้งร่างติดไฟได้เลยทีเดียว…
อสุรกายกุ่ยเจี้ยงแตกฮือขึ้นมาทันที
“เ้าหนู จงรู้ไว้ว่าข้ามีที่มาไม่ธรรมดา ทางที่ดีเ้าควรปล่อยข้าไปเสีย ไม่อย่างนั้นวันหน้าเ้าจะต้องเดือดร้อนเป็แน่ ฉะนั้นแล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
ทว่าหลินเฟยไม่สนใจแม้แต่น้อย
ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนยังคงหดแคบลงเรื่อยๆ จนเริ่มมีประกายไฟติดขึ้นมาบ้างแล้ว…
“หยุด หยุด หยุดเดี๋ยวนี้… ข้าๆ… ข้ายอมแล้ว!” อสุรกายกุ่ยเจี้ยงแทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความเ็ป ค่ายกลกระบี่ที่เกิดจากปราณกระบี่พิสดารนั่น ถือว่าเป็ศัตรูตัวฉกาจของเหล่ามารปีศาจก็ว่าได้ หากโดนเข้าแม้เพียงนิดเดียว ก็จะเผาไหม้พลังหยินในตัวไปจนหมด หลังจากสิ้นเสียงโวยวายนั้น อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหยุดมือ มิหนำซ้ำยังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นอีก ในที่สุดอสุรกายกุ่ยเจี้ยงก็ต้องอ้อนวอนร้องขอชีวิตด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
“ข้าสาบาน ถ้าเ้ายอมปล่อยข้าไป ข้าจะบอกความลับสุดยอดให้อย่างหนึ่งเลย!”
“หื้อ?” เมื่อหลินเฟยหลินเฟยได้ยินข้อเสนอเช่นนั้นก็หัวเราะน้อยๆออกมา ก่อนจะยกมือบงการให้ค่ายกลกระบี่ออกห่างจากอสุรกายกุ่ยเจี้ยงประมาณสามฉื่อ แน่นอนว่าระยะห่างประมาณนี้จะไม่สามารถแผดเผาให้าเ็ถึงตายได้ แต่พลังศักดิ์สิทธิ์ที่กดดันอยู่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้อสุรกายกุ้ยเจี้ยงสำนึกได้ว่าชีวิตน้อยๆของตนกำลังอยู่ในกำมืออีกฝ่าย
“ช่วยเอาห่างออกไปอีกหน่อยได้ไหม…” พอรู้ตัวว่ารอดตายได้แล้ว อสุรกายกุ่ยเจี้ยงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา ทว่าดวงตานั้นยังกลอกไปกลอกมา มือก็พลางชี้ไปทางค่ายกลที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามฉื่อ
“มันกดดันจนข้าหายใจไม่ออกแล้ว…”
“เ้าเป็อสุรกาย จำเป็จะต้องหายใจด้วยหรือ?” หลินเฟยเถียงกลับด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก เพราะชาติที่แล้วเ้าตัวก็เคยเห็นอสุรกายปีศาจมาไม่น้อย แม้แต่าาอสุรกายกุ่ยตี้ห้าทิศในตำนานก็เคยเจอมาก่อน ทว่าหลินเฟยกลับไม่เคยพบเคยเห็นอสุรกายที่ปลิ้นปล้อนเช่นนี้มาก่อน เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงยกมือบงการให้ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนปล่อยปราณกระบี่ออกมา อสุรกายกุ่ยเจี้ยงก็กระตุกใจนน้ำตาเล็ดทันที…
“เดี๋ยวๆๆ…ข้าพูด…ข้าพูดแล้ว…” ครั้งนี้อสุรกายกุ่ยเจี้ยงไม่กล้าลีลาอีก กลัวว่าหากพูดช้าไปเพียงนิดเดียว ปราณกระบี่นั่นอาจจะแทงใส่ร่างตนเองจนสาหัสได้เลย
“ที่ส่วนลึกของหุบเขากระบี่ มีสมบัติล้ำค่าบางอย่างกำลังจะถือกำเนิด ดังนั้นข้าเลยลอบเข้าไป หวังจะขโมยมัน ถ้าเ้าปล่อยข้าไป ข้าจะบอกวิธีไปเอามัน!”
“สมบัติล้ำค่า?” หลินเฟยย่นคิ้วขมวดลงมา สายตาจ้องมองอสุรกายกุ่ยเจี้ยงอยู่นาน
“ถ้าเดาไม่ผิด เ้าเองก็เพิ่งเคยมาครั้งแรกสินะ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางจะไม่รู้หรอก ว่าการลอบโจมตีศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยน ไม่ต่างอะไรกับรนหาที่ตาย…”
“ใช่… ใช่แล้ว…”
“ถ้าอย่างนั้นก็แปลก ในเมื่อมาครั้งแรก แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ส่วนลึกมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่?”
“คือว่า…” อสุรกายกุ่ยเจี้ยงได้ยินเช่นนั้นก็พูดไม่ออก หลังจากกลอกตาไปมาชั่วครู่ ก็เอ่ยตอบอย่างไม่ย่อท้อ
“ที่จริง ข้านั้นไม่เหมือนกับอสุรกายตนอื่น…”
“หื้อ?”
“อสุรกายส่วนมากจะบำเพ็ญด้วยไอชั่วร้ายและจิตอาฆาตแค้น ั้แ่เป็เพียงอสุรกายทั่วไปจนเลื่อนเป็อสุรกายกุ่ยปิง และจากกุ่ยปิงก็เลื่อนเป็กุ่ยจู๋ จากนั้นจึงได้เลื่อนขั้นมาเป็กุ่ยเจี้ยง…” ระหว่างที่พูดถึงตรงนี้ อสุรกายกุ่ยเจี้ยงก็พลางชี้มาที่ตนเอง
“แต่ข้านั้น เมื่อตอนเป็อสุรกายก็ได้ผนึกตนไว้ที่ซากศาสตราวุธชิ้นหนึ่ง บำเพ็ญด้วยการกลืนกินไอิญญาและมนต์สะกดเป็อาหาร เป็อย่างนี้อยู่กว่าพันปี จนในที่สุดก็กลืนกินไอิญญาและมนต์สะกดของซากศาสตราวุธนั้นจนหมด สามารถเบิกปัญญาขึ้นมาได้ และก็มีขั้นบำเพ็ญระดับกุ่ยเจี้ยง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุนี้หรือเปล่า ที่ทำให้ข้ามีจมูกที่ไวต่อกลิ่นของสมบัติล้ำค่า ที่ใดมีของดี เพียงแค่ข้าดมก็ย่อมรู้แล้ว”
“ซากศาสตราวุธที่ว่านั่น มีหน้าตาเป็อย่างไร?”
“เหมือนเหรียญทองขนาดเท่าฝ่ามือ แต่ดูเหมือนว่ามันจะถูกบางอย่างฟันจนแตก ทำให้เหลือเพียงเศษเสี้ยวประมาณหนึ่งส่วนเท่านั้น มนต์สะกดก็เหลือเพียงยี่สิบกว่าสาย ้ายังมีอักษรสลักไว้ว่าทงเหอเป่า แต่น่าเสียดายตอนที่ข้าสำเร็จขั้นกุ่ยเจี้ยง ข้าได้กลืนมันลงไปแล้ว ไม่อย่างนั้นคงจะเอาออกมาให้ดูแล้วล่ะ”
“ทงเหอเป่า…” หลินเฟยครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะใขึ้นมา เขาจ้องอสุรกายกุ่ยเจี้ยงอย่างไม่วางตา ในใจก็พลางก่นด่าไม่เหลือชิ้นดี
‘เ้านี่ช่างโชคดีชะมัด…’
เพราะหลินเฟยเคยเห็นเหรียญทองนั่นมาก่อน!
‘นั่นมันไม่ใช่ศาสตราวุธ…’
‘แต่เป็สิ่งที่เกิดจากไอิญญาฟ้าดิน…’
ที่จริงแล้ว สิ่งที่เกิดจากไอิญญาฟ้าดินเช่นนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะเป็ของขั้นเซียนเทียนแต่กำเนิด มีมนต์สะกดถึงเจ็ดสิบสองสาย ไม่มีอะไรทำลายมันได้แม้แต่จะทำให้เป็รอยแตกก็ตาม แน่นอนว่าย่อมไม่มีทางที่จะถูกเ้าอสุรกายหน้าโง่นี้กลืนกินไปได้…
‘แต่เหรียญนี้กลับมีบางอย่างต่างออกไป…’
หลินเฟยจำได้ว่า ตอนที่เหรียญนี้เพิ่งมีมนต์สะกดได้สามสิบหกสาย มันก็ถูกคนขุดขึ้นมาจากทะเลลึก นับว่าเป็การทำลายความยิ่งใหญ่ของมันจนย่อยยับ หลังจากนั้นก็ถูกส่งผ่านกันมาหลายมือ สุดท้ายก็ตกอยู่ในมือของจอมโจรเสิ่นหลันที่มีชื่อเสียง
หลังจากเสิ่นหลันได้เ้าเหรียญนั่นมาครอง เขาก็ขอให้สหายที่เป็ปรมาจารย์ด้านการหลอมอาวุธ ช่วยหลอมมันให้กลายเป็ศาสตราวุธที่มีมนต์สะกดสามสิบหกสาย มีพลังเสาะหาเหล่าสมบัติ ซึ่งในอดีตนั้น จอมโจรเสิ่นหลันก็ใช้มันในการตามล่าหาสมบัติล้ำค่าต่างๆ เรียกได้ว่าแทบจะขโมยทุกอย่างในพิภพหลัวฝูไปได้ ทว่าสุดท้ายเขาก็ถูกสะบั้นจนขั้นบำเพ็ญฟ่าเซี่ยงแตกสลาย เพราะคิดจะขโมยของ ของปรมาจารย์ดาบโลหิตเข้า ถือว่ามีจุดจบที่น่าอนาถเลยทีเดียว
หลังจากเสิ่นหลันตาย เหรียญทองที่ว่าก็หายไปด้วย
คิดไม่ถึงว่าจะถูกเ้าอสุรกายที่ยังไม่เบิกปัญญาตนนี้กินลงไป…
หลินเฟยพยายามพิจารณากุ่ยเจี้ยงตรงหน้า เพราะหากเป็เหรียญที่สามารถหาสมบัติได้ละก็ เกรงว่าจะพอมีความเป็ไปได้อยู่บ้าง…
‘แน่นอนว่าต้องลองถึงจะรู้’
“ช่างเป็เื่น่าเหลือเชื่อจริงๆ” หลินเฟยแค่นหัวเราะ ก่อนจะคลายค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนออกเล็กน้อย
“แล้วเ้าจะพิสูจน์อย่างไร?”
“เื่นั้นถือว่าง่ายมาก” อสุรกายกุ่ยเจี้ยงตอบอย่างมั่นใจ
“ที่ผาหินด้านหลังห่างไปประมาณห้าสิบเก้านั่น หากจมูกข้าไม่มีปัญหาละก็ บริเวณใจกลางผาหินจะต้องมีเหล็กเซียนขั้นเซียนเทียนขนาดประมาณหนึ่งฉื่อซ่อนอยู่แน่นอน…”
“หื้อ?” ได้ยินเช่นนั้นหลินเฟยก็ชะงักครุ่นคิดอยู่ไม่นาน ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
‘ดูท่าจะหาสมบัติได้จริงแฮะ…’
‘อสุรกายกุ่ยเจี้ยงพูดไม่ผิดหรอก ที่ผาหินนั่นมีเหล็กเซียนขั้นโฮ่วเทียนอยู่จริง…’
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
