ด้านเมิ่งอ้ายเยว่นั้น หลังจากที่ถูกส่งตัวกลับมาขังที่เรือนก็ล้มป่วยลงเพราะถูกไอเย็น แม้อาการจะไม่ได้รุนแรงมากนัก แต่มันก็ทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัวอยู่มาก นางมีอาการเหมือนจะเป็หวัด อีกทั้งยังไอเล็กน้อย อาหมี่ร้อนใจทำได้เพียงไปขอความเมตตากับสาวใช้ที่เฝ้าหน้าประตูซึ่งเป็คนของเถียนฮูหยิน ให้ช่วยไปตามท่านหมอมาตรวจดูอาการคุณหนูของตน โชคดีที่เถียนฮูหยินยังมีความเมตตา จึงให้คนไปตามท่านหมอมาตรวจดูอาการของเมิ่งอ้ายเยว่ รอไม่นานท่านหมอก็มาถึงและตรวจนางอย่างละเอียด เมื่อพบว่าเป็ไข้หวัดเพียงเล็กน้อยจึงเขียนเทียบยาให้ไม่กี่ชุด และบอกว่าให้นางนอนพักสักสองสามวันอาการก็จะดีขึ้น อาหมี่รีบไปจัดการต้มยาตามที่อ่านหมอบอก จากนั้นก็นำมาให้เ้านายตนดื่มหลังมื้ออาหารสามเวลา
"คุณหนู อย่างไรเถียนฮูหยินก็ยังมีเมตตาไม่ทอดทิ้งท่าน ต่อไปท่านก็อย่าออกจากจวนอีกเลยนะเ้าค่ะ เชื่อฟังเถียนฮูหยินไว้จะดีกว่า"
เมิ่งอ้ายเยว่รับถ้วยยามาดื่มจนหมดและไม่ได้เอ่ยสิ่งใดแม้เพียงครึ่งคำ เหอะ เถียนอูหยินยังมีเมตตาอย่างนั้นหรือ น่าขันสิ้นดี พวกเขากลัวนางจะตายเสียมากกว่า หากวันใดที่ยันต์คุ้มภัยอย่างนางตายไป คนพวกนั้นคงจะกลัวว่าตระกูลเมิ่งจะล่มจมน่ะสิไม่ว่า
การใช้ชีวิตอยู่ในจวนตระกูลเมิ่งแห่งนี้ไม่ต่างการใช้ชีวิตในแดนคุมขัง ต้องกินแต่ผักเหมือนหมู แต่งตัวเหมือนสตรีที่ละทางโลก ออกไปที่ใดก็ไม่ได้ หากทำตัวดีดีย่อมได้คำชม หากไม่ทำตามคำสั่งก็จะถูกทุบตีกักขัง ตำแหน่งคุณหนูใหญ่จอมปลอมนี่ผูกรั้งตัวนางเอาไว้ราวกับโซ่ตรวนที่พันธนาการอย่างแ่า แม้เถียนฮูหยินจะไม่ได้เอาโซ่มาล่ามนางเอาไว้ แต่ก็ไม่่ต่างกันเท่าใดนัก นี่คือการจองจำที่บีบคั้นและเล่นกับสภาพจิตใจของนางที่สุด
"ข้าอยากพักเสียหน่อย"
เมิ่งอ้ายเยว่ไม่อยากจะคิดอันใดให้เหนื่อยล้าขึ้นมาอีก ยามนี้สิ่งที่นางทำได้คือการพักเอาแรงแล้วคิดหาหนทางต่อไป นางไม่มีทางยอมถูกจองจำเช่นนี้ไปชั่วชีวิตเป็อันขาด
เวลาล่วงเลยมาจนถึงกลางดึก บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดเป็อย่างยิ่ง ทว่าไม่นานนักเมิ่งอ้ายเยว่ก็พลันสะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของเหล่าสาวใช้ดังระงมไปทั่วทั้งจวน อีกทั้งยังมีเสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นวายโกลาหลไปหมด เมิ่งอ้ายเยว่ลุกขึ้นจากเตียง นางยกมือขึ้นมาขยี้ตาตนเองหนหนึ่ง แล้วจึงหันไปเอ่ยถามอาหมี่ที่นอนอยู่ไม่ไกล
"อาหมี่ เกิดเื่ใด เ้าลองไปสอบถามคนด้านนอกดูหน่อยสิ"
"เ้าค่ะ"
อาหมี่ีรับคำอย่างงัวเงีย ก่อนจะลุกขึ้นไปสอบถามความจากสาวใช้ที่ด้านนอก ไม่นานเด็กสาวก็วิ่งกลับมาด้วยท่าทีตื่นตระหนก
"คุณหนู สาวใช้พวกนั้นบอกว่า ดูเหมือนคลังสมบัติจะเกิดเพลิงไหม้เ้าค่ะ ใต้เท้าเมิ่งให้คนตรวจสอบพบว่าสาเหตุมาจากมีหนูวิ่งชนเชิงเทียนล้มลงจนเกิดไฟไหม้และเผาสมบัติไปมากกว่าครึ่ง ยามนี้คนในจวนต่างเคร่งเครียดนัก"
"ไฟไหม้หรือ?"
เมิ่งอ้ายเยว่ย่นหว่างคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนและไม่สนใจความวุ่นวายภายนอกอีก ในเมื่อเพลิงไม่ได้ไหม้ลามมาถึงเรือนของนาง นางก็ไม่จำเป็ต้องตื่นตระหนก จะว่าไปแล้วก็สาแก่ใจอยู่ไม่น้อย เถียนฮูหยินเพิ่งจะเอาของพระราชทานของนางไป ตกดึกก็เกิดเพลิงไหม้เสียแล้ว เช่นนี้เรียกว่ากรรมตามสนองได้หรือไม่
เช้าวันต่อมาข่าวไฟไหม้ที่จวนตระกูลเมิ่งก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ใต้เท้าเมิ่งยื่นจดหมายลางานถึงห้าวันเพราะ้าแก้ปัญหาในจวนของตนให้แล้วเสร็จ เหล่าขุนนางคนอื่นๆ ต่างก็มีความคิดเห็นไปต่างๆ นาๆ ใต้เท้าเมิ่งเป็ขุนนางใสซื่อมือสะอาดมาโดยตลอด หรือว่าเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้จะมีคนที่อิจฉาคิดเล่นงานเขา เพราะไฟไหม้เพียงคลังสมบัติแต่กลับไม่ไหม้ไปยังเรือนอื่นๆ เช่นนี้ก็น่าแปลกนัก แต่่ทว่ายังมีขุนนางอีกฝั่งหนึ่งที่เอ่ยอย่างดูแคลนว่านั่นคือกรรมตามสนองต่างหาก คนเช่นใต้เท้าเมิ่งน่ะหรือใสซื่อมือสะอาด หากบอกว่าหน้าซื่อใจคดยังถูกเสียกว่า!
ด้านซือหม่าอี้เฉินนั้น ยามนี้เขากำลังนอนเอนกายอยู่บนบัลลังก์ัอย่างสุนทรีย์และหลับตาฟังเสียงเหล่าขุนนางถกเถียงกันอย่างนึกสนุก เหล่าขุนนางต่างไม่มีผู้ใดตักเตือนว่าเขาทำกิริยาไม่เหมาะสม เพราะเห็นจนเคยชินไปเสียแล้ว ฮ่องเต้วัยเยาว์ผู้นี้ ยามว่าราชกิจมักจะนอนอย่างเกียจคร้านเช่นนี้ทุกเช้า ไม่ยกขาพาดโต๊ะ ก็ยกเลิกการประชุมยามเช้าไปเสียดื้อๆ เหล่าขุนนางถึงกับตามอารมณ์เขาไม่ทัน
ซือหม่าเหลียนปรายตามองหลานชายตนที่นอนอยู่บนบัลลังก์ัด้วยแววตาดูแคลนคราหนึ่ง ซือหม่าอี้เฉินภายนอกดูเหมือนเป็พวกไม่สนโลก แต่มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าเด็กนี่มันเป็พวกเสือหมอบัซ่อน
"ฝ่าา ยามนี้ฝนแรกตกลงมาแล้ว อีกทั้งยังเกิดน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหมู่บ้านฝูอี้อย่างเฉียบพลัน เราต้องเร่งส่งคนไปจัดการแก้ไขโดยด่วน ไม่เพียงเท่านั้น เพราะฝนตกหนักอากาศชื้นแฉะทำให้เกิดโรคระบาดขึ้นในหมู่บ้าน ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายไปเป็จำนวนมาก ขอฝ่าาโปรดมีรับสั่งให้จัดการแก้ไขโดยเร็วเถอะพ่ะย่ะค่ะ"
ขุนนางท่านหนึ่งเดินขึ้นหน้ามากล่าวรายงานความเป็ไปของราษฎรอย่างร้อนใจ เขารายงานความเป็ไปจบไปตั้งนานแล้ว แต่เ้าเหนือหัวกลับยังคงนอนหลับตาพริ้มราวกับไม่ได้ยินในสิ่งที่เขากล่าวรายงาน ขุนนางผู้นั้นมีท่าทีกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ครั้งจะกล่าวรายงานซ้ำอีกหนก็กลัวว่าจะได้เดินทางไปปรโลกเสียก่อน เขาจึงตัดสินใจหันไปขอความช่วยเหลือจากซือหม่าเหลียนผู้เป็ชินอ๋อง อย่างไรพวกเขาก็เป็อาหลานกัน ซือหม่าอี้เฉินคงไว้หน้าเสด็จอาตนอยู่กระมัง
ซือหม่าเหลียนเพียงพยักหน้าให้ขุนนางผู้นั้นอย่างอ่อนโยนมีเมตตา แล้วจึงยกสองมือขึ้นประกบกันเพื่อทำความเคารพคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้า
"ทูลฝ่าา เื่."
"ข้าเพียงงีบหลับไปครู่เดียว เสด็จอาก็คิดจะขึ้นมาว่าราชการแทนเสียแล้ว ทำไม ท่านอยากขึ้นมานั่งบนนี้หรือ มาสิ ขึ้นมาเลย หรืออยากนั่งบนหัวข้าดี?"
เหล่าขุนนางต่างรีบก้มหน้าหงุด เสือกัดกัน กระต่ายป่าเช่นพวกเขาไม่ควรสอดมือเขาไปยุ่ง ส่วนไป๋จิ่งหยวนที่มาเข้าร่วมประชุมยามเช้าก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดทั้งสิ้น เขาไม่ได้โดนเรียกไปด่าเสียหน่อย อยู่เงียบๆ ไว้จะดีกว่า
ด้านขุนนางผู้นั้นที่ขอให้ซือหม่าเหลียนช่วยออกหน้าก็เริ่มหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมา
เขาคิดผิดจริงๆ นอกจากฝ่าาจะไม่ไว้หน้าแล้ว ยังจ้องจะกินหัวเสด็จอาตนเองด้วย ช่างน่ากลัวนัก!
ด้านซือหม่าเหลียนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ลอบก่นด่าหลานชายตนในใจว่าเด็กเวร มันตั้งใจทำให้เขาขายหน้าชัดๆ
"หามิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงเป็ห่วงพระองค์เท่านั้น เพราะเห็นว่าพระองค์เอาแต่นั่งหลับไม่สนใจคำรายงานของเหล่าขุนนางเลย"
เอาสิ!ขายหน้ามาก็ขายหน้ากลับ!
ซือหม่าอี้เฉินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะลั่นท้องพระโรง เขาเปลี่ยนจากท่านอนเกียจคร้านเมื่อครู่มานั่งหลังตรงอย่างสง่างามอยู่บนบัลลังก์ั แล้วจึงเอ่ยถามเสด็จอาของตน
"เสด็จอาช่างมีอารมณ์ขันยิ่งนัก ผู้ใดบ้างไม่เคยนอน หรือวาท่านไม่นอน เอ๋? หากไม่นอนแล้วมัวคิดอันใดอยู่ หรือว่าเบื่อเมียที่บ้านจึงทำให้หลับไม่ลง เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะส่งอนุภรรยาไปให้ท่านสักสิบคน ให้พวกนางล้อมหน้าล้อมหลังท่านจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน เป็เช่นไร ดีหรือไม่?"
มาสิ!เ้าอยากขายหน้าข้า แต่เผอิญว่าข้าป่วยเป็โรคหน้าด้านมาั้แ่กำเนิด วาจาเพ้อพกเช่นนี้ไม่ะเืหนังหน้าข้าหรอก!
ซือหม่าเหลียนถึงกับหน้าดำคล้ำ เด็กเวรนี่! เหตุใดมันจึงไม่มีความอับอายบ้าง กลับดำเป็ขาวไม่พอ ยังคิดจะยัดอนุภรรยามาให้เขาเพิ่มอีก เท่านี้จวนเขายังวุ่นวายไม่พอหรือ!
