ในชาติภพก่อน ชูชิงไม่เคยมีโอกาสได้พบหน้า 'เหลียนซาน' ตัวจริงเลยสักครั้ง เธอรู้จักเขาเพียงผ่านตัวอักษรบทสัมภาษณ์บนหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น
บทความเ่าั้ถ่ายทอดเื่ราวชีวิตวัยเด็กอันขมขื่นของมหาเศรษฐีหนุ่ม เขาเติบโตมาท่ามกลางความยากจนข้นแค้น ถึงขนาดต้องคุ้ยขยะกินประทังชีวิต จนกระทั่งอายุสิบหกปี เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยและเริ่มมีรายได้ ชีวิตของเขาจึงค่อยๆ หลุดพ้นจากปากเหวแห่งความหิวโหย ก่อนจะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยสองมือเปล่าจนก้าวขึ้นสู่บัลลังก์เ้าพ่อแห่งวงการบันเทิงผู้มั่งคั่ง
ชูชิงไม่คาดคิดเลยว่าในชาตินี้ เพียงแค่ซาลาเปาสองลูก จะถักทอวาสนาให้เธอได้ผูกพันกับว่าที่มหาเศรษฐีผู้นี้
เหลียนซานในตอนนี้เปรียบเสมือนต้นกล้าเล็กๆ ที่ขาดน้ำ แต่ในวันหน้า เขาจะเติบใหญ่เป็ไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ผู้คนได้พึ่งพิงร่มเงา และสิ่งสำคัญที่สุดที่เธอรู้ดีคือ... เหลียนซานเป็คนรู้คุณคนอย่างที่สุด
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชูชิงจึงตัดสินใจที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขา
“เหลียนซานจ๊ะ ปีนี้เธออายุเท่าไหร่แล้ว?”
เด็กชายหน้าแดงก่ำด้วยความขัดเขิน “ผม... ผมตัวเตี้ยมากครับ ปีนี้ผมอายุสิบสองแล้ว”
เมื่อมองสภาพร่างกายที่แคระแกร็นจากการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ทั้งชูชิงและยายฉินต่างก็ทอดสายตามองด้วยความเวทนาจับใจ
ชูชิงหันไปส่งสายตาให้คุณยาย “ยายคะ ที่บ้านเราทำซาลาเปาขาย กำลังขาดลูกมืออยู่ไม่ใช่เหรอคะ? ยายว่าเราจ้างคนงานเพิ่มสักคนดีไหม?”
ฉินซูหลานเป็คนจิตใจเมตตา เธอเข้าใจเจตนาของหลานสาวในทันที “ก็ควรรับอยู่นะ แต่กิจการเราเพิ่งเริ่มต้น เป็แค่แผงเล็กๆ จะไปหาใครที่ยอมทำงานแลกข้าวโดยไม่เอาค่าจ้างได้ล่ะ?”
เหลียนซานได้ยินดังนั้นก็โพลงขึ้นทันที ดวงตาเป็ประกาย “ผมทำครับ ผมเต็มใจทำ ขอแค่มีข้าวกินให้อิ่มท้อง ผมสัญญาว่าจะทำงานให้ดีที่สุดครับ”
ฉินซูหลานยิ้มพลางพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย เดี๋ยวเธอเอาเกวียนไปคืนที่หมู่บ้านเป่ยซินนะ แล้วจำทางมาบ้านยายไว้ด้วย ต่อไปทุกวันตอนบ่ายสามโมง เธอมาช่วยเก็บผัก ล้างผัก หั่นผัก พอเสร็จงานก็กลับบ้าน แล้ววันรุ่งขึ้นตอนหกโมงเช้า ก็มาช่วยขายซาลาเปา ค่าจ้างคืออาหารสามมื้อ ยายกินอะไร เธอก็ได้กินอย่างนั้น ตกลงไหม?”
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ อย่างมีความสุข “ตกลงครับ ผมจะตั้งใจทำงานให้คุ้มค่าข้าวเลยครับ คุณยาย... เอ่อ ให้ผมเริ่มงานวันนี้เลยได้ไหมครับ?”
“ได้สิ แต่ตอนนี้เธอกลับไปบอกพ่อกับแม่ที่บ้านก่อนนะ เดี๋ยวค่อยกลับมา ยายจะรออยู่ที่นี่”
เหลียนซานกำซาลาเปาในมือแน่น เขายังไม่ได้กัดกินมันแม้แต่คำเดียว ก่อนจะออกตัววิ่งแน่บกลับบ้านไปพร้อมกับซาลาเปาทั้งสองลูก
ชูชิงมองตามหลังเด็กน้อยแล้วหันมาคุยกับยาย “ยายคะ ถ้าเหลียนซานเป็เด็กดีซื่อสัตย์ เราค่อยๆ หาทางช่วยเหลือเขาให้มากกว่านี้ดีไหมคะ?”
มือเหี่ยวย่นลูบศีรษะหลานสาวอย่างเอ็นดู “แน่นอนสิลูก ยายดูออกว่าเหลียนซานเป็เด็กใฝ่ดี ถึงจะจนยากแต่แววตาเขามุ่งมั่น น่าสงสารจริงๆ อายุสิบสองแล้วแต่ตัวยังเท่าเด็กเจ็ดขวบแปดขวบเอง”
...
ทางด้านเหลียนซาน เขาใช้เวลาไม่นานก็วิ่งกลับมาถึงบ้าน... หรือหากจะเรียกให้ถูก มันคือโกดังร้างเก่าคร่ำคร่าที่ไม่มีแม้แต่เตียงนอนสักหลัง
‘เหมยฮวา’ แม่ของเหลียนซานนอนซมอยู่บนเสื่อฟางเก่าขาดวิ่นที่ปูอยู่กับพื้นดิน ส่วน ‘เหลียนโป’ ผู้เป็พ่อนั่งสานตะกร้าหวายอยู่ข้างๆ อย่างขะมักเขม้น
เหมยฮวาป่วยเป็อัมพาตมาห้าปีแล้ว ร่างกายซีกหนึ่งขยับไม่ได้ เหลือเพียงมือข้างเดียวที่ยังใช้งานได้ รายได้ทั้งหมดของครอบครัวจึงตกอยู่ที่เหลียนโปซึ่งหาเงินจากการขายตะกร้าหวายเพียงทางเดียว
เหลียนซานรีบบิแบ่งซาลาเปาในมือออกเป็สองส่วน “พ่อครับ ผมหางานทำได้แล้ว ได้ค่าจ้างเป็ข้าวสามมื้อ นี่เป็มื้อเช้าที่ผมหามาได้ พ่อกับแม่รีบกินกันเถอะครับ”
เหลียนโปวางมือจากงานสาน รับซาลาเปามาถือไว้ กลิ่นหอมกรุ่นของไส้เนื้อเตะจมูก เขาไม่ได้ลิ้มรสชาติเนื้อสัตว์มานานกว่าห้าปีแล้ว
ส่วนเหมยฮวา มือข้างที่ยังขยับได้สั่นเทาขณะรับซาลาเปาอีกซีกไป น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลอาบแก้ม “เสี่ยวซานลูกแม่... ไม่คิดเลยว่าชาตินี้แม่จะได้กินซาลาเปาไส้เนื้ออีก ตายตอนนี้ก็ไม่เสียดายแล้ว”
เธอรีบกัดกินซาลาเปาด้วยความหิวโหย ขณะที่เหลียนโปยังคงถือส่วนของตนไว้นิ่ง “เสี่ยวซาน... มาแบ่งกันกินเถอะลูก”
เหลียนซานแกล้งทำท่าลูบท้อง “ผมอิ่มแล้วครับพ่อ พ่อกินเถอะ ผมต้องรีบกลับไปทำงานที่บ้านคุณยายหมู่บ้านเป่ยซินแล้ว เดี๋ยวผมจะเก็บส่วนแบ่งอาหารของผมกลับมาฝากพ่อกับแม่กินอีกนะครับ”
ใบหน้าของเหลียนโปฉายแววรู้สึกผิด “พ่อมันไม่ได้เื่เอง ทำให้เ้ากับแม่ต้องมาอดอยากแบบนี้”
เหลียนซานเป็เด็กที่มีความคิดความอ่านเกินวัย “พ่อครับ... ผมรู้นะว่าเงินที่พ่อหามาได้ตลอดหลายปีนี้ หมดไปกับค่ายาของแม่ ขอแค่แม่ยังมีชีวิตอยู่ แค่นี้ก็ดีที่สุดแล้วครับ คุณยายท่านนั้นรอผมอยู่ ผมไปก่อนนะครับ”
เหมยฮวารีบะโไล่หลังลูกชาย “เสี่ยวซาน ไปถึงบ้านคุณยายแล้ว อย่าลืมตักน้ำอาบให้สะอาดก่อนนะลูก จะได้ไม่เอาตัวเหม็นๆ ไปรบกวนบ้านท่าน”
เด็กชายยกแขนเสื้อขึ้นดม กลิ่นเปรี้ยวอับโชยเข้าจมูก “ครับแม่ พ่อครับ แม่ครับ ผมไปนะครับ”
ร่างเล็กวิ่งลับสายตาไป เหมยฮวาพึมพำเสียงเครือ “ในชีวิตนี้... คนที่ฉันติดค้างมากที่สุดก็คือเสี่ยวซาน”
เหลียนโปค่อยๆ ละเลียดกินซาลาเปาทีละคำ “เสี่ยวซาน้าเธอนะ เหมยจื่อ... เธอต้องเข้มแข็งและมีชีวิตอยู่ต่อไป”
หญิงพิการถอนหายใจยาว “ฉันเสียใจจริงๆ... ตอนนั้นฉันไม่น่าไปรับข้อเสนอของคนคนนั้นเลย สุดท้ายก็ต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ ขยับตัวไม่ได้ เป็ภาระให้ลูกผัวลำบาก”
“เหมยจื่อ... เดี๋ยวเธอก็จะดีขึ้น”
“จะดีขึ้นได้ยังไงกัน... ฉันาเ็ที่สมอง รักษาไม่หายหรอก ที่ยังทนอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะไม่อยากให้เสี่ยวซานกำพร้าแม่ แต่ว่านะ... ตอนนี้มันทรมานเหลือเกิน”
...
เวลาล่วงเลยมาถึงแปดโมงครึ่ง
ชูชิงเดินเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ เธอช่วยเช็ดตัวล้างหน้าให้พ่อกับแม่ และจัดเตรียมอาหารเช้าให้
จู่ๆ หวังฟาง นางพยาบาลสาวเพื่อนบ้านก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้ามีเลศนัย ก่อนจะกระซิบกระซาบ “พี่ไหลฮวาคะ เมื่อกี้ฉันเห็นแม่สามีพี่ พาแม่หลินฟานไปหาหมอแผนกสูตินารีเวชด้วยล่ะค่ะ”
หลี่ไหลฮวาเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ “หลินฟานกับชูฮุยยังไม่ได้แต่งงานกันเลยนะ ทำไมถึงกล้าไปหาหมอสูติฯ ล่ะ?”
หวังฟางลดเสียงลงเบากว่าเดิม “ป้าชุนฮวาแกบอกหมอว่าหลินฟานพลาดตกบันได แต่หมอเขาดูออกค่ะ บอกว่าไม่ได้เกิดจากการตกบันไดหรอก แต่เกิดจาก ‘กิจกรรมที่ไม่เหมาะสม’ ต่างหาก... ชูฮุยกับหลินฟานนี่ก็หน้าด้านจริงๆ ผู้หญิงพรรค์นี้ แม่สามีพี่กลับมองว่าเป็เพชรน้ำงาม แต่ลูกสะใภ้ดีๆ อย่างพี่ไหลฮวา กลับถูกมองข้ามหัวเหมือนก้อนกรวด ฉันว่านะ อีกไม่นานป้าแกต้องเสียใจแน่ๆ”
หลี่ไหลฮวายิ้มขื่น “แม่สามีฉันเขาประกาศแล้วล่ะจ้ะว่าไม่ต้องให้ฉันมาเลี้ยงดูตอนแก่นเฒ่า หนำซ้ำยังพาแม่ม่ายตงมาป้วนเปี้ยนให้ฉันรำคาญใจเล่นอีก”
พอเอ่ยถึงแม่ม่ายตง หวังฟางก็ส่ายหน้าอย่างระอา “แม่ม่ายตงคนนี้ร้ายไม่เบา พี่ต้องระวังตัวให้ดีนะคะ เธอยังไม่ตัดใจจากพี่ชูผิงแน่ๆ เมื่อวานยังมาเลียบๆ เคียงๆ ถามฉันอยู่เลยว่าพี่พิการจริงไหม อาการพี่ชูผิงดีขึ้นหรือยัง แล้ววันนี้นางก็ตามแม่สามีพี่มาด้วยนะ”
หลี่ไหลฮวาหันไปจ้องสามีตาเขียวปัด ชูผิงรีบแก้ตัวพัลวัน
“ไหลฮวาจ๋า... พี่สาบานได้เลยนะ พี่ไม่เคยปรายตามองแม่ม่ายตงนั่นเลย...”
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงแหลมสูงของจางชุนฮวาก็ดังแทรกเข้ามา “ลูกชายคนโต แม่มาเยี่ยมแล้ว อาการเป็ยังไงบ้างลูก?”
ด้านหลังหญิงชรา มีแม่ม่ายตงและหลินฟานเดินตามมาติดๆ โดยที่ใบหน้าของหลินฟานยังดูซีดเซียวผิดปกติ
หวังฟางเห็นโอกาสจึงแกล้งพูดเสียงดังใส่จางชุนฮวา “คุณป้าชุนฮวาคะ อย่าลืมที่หมอกำชับไว้นะคะ คุณหลินฟานเธอยืนนานไม่ได้ ต้องรีบกลับไปนอนพักผ่อนบนเตียงนิ่งๆ ค่ะ”
คำพูดของพยาบาลสาวได้ผลชะงัด จางชุนฮวาชะงักกึก
เธอหันมายิ้มเจื่อนๆ ให้ลูกชายคนโต “เอ้อ... นั่นสิ อาผิง น้องสะใภ้แกมีอาการ ‘พิเศษ’ นิดหน่อย อยู่นานไม่ได้ เดี๋ยวแม่พาเธอกลับไปพักก่อนนะ ให้ ‘เสี่ยวจิ้ง’ อยู่ดูแลแกที่นี่สักสองสามวันก็แล้วกัน”
ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่า ‘เสี่ยวจิ้ง’ ที่ว่า ก็คือแม่ม่ายตงนั่นเอง
หลินฟานเรียกทักทายชูผิงว่าพี่ใหญ่ ซึ่งชูผิงก็ตอบรับตามมารยาท แต่พอเธอกำลังจะหันไปเรียกหลี่ไหลฮวาว่าพี่สะใภ้ จางชุนฮวาก็รีบกระชากแขนว่าที่ลูกสะใภ้คนโปรดเดินลิ่วออกจากห้องไปเสียก่อน
แม่ม่ายตงยืนส่งยิ้มหวานหยดย้อย ส่งจางชุนฮวาและหลินฟานจนลับตา
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที เจตนาของจางชุนฮวานั้นชัดเจน เธอจงใจเชิดชู ชูผิงแต่เหยียบย่ำหลี่ไหลฮวาให้จมดิน พร้อมทั้งทิ้งแม่ม่ายตงไว้เป็หนามยอกอก
ชูชิงส่งยิ้มขอบคุณให้หวังฟาง หากไม่ได้พยาบาลสาวช่วยพูดดักทางเมื่อครู่ หลี่ไหลฮวาคงต้องเก็บความช้ำใจไว้มากกว่านี้
เมื่อทางสะดวก แม่ม่ายตงก็ไม่รอช้า เดินนวยนาดเข้ามาที่ข้างเตียงของชูผิงด้วยท่าทางออดอ้อน “พี่ชูคะ... ฉันกลัวว่าพี่จะไม่มีคนดูแลให้ดี ป้าชุนฮวาก็เลยวานให้ฉันมาช่วยดูพี่ที่นี่ค่ะ”
น้ำเสียงของเธอช่างน่าสงสารและอ่อนหวานปานน้ำผึ้งอาบยาพิษ
ทว่าในสายตาของชูผิง ผู้หญิงคนนี้เป็เหมือนหมากฝรั่งเหนียวหนืดที่สลัดไม่หลุดและน่ารังเกียจ เขาตวาดกลับไปเสียงเ็า โดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
“ไสหัวไป”
