ณ ราชวังไท่ชวี
ตอนนี้ จักรพรรดิอู่เิหลี่กับเสนาบดี ก็กำลังหาวิธีการบรรเทาภัยพิบัติรอรับน้ำท่วมที่กำลังจะมาถึง ฤดูร้อนของต้าชวีจะมีฝนตกชุกในบางพื้นที่ไม่เป็เวลา บางปีก็อาจร้ายแรงถึงขั้นท่วมขังจนเตรียมการทำนาปลูกข้าวไม่ได้ เมื่อเห็นว่าสิ่งต่างๆ ใกล้จะเสร็จ้าจะปิดการประชุม ทันใดนั้น ทุกคนก็เห็นขุนพลฮัวในชุดเกราะหนังทหารวิ่งเข้ามา แล้วยื่นบางสิ่งบางอย่างให้จักรพรรดิที่นั่งอยู่บนบั]ลังก์
“ฝ่าา กระหม่อมนำสิ่งนี้มาถวายพ่ะย่ะค่ะ”
ฮัวเหยาจินชูพัดที่ได้มาจากทหาร ยืนให้เกากงกงตรวจว่าไม่มีอาวุธหรืออันตรายแอบซ่อน เมื่อจักรพรรดิอู่เิหลี่หยิบพัดขึ้นมาดู ใบหน้าของเขาก็สับสนเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าฮัวเหยาจินเอาแท่งไม้มาให้เขาทำไม
“อืม..สิ่งประดิษฐ์ก็นับว่าแปลกตาดีนะ แต่มันมีประโยชน์อันใดถึงทำให้เ้าแสดงสีหน้าแตกตื่น?”
“ทูลฝ่าา สิ่งนี้เรียกว่าพัดจีบกระดาษ ฝ่าาต้องเปิดมันออกแบบนี้”
เมื่อเห็นว่าจักรพรรดิถาม ฮัวเหยาจินก็เอาพัดอีกตัวที่เขาเหน็บไว้ข้างเอวออกมา ทำการตบเพื่อคลี่แผ่นกระดาษ พร้อมกับเขย่ามือเบาๆ สองสามที ก่อนที่สายลมเย็นจะพัดผ่านหน้าแล้วจักรพรรดิที่ลองทำตามจะเกิดความแปลกใจ
“โอ้ว เหมือนว่ามันเย็นกว่าพัดนกเป็อย่างมาก พวกเ้าก็ลองดูสิ” จักรพรรดิที่รู้วิธีใช้ เขาที่รับเอาพัดมาถือแล้วลองโบก พร้อมกับบอกให้ฮัวเหยาจินพัดไปทางเสนาบดีคนอื่นๆ
สายลมเย็นเบาๆ ที่หาได้ยากในวันธรรมดา ก็ทำเอาชายชราหลายคนรู้สึกประทับใจต่อมัน จนเมื่อขุนนางหนึ่งในนั้นสังเกตว่าในตัวพัดมันมีบทกลอนสลักอยู่
ทุกคนที่ลองอ่านก็เบิกตากว้าง เมื่อพบว่ากวีในตัวพัดเป็กวีที่ยอดเยี่ยม เป็สิ่งที่ชายชราหลายคนในนี้ก็ยังยากจะแต่งมันขึ้นมา
“ผู้ใดเป็คนสร้างสิ่งนี้และเขียนกวีอย่างนั้นรึ?” จักรพรรดิเอ่ยถาม ก่อนที่ขุนพลฮัวจะป้องหมัดยกมือแล้วพูดสิ่งที่น่าใออกมาว่า
“ทูลฝ่าา เื่นี้ยังมิได้รับการยืนยัน แต่พัดนี้เป็จิ้งหยวนที่นำมาขายที่โรงน้ำชาเมื่อ่สายของวันนี้เองพ่ะย่ะค่ะ”
หาา
จิ้วหยวน?
ไอ้เด็กที่มีลายมือเหมือนไก่คนนั้นนะรึ?
เป็ไปได้อย่างไรที่คนเรียนหนังสือไม่จบจะเขียนและแต่งกวีเป็?
“...”
“...”
พอเหล่าเสนาบดีเฒ่ารู้ว่าคนที่เอาสิ่งวิเศษแบบนี้มาขายคือจิ้งหยวน หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะพากันอุทานเสียงออกมาด้วยความใ
ใครบางจะไม่รู้จักเด็กคนนี้ เพราะเขาแทบจะเป็คนแรกๆ ที่ได้เข้ามาเรียนในวังหลวงรวมกับคณะองค์ชายและลูกหลานขุนนาง ฝีมือการเขียนและการอ่านของเขาห่วยแตกแย่ยิ่งกว่าเด็กหกขวบ แล้วก็ทำการลาออกไม่มาเรียนอีกจนเป็เื่ตลกให้ผู้คนนินทา
“แปลกยิ่ง ปกติแล้วเ้าเอาแต่ดูแลหน่วยงานทหารหลวงและองครักษ์ต้องห้ามไม่ใช่หรือ ทำไมถึงไปเจอจิ้งหยวนที่อยู่ในตัวเมืองได้” จักรพรรดิอู่เหิงหลี่ถามอย่างสนใจ ไม่คิดว่าคนที่บ้าแต่เื่ทหารกับา จะไปสนใจเื่กวีแล้วก็กาพย์กลอน
“ทูลฝ่าา สิ่งที่เป็ภาพวาดอันอัศจรรย์นี้ จิ้งหยวนเรียกว่ามันว่ารุ่นลิมิเต็ด..อะ..เอ่อ..ชั่นๆ พ่ะย่ะค่ะ”
ห่ะ!!
อะไร ชั่นๆ นะ?
“...”
“...”
เมื่อทำการสืบถามฮัวเหยาจิน อยู่ๆ ลิ้นของทุกคนก็เกิดอาการพันกันเพราะไม่เคยได้ยินคำประหลาดพวกนี้มาก่อน
“เ้าหมายถึงชั้นอะไร?” จักรพรรดิถามอย่างไม่เข้าใจอีกรอบ
“น่าจะหมายถึงของหายากอะไรสักอย่าง กระหม่อมเห็นและได้ยินว่าเป็คำจากภาษาประกิตจากดินแดนอันไกลโพ้น ที่จิ้งหยวนบังเอิญไปเจอเช่นเดียวกับการพบแชมพู”
เมื่อคำว่าแชมพูหลุดออกมาจากปาก
ขุนนางหลายคนก็พากันถึงบางอ้อ
สิ่งนี้คือสิ่งที่พวกเขามักจะได้ยินฮูหยินและลูกสาวชอบพูดคุยกัน ความอัศจรรย์ของแชมพูจึงเข้าใจได้ไม่ยากเพราะใครหลายคนในนี้ก็เหมือนจะลองใช้มาก่อนแล้วจึงค่อนข้างจะเข้าใจ
“โอ้ ของจากต่างแดนสินะ เช่นนั้นเ้าช่วยติดต่อจิ้งหยวนให้ข้าหน่อย ว่าให้เขาส่งพัดนี้มาที่วังหลวง ข้าจะนำมาแจกจ่ายแก่สนมเป็ของกำนัลในงานเลี้ยงราชวงศ์ที่ใกล้จะมาถึง”
หลังจากที่ชื่นชมพัดและเห็นประโยชน์ของมัน ประกอบกับองค์จักรพรรดิยังไม่มีของขวัญที่ดีให้สนมและคนอื่นๆ สิ่งที่แปลกใหม่นี้จึงนับว่ามาได้เหมาะตรงกับเวลาสุดๆ
“เอ่อ..ทูลฝ่าา คำสั่งที่ให้จิ้งหยวนนำพัดมาให้นั้นสามารถกระทำได้ แต่ปัญหาคือ หากจิ้งหยวน้าเงินเล่าพ่ะย่ะค่ะ พระองค์จะไม่ลำบากเหรอ?” เมื่อพูดถึงเงินในคลังหลวง สีหน้าของขุนพลฮัวก็ลำบากที่จะเอ่ย
“ฮ่าฮ่าฮ่า ก็แค่พัดและกวีเพียงไม่กี่คำเองไม่ใช่รึ เขาขายมันในราคาเท่าไหร่กันถึงจะทำให้จักรพรรดิอย่างข้าลำบากเื่เงินได้?” จักรพรรดิอู่เิหลี่ได้ยินฮัวเหยาจินพูดออกมาแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วหัวเราะ
“มันพูดยากจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ เพราะว่าพัดนี้ มันมีราคามากถึง 10 ตำลึงทอง กระหม่อมยังได้ยินมาอีกว่าเมื่อพ้นคืนวันนี้ไป ราคาจะขยับขึ้นไปหยุดที่ 20 ตำลึงทอง”
หาาาา
พัดโง่ๆ นี้มีราคา 10ตำลึงทองเลยรึ?
นี่คือการขายของหรือการปล้นคนตอนกลางวันแสกๆ กัน?
ม้าสิบตัวยังมีราคาไม่มากเท่านั้น
นี่มันคือการต้มตุ๋นระดับชาติหรือเปล่า!!!
ใครจะไปโง่ซื้อของที่ไร้สาระและไม่มีประโยชน์แบบนี้ด้วยเงินก้อนโต?
“...”
“...”
ขุนนางหลายคนที่ได้ยินเื่ราคาก็คิดดูถูกอย่างลับๆ ทั้งๆ ที่หารู้ตัวไม่ ว่าคนโง่ที่ซื้อของไม่มีประโยชน์อย่างที่พวกเขาเข้าใจ ก็ล้วนแต่เป็ลูกหลานของพวกเขาที่ยืนอยู่ในท้องพระโรงทั้งหมด ที่ตอนนี้กำลังขยันเชิดหน้าชูตาเดินรอบเมืองหลวง โบกและโชว์พัดไม่คิดจะหยุดจนกว่าตะวันจะตกดิน
โดยเฉพาะหวังฮ่าวหลานชายตัวเป้งของเสนาบดีเหว่ย ที่เหมาซื้อมาตั้งสองอันโบกถือด้วยมือสองข้างซ้ายขวา จนทำให้เขาเหมือนไก่ตัวผู้ที่กำลังกางปีก้าจะล่อไก่ตัวเมียสักตัวเพื่อผสมพันธุ์
“ฝ่าา จิ้งหยวนทำการหลอกลวงผู้คน เราต้องนำเขามาลงโทษนะพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีเหว่ยคู่กัดขาประจำก็ก้าวขาออกมาแล้วพูดฟ้อง
“เงียบไปเลย นี่มิใช่การหลอกลวง แต่มันคือการซื้อขายโดยบริสุทธิ์ใจต่างหาก” ขุนนางฝ่ายขวาคนหนึ่งก็โต้แย้งต่อคำกล่าว
“แต่เขาทำผิดเพราะตั้งราคาเกินงามนะ มันต้องเป็ความผิดและต้องนำตัวมาลงโทษอยู่แล้วสิ” เป็ขุนนางฝ่ายซ้ายชุดฟ้าอีกคนที่ก้าวขาออกมาสนับสนุนเสนาบดีเหว่ย
“เป็ไปไม่ได้ นี่คือการดำเนินการเชิงพาณิชย์ ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยอมรับและพึงพอใจในข้อตกลงของกันและกัน มันจะมีความผิดฐานหลอกลวงได้อย่างไร นี่ก็แค่การค้าขายในรูปแบบหนึ่ง ชายแดนและคนหน้าด่านแทบจะถือการขายแบบนี้เป็เื่ปกติ”
ทั้งสองฝ่ายพึ่งจะประชุมงานราชกิจแผ่นดินเสร็จ เห็นพ้องต้องกันได้ไม่นาน เพียงแค่เื่ของจิ้งหยวนถูกยกขึ้นมาพูด ฝ่ายฟ้องร้องของขุนนางพลเรือน กับฝ่ายค้านอย่างขุนนางการทหาร พวกเขาก็เริ่มวางมวยทะเลาะกันเป็ยกที่สองทันที
ทำเอาจักรพรรดิอู่เิหลี่ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เกิดเส้นเืปูดโปนขึ้นกลางหน้าผาก แล้วะโออกมาด้วยความโกรธ จนทำเอาขุนนางทุกคนที่เถียงกันต้องเงียบเสียงลง
