แม้ว่ากระโจมนี้จะมีช่องแสงอยู่้า แต่แสงสว่างก็ยังสู้ภายในจวนไม่ได้
เฉิงเหนียงจื่อจัดการเตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าของอันเกอเอ๋อร์เรียบร้อยแล้ว เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นแม่นางหยิบรายชื่อที่ดูหลายครั้งแล้วขึ้นมาอีก จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมว่า “แม่นาง เราเดินทางมาครึ่งเดือนแล้ว แม่นางควรพักผ่อนบ้าง ระวังสายตาจะเสียเอา”
ติงเหว่ยเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มพลางตอบว่า “ไม่ต้องห่วง ตาของข้ายังดีอยู่ ข้าเดาว่าคืนนี้คงมีคนมาร่วมกินข้าวเยอะ พวกเ้าก็เตรียมวัตถุดิบให้มากหน่อย ดีที่เรายังมีน้ำมันพริกจากจวน ไม่อย่างนั้นยามนี้ข้าเข้าครัวเองไม่ได้ พวกเ้าคงทำรสชาตินั้นไม่ได้แน่”
เฉิงเหนียงจื่อเดาว่านายหญิงพยายามเปลี่ยนเื่จึงไม่อยากพูดอะไรมาก นางอุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่ห่มผ้าแ่าออกไปเล่นข้างนอกกระโจม เพื่อไม่ให้รบกวนนายหญิงทำงานสำคัญ
ติงเหว่ยถือรายชื่อไว้ในมือข้างหนึ่ง ขณะที่อีกข้างหนึ่งก็วางอยู่บนผ้าห่มและเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่เรียกว่าอำนาจนั้นก็ไม่พ้นจากการมีทรัพยากร การเงิน และกำลังคน เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วก็กลายเป็พลังที่ไม่มีใครต้านทานได้
หากคิดดูแล้วสำหรับสถานการณ์ของนางในตอนนี้ สิ่งที่หาได้ง่ายที่สุดก็คือเงิน ส่วนทรัพยากรก็พึ่งพาการเงินอีกที แต่ที่หายากที่สุดคือกำลังคน เพราะกำลังคนก็คือหัวใจของคน และหัวใจของคนต้องใช้เวลาสะสมอย่างยาวนาน จึงเป็สิ่งที่หายากที่สุด
แน่นอนว่าคำกล่าวนี้ใช้ได้ในยุคที่บ้านเมืองสงบสุข แต่ในตอนนี้เป็ยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย และยุคที่วุ่นวายก็เป็ยุคที่สร้างวีรบุรุษได้ง่ายที่สุด…
นิ้วของติงเหว่ยจิ้มไปที่คำว่า “ดินปืน” ดวงตาของนางมีแววลังเลอยู่เล็กน้อย ในอดีตนางมีแต่สูตรอาหารของครอบครัวในหัว และไม่ค่อยสนใจเื่อื่นๆ ที่นางรู้เื่ดินปืนบ้างก็เพราะตอนมัธยมต้นเคยเล่นซุกซน จุดประทัดไปขว้างเพื่อนจนถูกพ่อของนางทำโทษอย่างหนัก ด้วยความไม่ยอมแพ้นางจึงไปค้นหนังสือจนได้รู้สูตรส่วนผสมของดินปืนและพลังทำลายอันยิ่งใหญ่ของมัน
เมื่อมาคิดดูตอนนี้ มันก็เหมือนมีบางอย่างถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในตอนนั้นนางไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งประทัดเล็กๆ นี้จะสร้างความปั่นป่วนในยุคสมัยที่แปลกประหลาดนี้ได้อย่างไร…
ท่านผู้าุโเหว่ยในชุดสีน้ำเงินเข้มเข้ามาในกระโจมพร้อมกับอุ้มหลานชายไว้บนบ่าของเขา พอเห็นศิษย์ของเขากำลังเหม่อลอยเหมือนคิดอะไรอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาแล้วะโว่า “ต่อไปอย่าไปบอกใครว่าข้าเป็อาจารย์ของเ้าเลย ช่างน่าอับอายเสียจริง! ลูกศิษย์ของหมอปีศาจหัตถ์เทวดาผู้เลื่องชื่ออย่างข้ากลับไม่มียาพิษติดตัวแม้สักนิด ถึงแม้เ้าจะไม่ชอบยาพิษ แต่เตรียมยาสลบไว้บ้างก็ยังดีไม่ใช่หรือ? ฝึกเข็มบินมาตั้งสองเดือน ทำไมไม่พกติดตัวไว้บ้าง พกไว้มากๆ แล้วมันจะเหนื่อยนักหรือยังไง? หากเ้าเตรียมตัวไว้บ้างสักหน่อยก็คงไม่ต้องโดนบีบบังคับให้ะโหน้าผาเพื่อป้องกันตัวหรอก หากเ้าหนุ่มกงจื้อมาไม่ทันเวลา หรือถ้าด้านล่างหน้าผามีหินหรือสระน้ำอยู่เ้าจะยังมีชีวิตอยู่ให้ข้าดุด่าได้หรือไม่?”
ถึงแม้ท่านผู้าุโเหว่ยจะปากร้ายและเข้มงวดกับศิษย์ของเขา แต่ในใจเขากลับอ่อนโยนและรักศิษย์คนนี้เหมือนเป็ลูกสาวจริงๆ เมื่อเขาได้ยินว่าศิษย์ของเขาเกือบจะเสียชีวิตไป เขาก็โกรธจนแทบบ้า
อันที่จริงแล้วเมื่อครู่พอได้อุ้มหลานชายอยู่หน้ากระโจมทำให้ผุ้าุโเหว่ยพอจะระงับความโกรธลงได้บ้าง แต่เมื่อเห็นศิษย์รักพันขาที่เจ็บไว้แ่าก็ทำให้ความโกรธของเขาพุ่งขึ้นอีกครั้ง
ติงเหว่ยรู้สึกผิดจึงก้มหน้ารับคำดุด่าอย่างสงบเสงี่ยม
พูดไปแล้วครั้งนี้นางก็ประมาทไปจริงๆ ตอนที่ท่านผู้าุโออกจากเมืองเฉียนโจวพร้อมกองทัพ นอกจากยารักษาโรคแล้ว เขายังทิ้งยาสลบและยาพิษไว้ให้นางไม่น้อย แต่นางเป็ิญญาที่ซึมซับอารยธรรมสมัยใหม่มากว่ายี่สิบปี จึงไม่ได้นึกถึงการพกพาของเ่าั้ติดตัวไปด้วย มันก็เหมือนกับคนยุคปัจจุบันที่ออกไปเดินเล่นแล้วต้องพกปืนเพื่อป้องกันตัว ซึ่งเป็เื่ที่ไร้สาระสิ้นดี
แม้แต่การใช้เข็มบินตอนที่นางฝึกก็คิดไว้เพื่อใช้ในยามจำเป็ แต่ตอนฝึกนั้นเป็การฝึกกับหุ่นเป้า นางไม่เคยคิดจะใช้เข็มบินทำร้ายใครเลย
ผิดแล้วจำ เรียนรู้จากสิ่งที่เคยผิดพลาด
ครั้งนี้นางสูญเสียอย่างหนัก และในที่สุดก็ได้บทเรียนมาในวันนั้น หากพวกชายชุดดำไม่ถูกนางล่อให้ไปทางอื่น แต่กลับเลือกโจมตีรถม้าแทน แล้วอันเกอเอ๋อร์จะยังมีชีวิตอยู่งั้นหรือ?
แม้จะคิดทบทวนหลายครั้ง ติงเหว่ยก็ยังรู้สึกกลัวจนหน้าซีด นางยื่นมือโผกอดลูกชายไว้ในอ้อมแขนแน่น ถึงพอจะรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
ท่านผู้าุโเหว่ยเมื่อเห็นศิษย์รักในสภาพนี้ก็รู้สึกเสียใจที่พูดแรงเกินไป เขาจึงรีบหาคำมาปลอบใจ
“อย่าคิดมากไปเลย ข้าได้ด่าเ้าหนุ่มกงจื้อิไปแล้ว เขาบอกว่าจะหาองครักษ์มาให้เ้า แล้วจะไม่ทิ้งพวกเ้าสองแม่ลูกอีก เ้าก็วางใจเถอะ แต่ของเล็กๆ น้อยๆ ที่พกติดตัวก็ควรเตรียมไว้บ้าง และอย่าล้มเลิกการฝึกเข็มบินกลางทาง หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เ้าก็จะมีโอกาสรอดมากขึ้น”
“ข้าจะจำไว้ ขอบคุณท่านอาจารย์ที่สั่งสอน ต่อไปข้าจะฝึกฝนอย่างหนักและระมัดระวังให้มาก”
ติงเหว่ยที่ไม่สามารถลงจากเตียงได้เพราะขาเจ็บ จึงก้มลงคำนับท่านผู้าุโด้วยความซาบซึ้งในความเมตตาของอาจารย์
อันเกอเอ๋อร์ที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่รู้สึกเบื่อ พออยู่ได้สักพักก็เริ่มดิ้นและคลานไปที่มุมเตียงเพื่อคว้าแส้เล็กๆ ขึ้นมาเล่น แล้วก็ย่อขาเล็กน้อยและทำท่าขี่ม้า พลางะโอย่างร่าเริงว่า “เตี่ยเตีย! ย๊า! ย๊า!”
ท่านอาจารย์เหว่ยมองดูหลานชายอยู่สักพัก ก่อนจะถอนหายใจแล้วถามว่า “เ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะตามเ้าหนุ่มกงจื้อคนนั้นไป?”
ติงเหว่ยหน้าแดงด้วยความรู้สึกผิด เพราะเื่นี้ท่านผู้าุโได้พูดเตือนนางหลายครั้งแล้ว
ที่ว่าเป็อาจารย์หนึ่งวันเป็พ่อไปชั่วชีวิต ในเื่การแต่งงาน ท่านผู้าุโเหว่ยย่อมมีสิทธิ์ออกเสียงเช่นเดียวกับพ่อของนางแต่ถึงแม้ว่าท่านผู้าุโจะคัดค้าน นางก็ยืนยันอย่างหนักแน่นทุกครั้ง ในฐานะศิษย์นางเป็ศิษย์ที่ไม่เชื่อฟังและทำให้ท่านอาจารย์เป็กังวลที่สุด
แต่ความรักเป็เื่ประหลาด บางคนหาเท่าไรก็หาไม่เจอ แต่บางคนเมื่อเจอแล้วก็ไม่สามารถปล่อยไปได้
นางเกิดมาสองชีวิต และนี่เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกถึงความรัก แล้วนางจะถอยได้อย่างไร? ยิ่งกว่านั้นกงจื้อิเองก็รักนางเช่นเดียวกัน
“ท่านอาจารย์ ข้าคงทำให้ท่านผิดหวังอีกแล้ว ศิษย์อยากจะเชื่อใจเขาสักครั้ง ถึงแม้ในอนาคตเขาจะไม่รักษาสัญญาและข้าอาจต้องเสียใจ แต่ข้าก็จะไม่รู้สึกเสียดายที่ได้ลองเชื่อใจเขา ยิ่งไปกว่านั้นอันเกอเอ๋อร์เป็สายเืของสกุลกงจื้อ เขาเกิดมาพร้อมกับอนาคตที่รุ่งโรจน์ ข้าไม่อยากจะเห็นแก่ตัวจนทำให้เขาต้องแบกรับความอับอายเื่พ่อที่ไม่รู้แน่ชัด หากเขาโตขึ้นแล้วอยากจะทิ้งความมั่งคั่งและเลือกใช้ชีวิตธรรมดา ข้าในฐานะแม่ก็จะไม่ขัดขวาง แต่ตอนนี้เขายังเด็ก…เขา้าพ่อ”
“เฮ้อ เ้าช่างเป็เด็กดื้อจริงๆ…” ท่านผู้าุโเหว่ยถอนหายใจ ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ศิษย์คนนี้ของเขาหากพูดถึงความฉลาดเฉลียวก็ยังมีชายหนุ่มมากมายที่เทียบนางไม่ติด และเมื่อนางดื้อดึงแล้วก็ไม่มีอะไรจะหยุดนางได้
ตามความเห็นของเขากงจื้อิก็คู่ควรกับนาง แต่ตอนนี้ใจคนเริ่มเปลี่ยนแปลง แม้จะมีกองทัพทหารหลายแสนนายตั้งอยู่ทางเหนือของแม่น้ำลี่สุ่ย แต่ไม่มีใครจะพนันว่าตระกูลซือหม่าจะสามารถรักษาบัลลังก์ไว้ได้ เมื่อกงจื้อิก้าวเข้าสู่วังหลวงแล้วเขาจะรักษาสัญญาที่จะมีภรรยาเพียงคนเดียวได้อย่างไร? ตอนนั้นคนทั้งโลกจะไม่กล่าวหาว่าเขาไม่รักษาสัญญา แต่จะพูดว่าศิษย์ของเขาหน้าไม่อายคิดจะบัลลังก์เพียงคนเดียว
แต่คำพูดเหล่านี้วนเวียนอยู่ที่ปากของเขา สุดท้ายเขาก็กลืนมันลงไป
ใครเล่าจะไม่เคยผ่าน่วัยหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญ? ใครเล่าจะไม่เคยทำตัวเป็แมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ? บางเื่หากไม่ลองทำดูก็คงจะไม่รู้สึกพอใจได้หรอกใช่ไหม?
“เอาล่ะ ในเมื่อเ้าชอบอาจารย์ก็จะช่วยเ้า พรุ่งนี้เราจะเริ่มศึกษาคัมภีร์พิษกัน ในอนาคตเมื่อเ้าเข้าวังหลวงอันสกปรก คัมภีร์เหล่านี้จะเป็วิธีปกป้องชีวิตของเ้าเอง เ้าไม่อยากคิดร้ายกับใคร แต่อย่าประมาทว่าไม่มีใครคิดจะกำจัดเ้า เพื่อที่พวกเขาจะได้สมหวัง”
“รับทราบ ขอบคุณท่านอาจารย์” ติงเหว่ยเข้าใจเื่นี้ดีจึงตอบรับด้วยความเคารพ
อวิ๋นอิ่งเดินเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นว่าผู้าุโและศิษย์กำลังเงียบสงัด นางจึงรีบพูดขึ้นว่า “ท่านผู้าุโมาถึงพอดีเลย เมื่อครู่นี้แม่นางยังพูดว่าจะเชิญท่านมากินหม้อไฟในตอนเย็น พวกเรานำน้ำมันพริกมาจากจวนซึ่งมีรสเผ็ดกว่าเดิมมาก ใส่ลงในน้ำแกงกระดูกสองช้อนแล้วลวกเนื้อแกะ แค่กินคำเดียวก็รู้สึกร้อนถึงภายในเลยเ้าค่ะ”
ท่านผู้าุโที่กินอาหารในค่ายมาหนึ่งเดือนเต็มๆ เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย เมื่อได้ยินว่ามีหม้อไฟที่ท่านชอบมากในตอนเย็น ความอยากกินก็กลับมาอีกครั้ง จึงไม่สนใจการตำหนิศิษย์อีกต่อไป ดวงตาและรอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความสุข “อย่าลืมใส่ขิงหลายๆ แผ่นนะ พวกเ้าเดินทางกันมานาน ควรจะขับความเย็นออกจากร่างกาย”
“เ้าค่ะ จะทำตามที่ท่านผู้าุโบอก” หลังจากที่อวิ๋นอิ่งได้พูดเปิดอกเื่ภายใน ก็รู้สึกถึงความสดใสมากขึ้น ตอนนี้หลังจากเอาใจผู้าุโเหว่ยแล้วยังถามเื่สำคัญ “แม่นาง นายน้อยหากำลังคนมาให้ท่านจำนวนหนึ่ง ตอนนี้อยู่ข้างนอกกระโจม แม่นาง้าให้เรียกเข้ามาดูเลยหรือไม่?”
ติงเหว่ยดวงตาเป็ประกาย เพราะตอนนี้นางกำลังขาดแคลนคนทำงานอย่างมาก จึงพูดว่า “เชิญเข้ามาเลย!”
หลังจากพูดจบนางก็หันไปทางท่านผู้าุโและพูดด้วยรอยยิ้ม “ท่านอาจารย์ ท่านเป็คนมีสายตาเฉียบแหลมที่สุด มิสู้อยู่ช่วยดูให้ข้าหน่อยได้ไหม?”
ศิษย์ให้ความสำคัญเช่นนี้ทำให้ท่านผู้าุโมีความสุขยิ่งขึ้นอย่างที่คาดไว้ แต่เขาก็แกล้งพูดอย่างปากแข็งว่า “ข้าก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว จะนั่งอยู่ที่นี่สักพักก็แล้วกัน”
อวิ๋นอิ่งเลิกผ้ากระโจมขึ้น ไม่นานก็พาหญิงสาวสี่คนเข้ามาในกระโจม
ทั้งสี่คนดูเหมือนมาจากที่เดียวกัน เสื้อผ้าของพวกนางไม่ว่าจะเป็สีหรือแบบก็ดูเหมือนกัน ทุกคนมีท่าทีเคร่งขรึมอยู่สามส่วน มองแล้วเหมือนกับเป็พี่น้องกัน หากจะพูดสิ่งที่แตกต่างกันเพียงอย่างเดียวก็คือรูปร่างซึ่งมีทั้งสูงและเตี้ย ทั้งอ้วนและผอม
ติงเหว่ยมองพวกนางสักพักแล้วพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “พวกเ้าชื่ออะไรกันบ้าง?”
หญิงสาวคนที่สูงที่สุดซึ่งดูเหมือนจะมีอายุมากกว่าก้าวออกมาเล็กน้อยโค้งตัวและตอบว่า “พวกบ่าวไม่มีชื่อ ใช้เพียงรหัสเรียกเท่านั้น ก่อนหน้านี้ท่านผู้เป็เ้านายมีคำสั่งให้ท่านหญิงเป็ผู้ตั้งชื่อ”
ติงเหว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเดาว่าหญิงสาวเหล่านี้ดูเหมือนจะมาจากที่เดียวกับเฟิงจิ่ว ดังนั้นจึงคิดว่าพวกนางต้องเป็หนึ่งในผู้คุ้มกันที่เป็ยอดฝีมือจากที่แห่งนั้นเป็แน่ ก็เหมือนกับเหล่ายอดฝีมือเฟิงฮั่วซานหลิน ส่วนกลุ่มจินซางอิ่นสามกลุ่มก็คือผู้ที่ถูกคัดออกมา
เมื่อคิดได้ดังนี้นางก็รู้สึกหวานชื่นภายในใจ เพราะไม่มีหญิงสาวคนไหนไม่ชอบความเอาใจใส่จากคนรัก
“ข้าเองก็ไม่ชอบกาพย์กลอน อีกอย่างพวกเ้าก็เรียนรู้การแพทย์กันอยู่แล้ว มิสู้ใช้ชื่อจากสมุนไพรเถอะ ตังกุย เหลียนเชี่ยว ไป๋จู๋และจวี๋เกิ่ง สี่ชื่อนี้เป็เช่นไร?”
“ขอบคุณแม่นางสำหรับการตั้งชื่อ”
หญิงสาวทั้งสี่คนเดินเข้าไปขอบคุณและรับชื่อใหม่พร้อมโค้งคำนับ
ติงเหว่ยโบกมือและรีบถามต่อ “พวกเ้ารู้จักการใช้เครื่องคิดเลขและตรวจสอบบัญชีหรือไม่?”
หญิงสาวทั้งสี่คนดูเหมือนจะแปลกใจ เพราะปกติแล้วพวกนางจะถูกถามเกี่ยวกับทักษะการต่อสู้และการใช้อาวุธ ไม่คิดว่าคำถามแรกของนายคนใหม่จะเป็การถามชื่อ และคำถามที่สองยังแปลกประหลาดเช่นนี้
พวกนางหันไปสบตากัน ก่อนที่ตังกุยจะตอบว่า “เรียนแม่นาง พวกเรารู้เพียงพื้นฐานเล็กน้อย ไม่ได้เชี่ยวชาญอะไร”
