ตอนที่ลีเหยียนเนียนจากไป เงาด้านหลังของเขาให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวและโศกเศร้าในสำนักวรยุทธ์เบิก์นี้ไม่มีใครสงสารเขาเลยสักคนทว่าลีฮูหยินกับลีผิงเวยคงจะเ็ปหัวใจไม่น้อย แต่ไม่ใช่ความสงสารมันไม่ใช่ความสงสารแน่นอน
คงเป็เพราะความกดดันในใจของลีฮูหยินถูกปลดปล่อยออกมาเสียทีการตัดสินใจของนางจึงดูแน่วแน่มาก
“พวกเราจะไปจักรวรรดิต้าซีกัน” นางมองมาที่อันเจิงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“เ้าสำนักอัน ขอบคุณเ้ามาก”
นางเอ่ยอย่างจริงจัง “เดิมทีข้าควรต้องก้มหัวคารวะเ้าถึงจะถูก แต่หากข้าทำแบบนั้นเ้าก็คงรู้สึกไม่สบายใจข้าไม่ได้มีผลต่อคนอื่นมากนัก แต่กับบุตรชายทั้งสองของข้าข้าจะบอกว่าเ้าคือผู้มีพระคุณ รอพวกเขาโตขึ้น ต้องกลับมาตอบแทนบุญคุณเ้าแน่นอน”
อันเจิงส่ายหน้า “หากพวกท่านมองว่าติดหนี้บุญคุณข้าเื่นี้ก็จะเปลี่ยนไปเป็อีกแบบแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรหากพวกเขาทั้งสองอยากเข้ามาทำงานกับข้า สำนักวรยุทธ์เบิก์ก็ยินดีต้อนรับเสมอ คนเราควรใช้ความสามารถอย่างคุ้มค่าและอย่างน้อยที่นี่ก็ยุติธรรมกับคนมีความสามารถ”
เขามองไปที่บุตรชายคนโตของตระกูลลีที่กำลังถูกยกขึ้นรถม้า“หลิวซีบอกว่าคุณชายใหญ่าเ็สาหัสแต่หากให้ยาตามที่นางเขียนเอาไว้เป็เวลาครึ่งปี อย่างน้อยก็ต้องดีขึ้นจนช่วยเหลือตัวเองได้แล้วแต่เื่การฝึกพลังวัตรคงต้องดูวาสนาของเขาด้วย ส่วนลีผิงเวยภายนอกดูอ่อนแอไปหน่อย นั่นก็เพราะไปกดทับธาตุไฟในตัวเขาเอาไว้ การไปวัดฟ่าฉานและฟังธรรมะที่นั่นจะสามารถช่วยเขาได้มาก”
“บุญคุณที่เ้ามีต่อครอบครัวข้าข้าจะจดจำไว้ไม่ลืม”
ลีฮูหยินโน้มตัวคารวะชวีหลิวซีทว่าชวีหลิวซีขยับไปด้านข้างแล้วซ่อนตัวอยู่ด้านหลังอันเจิง นางจับไหล่อันเจิงแล้วโผล่หน้าออกมา“ลีฮูหยิน อย่าทำแบบนี้เลย”
“เพื่อช่วยพวกข้าไม่เพียงแต่ของใช้ระหว่างทาง ยังมีเงินสำหรับใช้จ่ายอีกหลายปี เงินนี้คงเป็จำนวนไม่น้อยแน่ยิ่งไปกว่านั้น ข้าเดาว่าโอสถคืนลมปราณก็คงมีราคาหลายพันตำลึงทองใช่หรือไม่?”
อันเจิงพูดอย่างจริงจัง “การทำดีมีสองแบบแบบแรกคือทำดีเกินตัว แบบที่สองคือทำดีอย่างมีเหตุผลหากข้าไม่มีเงินและยังฝืนทำดีจนต้องมีหนี้สิน นั่นคือการทำผิดต่อคนในครอบครัวและเป็เื่ที่ไม่ดีแต่ไม่ใช่กับข้า ข้าเป็แบบที่สอง...ข้ามีเงิน มีเยอะมาก”
ท่าทางที่เขาโอ้อวดว่าตัวเองรวยไม่ได้ดูน่าขันเลยสักนิดแต่กลับทำให้ลีฮูหยินรู้สึกเคารพเขามากขึ้น
“ทุกอย่างเตรียมเสร็จแล้ว สำหรับที่นี่พวกท่านวางใจเถอะรวมไปถึงใต้เท้าลี...หากเขากลับใจข้าจะส่งคนไปรับพวกท่านกลับมาแต่หากเขายังไม่รู้ตัวสักที เช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาใช้ชีวิตเดียวดายต่อไปเถอะ”
ลีฮูหยินพูดอย่างแน่วแน่ “ข้าคิดดีแล้วถึงแม้ข้าจะไม่อยากเสียเขาไป แต่ข้าไม่อยากเสียบุตรชายทั้งสองของข้าไปมากกว่า รอพวกเขาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้เมื่อไหร่ข้าจะกลับมาอยู่ข้างเหยียนเนียนต่อไป...”
อันเจิงมีความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกจึงให้ชวีหลิวซีออกไปส่งพวกเขาแล้วก็กลับไปนั่งนิ่งอยู่ในห้องนอนตัวเอง
“เหล้า” ผู้เฒ่าฮั่วเดินถือเหล้าเข้ามายื่นให้หนึ่งไหจากนั้นก็ถามขึ้น “เหนื่อยหรือไม่?”
“ว่าแล้ว ท่านต้องมาหัวเราะเยาะข้า”
ผู้เฒ่าฮั่วนั่งลงพลางพูด “เ้านี่นะ...นิสัยมักจะเป็แบบนี้อยู่เรื่อยหากเจออะไรที่ไม่ยุติธรรมก็จะเข้าไปยุ่งตลอด แต่ถึงกระนั้นข้าก็ไม่ได้มาเพื่อหัวเราะเยาะเ้า แต่ที่มาเพราะอยากถามว่า่นี้เ้ามีอะไรผิดปกติไปหรือไม่”
อันเจิงครุ่นคิดแล้วตอบ “ไม่มีนี่”
ผู้เฒ่าฮั่วส่ายหน้า “มีเ้าแค่ไม่ได้สังเกตเท่านั้น”
เขาชี้ไปยังสร้อยลูกประคำโลหิตที่ข้อมืออันเจิง“เ้าไม่รู้สึก แต่ข้ากลับััได้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป สมบัติวิเศษชิ้นนี้ส่งผลกระทบต่อเ้าตลอดเวลามันไม่เพียงดูดเืในตัวเ้าไปเท่านั้น แต่ยังมีอีก...เ้าลองคิดดูดี ๆ่นี้ตัวเ้าเองมีนิสัยที่ใจร้อนกว่าเดิมใช่หรือไม่?เวลาทำอะไรก็มักจะวู่วามกว่าเดิม? เ้าฆ่าคนหลังจากกลับจากโรงจวี้ฉ่างคนคนนี้จำเป็ต้องฆ่าจริงหรือ? มีความจำเป็ที่จะต้องฆ่าในทันทีหรือ?”
“เื่ของโรงจวี้ฉ่างเ้าสามารถอดกลั้นเอาไว้ได้และค่อยกำจัดคนคนนั้นในเวลาอื่นก็ยังไม่สาย ไม่จำเป็ต้องทำให้โรงจวี้ฉ่างกับสำนักเข้ามาเกี่ยวพันด้วยเลยแต่ทว่าเ้ากลับไม่ได้อดกลั้นความรู้สึกนั้นเอาไว้ เ้าลงมือฆ่าเขาทันที”
“ก่อนหน้านี้ที่เ้าตีลีเหยียนเนียนเพราะเห็นว่าสมควรโดนตีเ้าไม่ได้ลงมือรุนแรงและไม่ได้ใช้พลังวัตรในร่างกายเลยด้วยซ้ำแต่เ้าไม่รู้สึกหรือว่า ตัวเ้ามีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่สามารถควบคุมมันได้?”
หลังจากที่ผู้เฒ่าฮั่วพูดสีหน้าของอันเจิงก็เปลี่ยนไปทันที
อันเจิงไม่เคยสังเกตอารมณ์ของตัวเองมาก่อน แต่ที่ผู้เฒ่าฮั่วพูดกลับเป็เื่จริงทั้งหมด
จากเหตุการณ์ที่โรงจวี้ฉ่าง อันเจิงไม่อาจควบคุมตัวเองไม่ให้อยากฆ่าซูเฟยหยิงได้เลยแม้แต่น้อยแต่ถึงกระนั้น เขายังสามารถควบคุมอารมณ์ไว้ แล้วหาสถานที่ที่เหมาะสมก่อนจะลงมือฆ่าสำหรับเขาถือว่าสมเหตุสมผลมากแล้ว แต่ในความเป็จริงทั้งหมดนี้ก็ยังดูวู่วามเกินไป
ในแววตาของผู้เฒ่าฮั่วมีความเป็ห่วงซ่อนอยู่“สร้อยลูกประคำโลหิตนี้เป็ของที่โหดร้ายมาั้แ่แรกในเมื่อมันตกมาถึงมือเ้าข้าก็ไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะหากสร้อยเส้นนี้เลือกเ้าของแล้วนอกจากเ้าจะตาย ไม่อย่างนั้นก็ไม่อาจแยกจากกันได้และในเมื่อไม่สามารถแยกจากกันได้ ข้าพูดไปก็ไม่มีความหมายอะไร แต่ข้ารู้สึกว่าเื่ที่ข้ากังวลอย่างไรก็ต้องเกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดขึ้นไปแล้วด้วย”
อันเจิงไม่ได้พูดอะไร เพราะเขารู้ดีว่าผู้เฒ่าฮั่วกังวลอะไรอยู่
ตอนที่เพิ่งได้สร้อยลูกประคำโลหิตนี้มา ผู้เฒ่าฮั่วเคยบอกเขาว่าสร้อยลูกประคำโลหิตจะคอยดูดเืในตัวเขาเพื่อหล่อเลี้ยงตัวมันเอง และนำไปหล่อเลี้ยงซากร่างของเ้านายคนก่อนด้วย
ผู้เฒ่าฮั่วเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ“เ้าเคยบอกข้าว่า สร้อยลูกประคำโลหิตนี้ไม่มีเ้าของและไม่มีใครมอบให้เ้าแต่เป็เ้าเก็บได้เอง ในตอนนั้นข้าก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย แต่ดูจากที่ผ่านมา ข้าว่าเ้าโกหกข้าแล้วล่ะ...หรืออาจเพราะตอนที่เ้าเก็บได้มันก็มีคำสาปอยู่ก่อนแล้ว”
“ในสร้อยเส้นนี้จะมีความทรงจำระหว่างเ้ากับเ้าของคนก่อนในเมื่อมันส่งผลกระทบให้เ้าฆ่าคนมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้าเดาว่าเ้าของคนก่อนคงจะมีนิสัยฆ่าคนเป็ว่าเล่น”
อันเจิงนึกย้อนไปถึงซากศพที่อยู่ในสวนสมุนไพรในใจก็รู้สึกวุ่นวายขึ้นมาทันที
ผู้เฒ่าฮั่วถอนหายใจ “ข้าเคยบอกแล้วว่าโชคชะตาของเ้าแปลกมากจริงๆ โชคที่เ้ามีทั้งหมดนี้...คงไม่ได้ดีไปเสียทุกเื่”
เขาลุกขึ้นแล้วตบไหล่ของอันเจิง“สงบจิตสงบใจเสียหน่อย เื่ฆ่าฟันก็ทำให้น้อยลง หากโมโหขึ้นมาก็ต้องพยายามกดทับความรู้สึกนั้นไว้”
อันเจิงพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว”
ขณะเดียวกันในเทือกเขาชางหมานใต้หุบเขาที่มีลักษณะคล้ายดาบที่ปักบนพื้น มีลำแสงกะพริบออกมาจากถ้ำหิน
ชายแบกดาบหนึ่งในผู้ที่นั่งล้อมรอบโลงแก้วเจียระไนลืมตาขึ้นอย่างฉับพลันเขายังเป็ชายหนุ่ม หากดูจากหน้าตาก็อายุราวยี่สิบปีโดยประมาณ ทันทีที่เขาลืมตาขึ้นเหมือนดังดาบแหลมคมที่ถูกชักออกมาดวงตาเปล่งประกายดังมีดคมเฉียบแหลม
กลางหุบเขา มีเยาโซ่วที่อยู่ในระดับสีทองตัวหนึ่งพุ่งมาจากกลางป่ามันคือครึ่งคนครึ่งหมี ถึงแม้ร่างกายจะยังเป็หมีอยู่ แต่มันก็มีหน้าตาที่คล้ายคนมากแล้ว
“ส่งมันออกมา!”
เยาโซ่วครึ่งคนครึ่งหมีคำรามไปที่ถ้ำหิน
“เดรัจฉาน”
ชายหนุ่มเปล่งเสียงเย็นเยียบ“อยู่แค่ระดับสีทองยังกล้ามาสามหาวที่นี่อีก”
เขาลุกขึ้นยืนและก้าวออกจากถ้ำ ภายนอกถ้ำเยาโซ่วระดับสีทองอ้าปากคำรามออกมา เยาโซ่วและสัตว์ตัวอื่น ๆ ในรัศมีห้าร้อยกิโลเมตรต่างใและทรุดตัวลงกับพื้นพวกมันกลัวจนไม่กล้าจะวิ่งหนี
“ข้าบำเพ็ญพลังวัตรมานานเป็พันปีเหลืออีกนิดเดียวก็สามารถเข้าสู่ระดับสีม่วงและกลายร่างเป็คนได้แล้ว”
เยาโซ่วครึ่งคนครึ่งหมีมองไปที่ชายหนุ่มแล้วพูด“ข้ารู้สึกได้ว่าที่นี่ซ่อนสมบัติวิเศษระดับสีม่วงเอาไว้ส่งมันออกมาเดี๋ยวนี้แล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้า ข้าแค่อยากได้มันมาบำเพ็ญพลังวัตรไม่ได้อยากฆ่าเ้า”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างรำคาญ“ข้าทนดูเยาโซ่วทำตัวก่อกวนแบบนี้ไม่ได้ด้วยสิ”
เยาโซ่วครึ่งคนครึ่งหมีะเิความโมโหทันทีมันอ้าปากคำราม คลื่นเสียงดังก้องพุ่งไปทางชายหนุ่ม บนหุบเขาดาบมีแสงเปล่งประกาย คลื่นเสียงคำรามพุ่งชนเข้ากับผนังถ้ำแล้วกระจายออกสองฝั่งในรัศมีหลายร้อยเมตร ต้นไม้รอบถ้ำถูกซัดจนแหลกเป็เศษขี้เลื่อยเกลื่อนกลาดผืนดินก็ถูกซัดกระเด็นลอยออกมาเป็ชั้น ๆ เศษไม้และเศษดินลอยขึ้นกลางอากาศ
หึ! ชายหนุ่มเปล่งเสียงที่เย็นะเืแล้วใช้มือชี้ไปด้านหน้า“อำนาจแห่งฟ้าดิน พลังดาบจบชีวิตมาร!”
ดาบที่อยู่ด้านหลังเขาลอยขึ้นมาจากนั้นก็เปล่งแสงสีทองพุ่งไปที่เยาโซ่วครึ่งคนครึ่งหมี มันคำรามอีกครั้ง คลื่นเสียงคำรามถาโถมเข้ามาลำแสงสีทองจากดาบฟาดออกไปและทะลุคลื่นเสียงนั่น ดาบเปล่งลำแสงราวกับฝนดาวตก มันพุ่งเข้าไปกลางหัวของเยาโซ่วครึ่งคนครึ่งหมีจากนั้นก็พุ่งออกมาจากหลังหัวของมันทำให้เกิดรูโบ๋ที่น่าสยดสยอง แล้วเสียงคำรามของมันก็หยุดลงเพียงเท่านั้น
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปหนึ่งข้างแล้วโบกส่งๆ “ตาย!”
ตูม! หัวของเยาโซ่วครึ่งคนครึ่งหมีแตกออกเืสาดกระจาย ทันใดนั้นก็มีลำแสงกะพริบแล้วลอยออกมาจากหน้าอกของมัน
ชายหนุ่มนำิญญาของเยาโซ่วครึ่งคนครึ่งหมีเก็บไว้ในกระเป๋าทันใดนั้นก็มียันต์ลอยออกมาจากกระเป๋านั้น ยันต์นั้นกะพริบแสงหนึ่งครั้ง ิญญาของมันก็ถูกผนึกในทันที
“ทำผิดกฎฟ้าดินข้าจะผนึกเ้าเจ็ดภพเจ็ดชาติ”
ชายหนุ่มกล่าวออกมา จากนั้นร่างของเยาโซ่วครึ่งคนครึ่งหมีก็ะเิออกทันทีแล้วกลายเป็กองเือยู่บนพื้น
ชายหนุ่มหันหลังกลับดาบนั้นลอยกลับเข้าไปที่หลังของเขาด้วยตัวเอง
เขาเดินกลับเข้าไปในถ้ำกลับไปนั่งข้างโลงแก้วเจียระไนดังเดิม ทันใดนั้น ราวกับร่างของเขาถูกแช่แข็งเอาไว้อีกครั้งไม่ต่างไปจากรูปปั้นคนที่ไม่มีชีวิต
ในโลงแก้วเจียระไน ซากศพที่อยู่ในนั้นมีสภาพกลับมาเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตร่างนั้นไม่ได้ดูเหมือนชายชราอีกต่อไปแล้ว แต่กลับกลายเป็ชายวัยกลางคนเขายังคงหลับตาแต่ทว่ามุมปากนั้นขยับเล็กน้อยราวกับพอใจวิธีการจัดการของลูกน้องตัวเอง เวลานี้ ร่างของคนผู้นี้ได้กลับมาสู่สภาพเดิมแล้วหากเขาเดินออกจากที่นี่ก็คงไม่มีใครสงสัยว่าเคยตายมาก่อน
หากอันเจิงเห็นเขาในตอนนี้แล้วละก็คงใจนขวัญหายไปเลยกระมัง
โฉมหน้าของคนในโลงแก้วเจียระไนมีความคล้ายคลึงกับเฉินเซ่าป๋ายเล็กน้อย
ที่เมืองฟางกู้แห่งแคว้นเยี่ยน
ลีเหยียนเนียนไม่ได้ออกจากบ้านมาเป็เวลาหนึ่งวันเต็มแล้ว เขาส่งคนไปลาออกจากราชสำนักโดยแจ้งว่าตนเองไม่คู่ควรกับตำแหน่งความจริงแล้วตัวเขาถูกอัดจนน่วม เขาขายหน้าจนไม่อาจออกไปเจอผู้คนได้อีก รวมไปถึงขุนนางในราชสำนักคนอื่นๆ
แอ๊ด! เสียงเปิดประตูดังขึ้นแต่ลีเหยียนเนียนกลับไม่ได้ยินอะไรเลย เขานั่งเหม่อลอยอยู่อย่างนั้นหันหน้าเข้าหากำแพงราวกับมันมีสิ่งที่เขา้าจะเห็น
อันเจิงถือไหเหล้าเดินเข้ามาจากนั้นก็ปิดประตูไว้แล้วนั่งลงตรงหน้าลีเหยียนเนียน
เมื่อลีเหยียนเนียนเห็นว่าเป็อันเจิงก็ใเป็อย่างมาก
อันเจิงดันไหเหล้าไปด้านหน้า “ไม่ได้ให้ท่านดื่มนี่เป็เหล้าสมุนไพร ใช้ทาาแวันละสามครั้ง ครบสามวันก็จะดีขึ้น”
ลีเหยียนเนียนชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวขอบคุณโดยสัญชาตญาณเมื่อพูดจบแล้วก็คล้ายรู้สึกเสียใจที่พูดออกไป จึงมองอันเจิงด้วยแววตาที่สับสน
“ข้ารู้ว่าท่านต้องรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ผิดเป็ข้าที่ยุ่งเื่ของท่านมากเกินไป เื่ก่อนหน้านี้ท่านผิดไปแต่เื่หลังจากนี้ท่านไม่ใช่คนผิด ข้ายุ่งเื่ของท่านมากเกินไปจริง ๆ”
อันเจิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ข้าไม่ได้หวังให้ท่านยกโทษให้ข้า หากข้าถูกอัดก็คงไม่ให้อภัยง่าย ๆ เหมือนกัน”
ลีเหยียนเนียนเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน“เ้าคิดผิดแล้ว...ข้าไม่ได้เกลียดเ้า”
อันเจิงชะงักไปเล็กน้อย “หือ?”
ลีเหยียนเนียนถอนหายใจ “จริง ๆแล้วข้ารู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่ว่า...หรืออาจเป็อย่างที่เ้าพูดข้าคงเห็นแก่ตัวมากเกินไป ดังนั้นต่อให้เ้าจะอัดข้าอีกรอบ ข้าก็ไม่โกรธเ้า”
เขาเพิ่งพูดจบ อันเจิงก็ตบออกไปอย่างกะทันหันมือเขาตบเข้าไปที่ใบหน้าของลีเหยียนเนียนจนล้มไปกองอยู่บนพื้นลีเหยียนเนียนชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับจะถามว่าเ้าทำจริง ๆ หรือเนี่ย?
เขาเพิ่งเงยหน้าก็เห็นว่ามีลูกธนูพุ่งเข้ามาจากทางหน้าต่างแล้วทิ่มเข้าไปที่ผนังตรงจุดที่เขานั่งอยู่เมื่อครู่หากเขาไม่ถูกตบล้มลงก็คงถูกยิงตายแล้ว
