นับั้แ่กระทืบหนิงโม่ไปหนึ่งที เสิ่นม่านก็อดกลั้นอารมณ์ ไม่สนใจเขาอยู่หลายวัน
ในหมู่บ้านมีหลายครอบครัวที่จัดงานศพ นางจึงไปช่วยเหลือนางเจียง จวบจนผู้ใหญ่บ้านหลี่เถี่ยโถวถูกฝังลงสุสาน พริบตาเดียวก็จะถึงเทศกาลหยวนเซียวแล้ว
ปีใหม่นี้น่าโศกเศร้าเกินไป
วัวของหมู่บ้านถูกปล้นไปหมด ส่วนที่ไม่ถูกปล้นก็ถูกฆ่าจนเกลี้ยง มีเพียงวัวของบ้านผู้ใหญ่บ้านกับสกุลหยางที่อยู่ตรงต้นหมู่บ้านที่ยังมีชีวิตอยู่
นางเจียงเพิ่งจัดงานศพเรียบร้อย มีเื่มากมายที่ต้องจัดการ เสิ่นม่านจึงไม่ไปกวน
นางไปเช่าเกวียนวัวของสกุลหยางและมุ่งหน้าไปตำบล
วันนี้ต้องซื้อเสบียงกับวัตถุดิบกลับไป วันรุ่งขึ้นเป็เทศกาลหยวนเซียว อย่างน้อยทั้งครอบครัวควรได้ครึกครื้นกันสักหน่อย เพื่อลดความหม่นหมอง
แล้วก็… ไปดูว่าร้านของนางสร้างไปถึงไหนแล้ว
ปีก่อนงานเดินหน้าไปร้อยละแปดสิบ ่ปีใหม่ชาวเมืองหยุดทำงานกันหลายวัน ไม่รู้ว่าตอนนี้เหล่าเกิงกับพวกพ้องจะเริ่มงานกันหรือยัง
เมื่อถึงตำบล เสิ่นม่านไปซื้อเสบียงธัญญาหารที่ร้านก่อน จากนั้นสั่งถั่วเหลืองห้าร้อยชั่ง อีกไม่กี่วันให้ส่งไปที่หมู่บ้าน
หลังจากซื้อเสบียงธัญญาหารเรียบร้อย เสิ่นม่านก็ไปซื้อเนื้อหมูกับผักสด ระหว่างทางที่จับจ่าย นางซื้อของได้ไม่น้อย แล้วก็บังเอิญเจอกับคนคุ้นเคยตรงหัวมุมหนึ่ง
เหอยวนยางกอดแม่ไก่หนึ่งตัวและขดตัวร้องไห้อยู่ในมุมหนึ่ง รอบตัวมีอันธพาลหลายคนกำลังทำตัวรุ่มร่ามกับนาง คนรอบข้างสังเกตเห็นเหตุการณ์นี้ แต่กลับไม่มีผู้ใดเข้าไปช่วยเหลือ
กระทั่งมีนักเลงคนหนึ่งถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ลูกสาวของเหอซิ่วไฉจะแต่งงานกับบัณฑิตผู้มีความรู้ไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใดจึงมาขายไก่ในตลาดได้?”
“พี่ใหญ่ลืมแล้วหรือ? หลายวันก่อนนางถูกลักพาตัวขึ้นค่ายโจรสี่ั! นี่ก็เพิ่งจะกลับมา”
นักเลงที่หน้าตาสับปลับที่สุดหัวเราะดังลั่น “ค่ายโจรสี่ัหรือ? เช่นนั้นก็ต้องถูกทำลายพรหมจรรย์แล้วสินะ? จึ๊ๆๆ หญิงตกอับ มิน่าถึงต้องออกมาโผล่หน้าให้ผู้คนเห็น...”
นักเลงคนนั้นสอดส่ายสายตามองเรือนร่างเหอยวนยางที่กำลังตัวสั่นเทาและยื่นมือไปััใบหน้าของนาง
เหอยวนยางใกลัวถอยหลังกรูดจนชนกับผนังกำแพงและขยับไม่ได้อีก นางกลัวจนร้องไห้ ใบหน้าซีดขาวไร้สีเื นางกอดแม่ไก่ไว้พร้อมด่าอย่างโกรธเคือง
“พวกเ้า…กลางวันแสกๆ กล้าลวนลามสตรีมีสกุล ข้าจะไปฟ้องทางการ!”
“ฟ้องเรา?”
“ฮ่าๆๆๆๆ”
พวกนักเลงที่ล้อมอยู่ต่างพากันะเิเสียงหัวเราะ “เ้าไปฟ้องสิ สภาพอย่างเ้า เรียกว่าสตรีมีสกุลได้ด้วยหรือ?”
“พ่อเ้าถูกโจรฆ่าตาย เ้าเองก็เคยขึ้นเตียงกับโจรมาแล้ว จึ๊ๆ ใครได้เ้าไปคงตกอับไปแปดชั่วโคตร”
“ข้าว่า เ้าขายไก่ก็คือค้าขาย ไม่สู้มาเล่นสนุกกับพวกพี่ๆ ขอเพียงเ้าปรนนิบัติพวกข้าอย่างดี พวกข้าจะให้เงินเ้า เป็อย่างไร… โอ๊ย!”
“ใคร? ใครกล้าเอาโยนไข่ไก่ใส่ข้า?!”
คนทางนั้นกำลังร้องโอดโอย เสิ่นม่านวางตะกร้าไข่ไก่ในมือลงและคว้าก้อนหินบนพื้นมาขว้างปาใส่หน้าพวกเขา
“ขว้างไข่ไก่ถือว่าใจดีกับพวกเ้าแล้ว! คนชั่วช้าอย่างพวกเ้าควรใช้ก้อนหินมากกว่า!”
เสิ่นม่านด่าจบก็พุ่งตัวเข้าไปและถอดรองเท้าตบหน้านักเลงที่พูดจาล่วงเกินมากที่สุด “นางไม่ใช่สตรีมีสกุล แล้วแม่เ้าใช่หรือไร? ไม่อย่างนั้นเหตุใดแม่เ้าจึงให้กำเนิดตัวอัปรีย์อย่างเ้าได้!”
นักเลงคนนั้นถูกตบจนใบหน้าแสบร้อน เขาอยากหลบ แต่รองเท้าก็ฟาดรัวราวกับพายุฝนกระหน่ำ
“โอ๊ย! โอ๊ย พวกเ้ารีบมาช่วยข้าเร็ว!”
นักเลงคนนั้นขอความช่วยเหลือ คนที่เหลือกรูกันเข้ามาจะจับตัวเสิ่นม่าน
เสิ่นม่านยื่นมือไปคว้ามาข้างละคน แล้วจับศีรษะสองคนนั้นกระแทกใส่กัน! โลกถึงกับหมุนติ้ว นักเลงสองคนล้มหมอบลงกับพื้น!
สองคนที่เหลือเห็นท่าไม่ดี พลันหันหลังวิ่งหนี กระทั่งรองเท้าหลุดก็ไม่มีแก่ใจหันมาเก็บ
หนีหัวซุกหัวซุนราวกับมีสุนัขบ้ากำลังวิ่งไล่
เสิ่นม่านโยนสามคนนั้นไว้ที่เดียวกันจากนั้นคว้าตัวคนแรกที่ถูกตีขึ้นมาด่าต่อ
“ข้าจะบอกเ้าให้ พวกนางย่อมเป็สตรีมีสกุล! การที่ถูกจับไปค่ายโจร คนที่ผิดก็คือโจร ไม่ใช่พวกนาง! เื่อะไรพวกเ้าถึงต้องดูิ่เหยียดหยามนางด้วย? พวกเ้ายังเป็ลูกผู้ชายอยู่หรือไม่!”
“พวกเ้าไม่มีแม่ ไม่มีพี่สาวน้องสาว หรือลูกสาวแล้วหรือ? หากว่าคนในครอบครัวเ้าถูกจับขึ้นเขาและถูกย่ำยี ตอนนี้พวกเ้ายังจะพูดเช่นนี้ได้อีกหรือไม่?!”
คนผู้นั้นถูกตีจนตาลายวิงเวียนจนลืมตอบโต้ เขาได้แต่ตอบด้วยตัวสั่นเทา
“ข้า… ข้าสำนึกผิดแล้ว”
สำนึกผิดมารดาเ้าสิ!
เสิ่นม่านโมโหเดือดดาล จับรองเท้าฟาดหน้าเขาอีกหนึ่งที จนชายคนนั้นหมดสติไป
คนรอบข้างกระซิบกระซาบกัน ต่างคาดเดากันว่าสาวงามที่งดงามราวกับนางเซียนมาจุติ ทั้งยังโมโหร้ายผู้นี้โผล่มาจากไหน
เสิ่นม่านปัดฝุ่นบนมือ พอเงยหน้าก็เผยใบหน้าเยือกเย็นดุจภูผาน้ำแข็งและมองไปทางเหอยวนยางที่หดตัวอยู่มุมกำแพง
นางกวักมือเรียกเหอยวนยาง
เหอยวนยางอุ้มไก่บ้านตัวนั้นและเดินมาด้านหน้าเสิ่นม่านอย่างหวาดกลัว
เสิ่นม่านชี้ไปที่ชายคนที่นางทุบตีจนหมดสติและเอ่ย “เ้ากระทืบเขาหนึ่งที เอาให้เต็มแรง!”
เหอยวนยางตกตะลึง ฉับพลันนั้นก็ส่ายหน้าอย่างโศกเศร้า ตอนที่บิดาของนางยังอยู่ สอนให้นางเป็คนรู้มารยาท แม้ว่าจะทะเลาะกับผู้อื่น แต่นางไม่เคยใช้กำลังมาก่อน
เสิ่นม่านจ้องมองนางอย่างเ็า ราวกับล่วงรู้ความคิดของนาง
“สมัยก่อนเ้าจะอ่อนแอก็ได้ จะเป็คุณหนูในห้องหอก็ดี นั่นเพราะเ้ามีบิดาเป็เหอซิ่วไฉคอยคุ้มครอง ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว เมื่อถูกคนรังแก เ้าจะไม่โต้ตอบเลยหรือ?”
เมื่อเห็นเหอยวนยางไม่พูดจา เสิ่นม่านเอ่ยถาม “กลับมาจากค่ายโจรแล้วอย่างไร? ต้องต่ำต้อยกว่าผู้อื่นหรือ? เ้าไม่ได้ปล้นชิงผู้ใด เื่อะไรถึงต้องเกรงกลัวพวกเขา?”
“บนโลกใบนี้มีคนประเภทหนึ่ง พวกเขาชอบบีบลูกพลับที่อ่อนนิ่ม ยิ่งเ้าแสดงท่าทีหวาดกลัว อ่อนแอบอบบาง พวกเขาก็ยิ่งมีความสุขและชอบรังแกเ้าหนักกว่าเดิม พวกเขาจะบีบคั้นเ้าให้ตายถึงจะยอมหยุด!”
“เ้าจะปล่อยให้ตนเองถูกบีบคั้นจนถึงขั้นนั้นจริงหรือ?”
จะปล่อยให้ตนเองถูกบีบคั้นจนถึงขั้นนั้นจริงหรือ? ทั้งที่คนที่ทำผิดไม่ใช่นาง นางเป็ผู้เคราะห์ร้าย…
เบื้องหน้าของเหอยวนยางพร่ามัว นางพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลลงมา กัดฟันและเอ่ยอย่างหนักแน่
“ข้าไม่้า!”
พูดจบ นางก็ยกเท้ากระทืบใส่หัวเข่าของนักเลงคนนั้น จากนั้นก็เงื้อมือที่ถือแม่ไก่ขึ้นแล้วฟาดใส่นักเลงทั้งสาม
“ข้าไม่้าเป็ลูกพลับนิ่ม! พวกเ้ามันคนชั่ว! ต่ำช้า!”
น้ำตาหลั่งรินลงมา เหอยวนยางปาดน้ำตาบนแก้มและร้องไห้เสียงดัง
บิดาจากไป บนโลกนี้ไม่มีผู้ใดปกป้องนางได้อีก ในโลกที่กลืนกินผู้คนนี้มีเพียงต้องแข็งแกร่งด้วยตนเอง ถึงจะมีพื้นที่ให้นางยืนหยัด!
เสิ่นม่านเห็นนางระบายพอสมควรแล้ว จึงล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาให้และเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“เช็ดน้ำตา เลิกร้องไห้ได้แล้ว”
สิ้นเสียง จางหงอี้ก็ขี่ม้านำขบวนมือปราบมาอย่างยิ่งใหญ่
“ได้ยินว่าทางนี้มีการทะเลาะวิวาทกัน เกิดอะไรขึ้น?”
เสิ่นม่านยิ้มแย้มและทักทายเขา “ใต้เท้าจาง!”
จางหงอี้ชะงักหนังตากระตุก เหตุใดถึงเป็นางอีกแล้ว?
เขายิ้มแย้ม “แม่นางเสิ่น เหตุใดถึงอยู่ที่นี่ได้?”
เสิ่นม่านยักไหล่ “ข้ากำลังจับนักเลงสามคนอยู่ ช่วยท่านจัดการปัญหา พวกท่านมาได้เวลาพอดี พาพวกเขาไปเถิด ไม่ต้องขอบใจข้า!”
คนทั้งหมด “…”
พวกข้าเห็นเพียงเ้าอัดพวกเขาอยู่ฝ่ายเดียว! คนที่ควรถูกพาตัวไปคือเ้าไม่ใช่หรือ?!
-----
