คาดไม่ถึงว่าไม่ได้มีแค่ตนที่กลัวบิดา แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังกลัวบิดาของนางด้วย? เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วใเผลอหลุดเสียงออกมาว่า “เอ๋?”
พอมีเสียง ‘เอ๋’ ออกมา เลยทำให้ฮ่องเต้ไม่สามารถพูดความในใจได้ทั้งหมด ไม่ว่าอย่างไรท่านก็เป็ประมุขจะมาเสียหน้าต่อหน้าเด็กสาวได้อย่างไร?
“เ้าจะมาเอ๋อะไร ข้าแค่แกล้งหยอกเ้าเล่น ข้าเป็ถึงฮ่องเต้ ข้าจะกลัวบิดาเ้าทำไม?” ฮ่องเต้แกล้งทำเป็ไม่สนใจ ยกมือขึ้นกอดอกคุยเื่ไร้สาระกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ไม่รู้ว่าเ้าเด็กโง่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจะเชื่อหรือไม่?
“กระหม่อมมิบังอาจ พระองค์ทรงเป็ฮ่องเต้ผู้สูงส่ง แน่นอนว่าคงไม่นำบิดาข้าที่เป็คนธรรมดามาอยู่ในสายตาแน่นอน” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วผุดรอยยิ้มชั่วร้ายเริ่มพูดถึงพ่อตัวเองในทางที่ไม่ดี ชั่วพริบตาเดียวเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วรับรู้ได้ถึงประโยชน์ของอำนาจ ซึ่งทำให้ผู้คนไม่จงรักภักดีต่อครอบครัว
โชคดีที่ฮ่องเต้ไม่อยากให้คนนอกรู้ว่าตนเองกลัวแม่ทัพเยี่ยน แต่ไม่ว่าอย่างไรฮ่องเต้ก็ยังเคารพแม่ทัพเยี่ยนมากเช่นกัน ดังนั้นพระองค์จึงไม่ได้ยุ่งวุ่นวายกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอีก เพียงแต่ขัดจังหวะหัวข้อบทสนทนานี้ “เอาล่ะ เอาล่ะ อย่ามาคุยเื่พ่อเ้าเลย ข้ายังไม่ได้คุยกับเ้าเื่จริงจังเสียที!”
เื่จริงจัง? ฮ่องเต้ยังมีเื่ที่จริงจังด้วยหรือ? ในใจของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเกือบจะแปะป้ายคิดว่าฮ่องเต้ทำเื่อะไรไม่ดีไปแล้ว แต่ในที่สุดก็หยุดความคิดนั้นไว้ทัน
“ฝ่าาทรงมีเื่อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมพร้อมรับฟัง...” ในหัวของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วได้โยนความคิดแปลกประหลาดนั้นทิ้งไป และเตรียมพร้อมที่จะรับเื่จริงจังของฮ่องเต้แล้ว แต่คาดไม่ถึงว่า…
คาดไม่ถึงฮ่องเต้จะทรงตรัสว่า “การแข่งขันขี่ม้าตีคลีของวันพรุ่งนี้ ข้าอยากเข้าร่วม!”
……
ต้องรู้ไว้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ฮ่องเต้พูดหรือความคิดของพระองค์นั้นไม่มีเื่อะไรที่จริงจังเท่าไร... เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกลอกตาไปมาอีกรอบ และตักเตือนฮ่องเต้ว่า “ฝ่าา การแข่งขันขี่ม้าตีคลีค่อนข้างอันตราย เกิดเื่ได้โดยง่าย สุภาพบุรุษไม่ควรอยู่ใต้กำแพงอันตราย”
การพูดแบบนี้จะสามารถโน้มน้าวฮ่องเต้ได้หรือ? สำหรับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว สิ่งที่เรียกว่าหวาดกลัว สิ่งที่เรียกว่าอันตราย ล้วนเป็เื่เล็กน้อย
สิ่งที่เยวี่ยเจาหรานและบิดานางสอนมาย่อมเอามาบอกต่อได้ เพราะคำสอนของทั้งสองคนนั้นค่อนข้างน่าเชื่อถือ แต่ถึงจะมีปัญหาอะไรก็ไม่ต้องรับผิดชอบ แค่บอกว่าเยวี่ยเจาหรานสอนมาก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?
แต่ต้องบอกว่า เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอาจจะอยากลงแข่งขันขี่ม้าตีคลีมากกว่าฮ่องเต้เสียอีก เพราะว่านางมาที่นี่เพื่อแข่งม้าและล่าสัตว์ แต่แข่งม้าไม่ได้ และพ่อก็ไม่อนุญาตให้ล่าสัตว์ อีกทั้งขี่ม้าตีคลียังไม่สามารถเล่นคนเดียวได้? นางจึงพูดอย่างอ่อนน้อมว่า “แต่กระหม่อมสามารถเป็ตัวแทนฝ่าารับความอันตรายนี้ไว้เองพ่ะย่ะค่ะ...”
“นี่เ้าหนุ่มน้อย เ้าคิดว่าฉลาดที่สุดแล้วหรืออย่างไร?” ฮ่องเต้เดิมทีก็อารมณ์ไม่ดีเล็กน้อย ที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพูดว่าสุภาพบุรุษไม่ควรอยู่ใต้กำแพงอันตราย คำพูดเหล่านี้แม่ทัพเยี่ยนผู้หัวรั้นเคยพูดกรอกหูซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอฟังแล้วยิ่งทำให้พระองค์หูชา
เดิมทีฟังเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพูดแบบนี้ ฮ่องเต้ยังนึกว่าในร่างของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ยังเยาว์วัยเต็มไปด้วยจิติญญาที่แก่ก่อนวัยอันควร!
คาดคิดไม่ถึงเลยว่า ประโยคสุดท้ายของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วสามารถเปิดเผยความคิดที่อยู่ในใจโดยแท้ จริงๆ แล้วเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอยากไปแข่งขี่ม้าตีคลี... แต่บิดาของนางคงไม่อนุญาต?
ฮ่องเต้หรี่ตาลงเล็กน้อยและตรัสอย่างมั่นใจว่า “เ้าจะแบกรับอันตรายแทนข้าหรือ? แล้วถ้าข้าไม่อนุญาตให้เ้าแบกรับอันตรายนี้ล่ะ...”
แผนที่วางไว้ล้มเหลว แม้ว่าในใจของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจะไม่ยอม แต่ก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว ได้แต่พูดว่า “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะคอยติดตามฝ่าาเป็อย่างดีพ่ะย่ะค่ะ...”
ฮ่องเต้ได้มองผ่านความคิดและได้เข้าใจวิธีการของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างแท้จริง ไม่ว่าอย่างไรเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็มีระดับเดียวกับเพื่อนทหารของเขา : ทั้งสองคนเป็ ‘ผู้ต่อต้าน’ ที่ถูกตีกรอบอิสระทางความคิด ถ้าหากว่าพวกเขาสามารถจับมือกันและร่วมกันต่อต้าน ในใจของพวกเขาก็จะได้รับความสุขที่้าอย่างแน่นอน
ใน่เวลาหนึ่งก้านธูป [1] ฮ่องเต้ยังคงพยายามหว่านล้อมเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำยังยกพ่อของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วมาเป็ฝ่ายค้าน ทำให้ตอนนี้แม่ทัพเยี่ยนกลายเป็อุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ขวางไม่ให้ทั้งสองคนเข้าร่วมแข่งขันขี่ม้าตีคลี
“ข้ารู้ว่าเ้าอยากเล่นขี่ม้าตีคลี ใช่หรือไม่?”
การวางแผนรอบคอบโดยสมบูรณ์ของฮ่องเต้คือการโจมตีด้วยคำพูดอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็โจมตีเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วรอบสุดท้าย และสามารถเข้าถึงความคิดประเด็นหลักของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วได้อย่างแท้จริง
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วรู้สึกประหลาดใจในการพูดของฮ่องเต้ในตอนแรก ดังนั้นนางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้าและเห็นด้วยกับคำของพระองค์ “กระหม่อมแท้จริงแล้วอยากเล่นขี่ม้าตีคลีพ่ะย่ะค่ะ...”
“นั่นสินะ” ฮ่องเต้ปรบมือและลุกยืนขึ้นพูดกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเพื่อล่อลวงอีกครั้ง แต่เขาก็ดูออกว่า เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกำลังอดทนเอาไว้ด้วยความยากลำบาก “ตอนนี้เป็โอกาสของพวกเราแล้ว! เอีกสักพักข้าจะเสนอเข้านร่วมในการแข่งขันขี่ม้าตีคลี เ้าเพียงช่วยข้าพูด พ่อของเ้าจะไม่ขัดขวางพวกเราอีกแน่นอน เ้าอยากลองหรือไม่?”
เปรียบกับตาชั่งคุณธรรม อีกด้านเขียนไว้คือขี่ม้าตีคลี อีกด้านเขียนชื่อของแม่ทัพเยี่ยน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วรู้สึกหวั่นไหวเป็อย่างยิ่ง แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับโชคชะตาที่นางเลือกคือ——
ขี่ม้าตีคลี
หากแม่ทัพเยี่ยนรู้ว่าตาชั่งด้านชื่อของตนที่อยู่ในใจของลูกสาวไม่อาจเทียบเท่ากับขี่ม้าตีคลีแล้วละก็ เกรงว่าจะโกรธจนควันออกหู แม้กลายเป็ผีก็ไม่ปล่อยเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไป
แต่ฮ่องเต้ก็ทรงมีพระเกษมสำราญไม่น้อย ทรงปรบมืออย่างเป็ธรรมชาติ และตรัสว่า “อย่างนั้นก็ตามนี้ พรุ่งนี้เจอกันที่สนามประลอง”
“พะ...พ่ะย่ะค่ะ....”
ไม่รู้ว่าถูกบังคับขึ้นเรือโจรสลัดหรือขึ้นไปด้วยตัวเอง แต่ในใจยังรู้สึกผสมปนเปกันอยู่ : ถ้าหากบิดานางรู้เื่นี้ ขาจะขาดหรือไม่? ถ้าหากเยวี่ยเจาหรานรู้ว่าตนไปขี่ม้าตีคลีโดยไม่มีเขาไปด้วย แขนจะขาดหรือไม่?
ช่างเถอะ ช่างเถอะ เพียงแค่ไม่กี่อึดใจเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ปล่อยความคิดไป ไม่ว่าอย่างไรก็จะขี่ม้าตีคลี แค่ให้ตัวเองมีความสุข คนที่อิจฉาก็คือเยวี่ยเจาหราน คนที่โกรธก็คือบิดา อย่างอื่นก็ไม่สนใจแล้ว มีควาสุขก็คือจบ!
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วถือว่าเป็คนที่ประสบความสำเร็จในการปรับสภาพจิตใจที่ดี ประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเองและไม่หวนกลับไปตามฮ่องเต้อีก…
ผลสุดท้ายหนึ่งวันของการล่าสัตว์ แต่ละกลุ่มนำสัตว์ที่ล่ามากลับไปไว้ในค่ายของตัวเอง หลังจากที่ฮ่องเต้ตรวจสอบแต่ละกลุ่ม ก็ทำให้แม่ทัพเยี่ยนกลับมาขึ้นแท่นที่หนึ่งแทนรองแม่ทัพหลินอีกครั้ง
พระพักตร์ของฮ่องเต้ทรงมีความสุขมาก มีคำสั่งมอบรางวัลให้มากมาย สุดท้าย ก็เลยถือโอกาสนี้บอกออกไปว่าพระองค์อยากเข้าร่วมแข่งขันขี่ม้าตีคลี
“การแข่งขันขี่ม้าตีคลีไม่ใช่การล่าสัตว์ ล่าสัตว์เป็สิ่งที่ไร้มนุษยธรรม พวกเ้าจะเป็ห่วงข้าก็ไม่เป็ไร แต่ในสนามการแข่งขี่ม้าตีคลีล้วนเต็มไปด้วยพี่น้องกัน หรือให้คิดว่าข้าเป็เป้าหมาย พวกเ้าก็ทำไม่ได้? ยิ่งกว่านั้นข้าก็เคยออกศึก ไม่แน่ว่าตอนนี้ข้ายังสามารถขี่ม้าตีคลีได้เก่งกาจ?!”
