บทที่ 3
ขายเอ้อหยา
เอ้อหลินเดินตามท่านหมอจางกลับไปรับสมุนไพร
ส่วนเอ้อหยานั้น ไม่รู้ว่านางกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับอะไร เดินผ่านหน้าประตูห้องอยู่หลายหน แต่กลับไม่ยอมก้าวเท้าเข้ามาในห้องเลยแม้แต่ก้าวเดียว
ซ่งหยวนมองดูบ้านที่มีลมรั่วโกรกเข้ามาจากทั้งสี่ทิศ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่สมจริง ราวกับว่าทุกอย่างเป็เพียงความฝัน หากตื่นขึ้นมาเขาก็คงยังเป็บล็อกเกอร์อาหารที่มีผู้ติดตามนับสิบล้านคนบนโลกอินเทอร์เน็ต
ท้องส่งเสียงร้องประท้วงออกมา ซ่งหยวนยกมือขึ้นลูบท้อง
อา... หิวเหลือเกิน เ้าของร่างเดิมไม่ได้กินอะไรเลยมาั้แ่เมื่อวาน
มิน่าล่ะถึงได้หิวขนาดนี้
จิตของซ่งหยวนเข้าสู่ห้องครัว เมื่อเห็นซึ้งนึ่งบนเตาแก๊ส ก็นึกขึ้นได้ว่าซาลาเปาที่นึ่งไว้เมื่อเช้ายังกินไม่หมด
ซาลาเปานี้แป้งบางไส้แน่น กัดเข้าไปคำเดียวก็จะมีน้ำซุปชุ่มฉ่ำไหลออกมา ถึงแม้จะเย็นแล้วรสชาติจะดรอปลงไปบ้าง แต่สำหรับซ่งหยวนที่หิวโหยมานาน มันกลับรสชาติเลิศรสอย่างยิ่ง
ด้วยความกังวลว่าเอ้อหยาจะพรวดพราดเข้ามาเห็นว่าเขาแอบกิน ซ่งหยวนจึงยัดซาลาเปาเข้าปาก เคี้ยวเพียงสองสามคำก็กลืนลงไป
ซาลาเปามีขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ กินหมดไปลูกหนึ่งเขายังรู้สึกไม่หนำใจ
ทว่าข้าวปลาอาหารในครัวเหลือไม่มากนัก มีเพียงวัตถุดิบที่ติดมากับตู้เย็นเท่านั้นที่จะได้รับการเติมใหม่โดยอัตโนมัติทุกวัน ส่วนเสบียงอื่นๆ นั้น กินไปเท่าไหร่ก็ลดลงเท่านั้น
ซ่งหยวนเริ่มเกิดความรู้สึกวิกฤต เขาจึงเริ่มสำรวจข้าวและแป้งในครัว
แป้งชนิดต่างๆ รวมกันได้ประมาณ 25 กิโลกรัม ข้าวสาร 30 กิโลกรัม และธัญพืชจำพวกถั่วอีก 10 กิโลกรัม
จากนั้นก็สำรวจพวกน้ำมันและเครื่องปรุงรส
น้ำมันถั่วลิสงถังใหญ่หนักประมาณ 5 กิโลกรัมหนึ่งถัง
เกลือ 20 ถุงที่กักตุนไว้เมื่อไม่นานมานี้ ซีอิ๊วเหลือเพียงครึ่งขวด ส่วนน้ำส้มสายชูก็ใกล้จะหมดแล้ว
เครื่องปรุงอื่นๆ อย่างพริกไทย พริกป่น อบเชย และพริกหอม ยังพอใช้ไปได้อีกหลายเดือน
ซ่งหยวนรื้อดูตู้เก็บของ้าต่อ พบเส้นโซบะที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวานซืนหนึ่งลัง รวมถึงเส้นหมี่และบะหมี่อบแห้งอีกจำนวนหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและไส้กรอกแฮมอีกไม่กี่ซองที่ยังกินไม่หมด
เห็ดครึ่งตะกร้าที่เก็บมาเมื่อเช้า ตอนที่เขากระเด็นตกหน้าผานั้น ยังไม่วายลืมเอาเห็ดใส่ไว้ในครัว น่าเสียดายที่ทำหกไปครึ่งหนึ่ง เหลืออยู่เพียงครึ่งตะกร้าเท่านั้น
นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ยังมีพวกของใช้ในชีวิตประจำวันและกล่องยา
จริงสิ ในกล่องยามียาอวิ๋นหนานไป๋เย่า* แล้วจะไปเสียเงินจ้างหมอมาทำไมกัน
*(ยาผงสมุนไพรจีนสำหรับรักษาแผลและห้ามเื)
เขาจดจำเื่นี้ไว้ก่อน
ซ่งหยวนยังคงค้นตู้ค้นลิ้นชักต่อไป จนไปเจอถุงเมล็ดพันธุ์ผักถุงเล็กๆ ซึ่งเพื่อนคนหนึ่งส่งมาให้
เพื่อนคนนี้ก็เป็บล็อกเกอร์อาหารเหมือนกัน แถมยังเป็พวกบ้างานสุดๆ เพื่อที่จะถ่ายคลิปวิดีโอ ถึงขั้นไปเช่าที่ดินแถบชานเมืองเพื่อปลูกผัก
ผลปรากฏว่าไม่มีเวลาดูแล ต้นกล้าแห้งตายหมด แผนการปลูกผักจึงต้องพับเก็บไป
เมล็ดพันธุ์ที่เหลืออยู่มาก เพื่อนคนนั้นจึงส่งมาให้กลุ่มเพื่อนๆ คนละถุง
หลังจากได้รับพัสดุ ซ่งหยวนก็ไม่ได้ดูให้ละเอียดนัก แล้วก็วางทิ้งไว้ในห้องครัว
เขารีบเปิดถุงดู ปรากฏว่าในนั้นมีเมล็ดพันธุ์ผักทั่วไปอยู่ครบครัน
มุมปากของซ่งหยวนยกยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่อยู่
ต้องขอบคุณเ้าเพื่อนบ้างานคนนั้นจริงๆ
พออารมณ์ดี เขาก็หยิบซาลาเปามากินเพิ่มอีกลูก กินเสร็จก็ดื่มน้ำตามไปหนึ่งแก้วเพื่อกลั้วปาก จากนั้นก็นอนหมอบลงบนเตียงแล้วเริ่มง่วงนอน จนเผลอหลับไปอย่างสะลืมสะลือ
ไม่รู้ว่านอนไปนานแค่ไหน จนกระทั่งเอ้อหลินกลับมาพร้อมกับสมุนไพรห้ามเื
สมุนไพรถูกตำจนละเอียดแล้ว สามารถนำมาพอกได้ทันที
ซ่งหยวนใช้มือเท้าคาง เอียงหัวเล็กน้อยเพื่อให้เอ้อหลินพอกยาได้สะดวก
หลังจากพอกยาสมุนไพรเสร็จ ก็ใช้เศษผ้าพันไว้อย่างระมัดระวัง
เอ้อหลินเม้มปากแน่นไม่พูดไม่จา ทว่าท่าทางของเขากลับนุ่มนวลมาก ราวกับกลัวว่าจะทำให้เขาเจ็บ
บรรยากาศเงียบงันจนดูแปลกประหลาด ซ่งหยวนจึงหาเื่คุย “เอ้อหยากำลังทำอะไรอยู่รึ”
สีหน้าของเอ้อหลินเปลี่ยนไปเล็กน้อย นิ้วมือสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ “นางกำลังทำความสะอาดลานบ้านขอรับ”
“โครกคราก—”
เพิ่งกินอิ่มไป มิน่าล่ะถึงได้ส่งเสียงร้องอีกแล้ว
ซ่งหยวนเพิ่งจะมารู้สึกตัวว่า ไม่ใช่เสียงท้องของเขาที่ร้อง
เขารีบหันไปมองเอ้อหลินทันที
เอ้อหลินยังคงทำหน้าตึง แต่ใบหูเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ
ไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว ซ่งหยวนบ่นพึมพำในใจ น่าเสียดายที่โทรศัพท์มือถือตกลงไปในหน้าผาพร้อมกับเขา ไม่อย่างนั้นคงมีโทรศัพท์ไว้ดูเวลาได้
เขาหันไปมองข้างนอก พบว่าแสงสีสายัณห์เริ่มเข้มขึ้น ใกล้จะมืดแล้ว
หากนับตามมื้ออาหารปกติ ก็ถึงเวลาต้องกินข้าวแล้ว
ซ่งหยวนถามว่า “ในบ้านยังมีอะไรกินอีกไหม”
เอ้อหลินส่ายหัว “ที่บ้านไม่มีเสบียงแล้วขอรับ”
ซ่งหยวนโพล่งออกมา “ไม่ใช่ว่ายังมีเสบียงเหลืออยู่อีกถุงหนึ่งหรอกรึ”
เอ้อหลินแอบกำหมัดแน่น พลางเอ่ยด้วยความยากลำบาก “เสบียงถุงนั้นยืมคนในหมู่บ้านมาขอรับ”
ซ่งหยวนกล่าว “เอาไปต้มกินก่อนเถอะ วันหน้าข้าจะหามาคืนให้เอง”
เอ้อหลินขานรับเบาๆ แล้วเดินออกไป
ต่อให้ซ่งหยวนจะประสาทััช้าเพียงใด เขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของเอ้อหลินเมื่อครู่ดูไม่ปกติ อย่างไรเสียเขาก็ยังเด็กนัก จึงซ่อนความรู้สึกไม่มิด
ซ่งหยวนลูบคางพลางครุ่นคิด ดูเหมือนแฝดคู่นี้จะหวาดกลัวเขามาก
พอคิดถึงเื่แย่ๆ ที่เ้าของร่างเดิมเคยทำไว้ ซ่งหยวนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
การจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ในใจของฝาแฝดคู่นี้คงจะเป็เื่ยากอยู่สักหน่อย
ค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไปก็แล้วกัน
ควันไฟลอยออกมาจากห้องครัว ไม่นานนักเอ้อหยาก็เดินมาเรียกเขาไปกินข้าว
ห้องครัวอยู่ติดกัน เป็กระท่อมไม้หลังเล็กๆ ซ่งหยวนซึ่งเป็ผู้ชายเต็มตัวเข้าไปข้างในแล้วรู้สึกว่ามันคับแคบเกินไป
เตาไฟที่ก่อขึ้นง่ายๆ จากก้อนหิน มีหม้อดินวางอยู่บนนั้น ไม่รู้ว่าในนั้นต้มอะไรอยู่ มีควันสีขาวลอยกรุ่น ส่งกลิ่นหอมของข้าวสาลีออกมา
ทว่าเมื่อเห็นเอ้อหลินตักน้ำข้นๆ สีเหลืองออกมาจากหม้อดิน ซ่งหยวนก็ขมวดคิ้วแน่นทันที
เอ้อหยาคิดว่าเขาไม่พอใจ จึงอธิบายเสียงค่อย “ที่บ้านมีเพียงข้าวสาลีเท่านั้นเ้าค่ะ”
ที่ซ่งหยวนขมวดคิ้ว เป็เพราะเขาจำได้ว่านี่คือ "ม่ายฟั่น"
ม่ายฟั่นในยุคนี้ คือการนำข้าวสาลีมาตำให้แหลก แล้วนำไปต้มรวมกับแป้งและรำข้าว เป็อาหารที่กลืนลงคอได้ยากลำบากยิ่งนัก
ไม่คิดเลยว่าชาวบ้านระดับล่างในยุคนี้ยังต้องกินม่ายฟั่นอยู่
เพราะในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม แม้ที่บ้านจะไม่มีที่นา แต่บิดาของซ่งเป็พรานป่า เขามีฝีมือดีมาก มักจะจับสัตว์ป่าบนเขาไปขายในเมืองได้เงินเป็กอบเป็กำ
ในตอนนั้น อาหารปกติของที่บ้านคือข้าวกล้อง บางครั้งก็ได้กินข้าวธัญพืชรวม ในความทรงจำของเขา มีเพียงบ้านที่ยากจนข้นแค้นจนหาข้าวลงหม้อไม่ได้เท่านั้นที่จะกินม่ายฟั่น
“พี่ใหญ่” เอ้อหลินถือชามไว้ ทำตัวไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ
“ส่งมาให้ข้าเถอะ” ซ่งหยวนรับชามมา ก้มลงจิบไปคำเล็กๆ ฝืนทนความรู้สึกไม่สบายตัวกลืนลงคอไป
ในม่ายฟั่นมีรำข้าวที่ย่อยยากอยู่มากมาย ผลของการฝืนกลืนลงไปก็คือ คอรู้สึกเจ็บเหมือนมีอะไรมาบาด
พอหันไปมองฝาแฝด ทั้งคู่กลับก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย
ซ่งหยวนนึกถึงซาลาเปาไส้เนื้อที่เขาเพิ่งกินเข้าไป แล้วมองดูฝาแฝดที่กินม่ายฟั่นอย่างตะกละตะกลาม ความรู้สึกในใจของเขาก็เริ่มซับซ้อน
เมื่อเห็นซ่งหยวนถือชามค้างไว้ เอ้อหยาก็เลียก้นชาม พลางรวบรวมความกล้าถามว่า “พี่ใหญ่ ท่านไม่กินแล้วหรือเ้าค่ะ”
ซ่งหยวนเห็นความปรารถนาที่ฉายชัดในแววตาของนาง เขาจึงวางชามลง แสร้งทำเป็รังเกียจ “ไม่กินแล้ว เอาไปเถอะเอาไปเถอะ รสชาติห่วยแตกจะตายไป”
เอ้อหยารีบคว้าชามไปราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ แล้วบอกกับเอ้อหลินว่า “พี่รอง ข้าแบ่งให้ท่านครึ่งหนึ่งนะ”
ซ่งหยวนอดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตเอ้อหยา
ผมที่แห้งกรังเหมือนหญ้าถูกมัดเป็เปียเล็กๆ ดวงตาและคิ้วแฝงไปด้วยความหมดจด แม้ใบหน้าจะเหลืองซีด แต่ก็ยังไม่อาจปกปิดเครื่องหน้าอันงดงามได้
โตขึ้นไปนางต้องเป็สาวงามแน่ๆ
ยากจะจินตนาการเลยว่า ในอนาคตนางจะกลายเป็นางร้ายผู้ชั่วช้า และสุดท้ายเพราะแผนการทำร้ายนางเอกล้มเหลว จึงถูกพระเอกขายเข้าหอคณิกา ถูกผู้คนเหยียบย่ำจนตาย
พอคิดถึงตรงนี้ ซ่งหยวนก็ส่งเสียง “หึ” ออกมา
【 ติ้งต่อง—— 】
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นในหัวกะทันหัน
เมื่อเห็นเนื้อหาของภารกิจ สีหน้าของซ่งหยวนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ระบบสั่งให้เขาขายเอ้อหยาให้กับนายหน้าค้ามนุษย์?
อะไรกันเนี่ย!
ระบบนี้ไม่ใช่พวกแก๊งค้ามนุษย์ใช่ไหม?
เขามุ่นคิ้วพลางนึกย้อนถึงเนื้อเื่ของเอ้อหยา
เนื่องจากเอ้อหยาไม่ใช่ตัวละครสำคัญ เื่ราวในอดีตของนางจึงมีเพียงไม่กี่ประโยคในหนังสือ
เอ้อหยาถูกขายให้กับนายหน้าค้ามนุษย์ตอนอายุ 9 ขวบ นางระเหเร่ร่อนไปหลายที่จนถึงเมืองหลวง และถูกขายให้เป็สาวใช้ในบ้านเศรษฐีตระกูลหนึ่ง
ต่อมา ในความทรงจำของเอ้อหยาก็มีการเอ่ยถึงว่า หลังจากบิดามารดาเสียชีวิต นางทำให้พี่ใหญ่โกรธแค้นจึงถูกขายออกไป
สรุปคือ นางถูกซ่งต้าซู่ขายออกไปจริงๆ หรือ?
ซ่งหยวนแค่นหัวเราะออกมาเ็า แล้วทำการปิดกั้นภารกิจที่ระบบแจ้งเตือนมาในสมองทันที
นี่เป็ภารกิจที่เ้าของร่างเดิมควรทำ แล้วมันเกี่ยวกับซ่งหยวนอย่างเขาส่วนไหนกัน
ถ้าเก่งจริง ก็ไปหาซ่งต้าซู่โน่นไป
