การฝึกฝนจิต์นั้นเป็สิ่งที่มหัศจรรย์เป็อย่างมาก อีกทั้งการที่จะฝึกฝนจิต์นั้นยังต้องมีของล้ำค่าหายากหลากหลายชนิด ซึ่งวิชาที่ถูกบันทึกเอาไว้นั้นเป็วิชากลั่นหลอมจิต์ประเภทหนึ่ง ซึ่งรวบรวมประสบการณ์การหลอมจิตเอาไว้ พูดได้ว่าเป็ของล้ำค่าที่หายากเป็อย่างยิ่ง
สำหรับเต้าหลิงนั้น จิติญญายังไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถััได้ มูลค่าของของสิ่งนี้น่ากลัวมาก ในภายหลังเขาจะต้องใช้ของสิ่งนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งเองก็้ามัน
“วิชามหาอำนาจอยู่ที่ไหน” เต้าหลิงกำหมัดแน่น สายตามองสำรวจไปยังคัมภีร์หยกที่เหลือสามอัน หนึ่งในนั้นจะต้องมีคัมภีร์หยกที่บันทึกวิชามหาอำนาจเอาไว้ ส่วนที่เหลือสี่อันน่าจะเป็บันทึกของประสบการณ์ในการฝึกฝน
“ไสหัวไปซะ ของสิ่งนี้เป็ของวิหารยุทธ์ ใครจะกล้ามา่ชิงมันกับข้า!”
เด็กหนุ่มแผดเสียงคำราม ดวงตาทั้งสองของเขาเหมือนกับไฟฟ้า ทั่วร่างโอบล้อมไปด้วยสายฟ้าสีม่วงที่ทำให้มวลอากาศทรุดตัวลง วิชาการฝึกฝนของคนคนนี้ก็คือวิชาสายฟ้าโบราณ
“ฮึ ปากดีนัก ที่นี่ไม่ใช่ข้างนอกที่พวกเ้าวิหารยุทธ์จะมาทำตัวโอหังเช่นนี้ได้” นกโบราณคนหนึ่งปรากฏอยู่กลางห้วงอากาศสลัวๆ พลางแผดเสียงคำรามลั่นออกมา “เป็มนุษย์ก็หัดถ่อมตัวหน่อย”
“นั่นสิ ที่นี่ไม่ใช่ข้างนอกนะ พวกเ้าวิหารยุทธ์จะทำอะไรได้ มาทำท่าวางอำนาจ เ้าคิดว่าเ้าเป็อู่ตี้หรืออย่างไร” ชายหนุ่มเผ่ามนุษย์คนหนึ่งแสยะยิ้มเย็นออกมา
“บัดซบ ชื่อของอู่ตี้เป็ชื่อที่เ้าสามารถเรียกได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ เ้าแส่หาเื่ใส่ตัวเองนะ” ั์ตาของอู่หงเซิ้งเย็นะเืขึ้น สายฟ้าสีม่วงที่โอบล้อมไปทั่วร่างะเิออกราวกับสัตว์อสูรสายฟ้าที่กำลังแผดเสียงคำราม “ตระกูลของพวกเ้าได้เกิดหายนะครั้งใหญ่แน่ ถ้าข้านำเื่นี้ไปบอกกับจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งในตระกูล พวกเ้ารอดูจุดจบที่จะเกิดขึ้นได้เลย!”
อู่หงเซิ้งแข็งแกร่งมาก พลังของเขานั้นมีอานุภาพที่ไม่สามารถจะต้านทานได้อีก ทั้งยังถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ใครก็ตามที่ต่อต้านและไม่เชื่อฟังก็จะถูกฆ่าทิ้ง
“หายนะบ้างละ จุดจบบ้างละ ฮ่าๆๆ เ้าวิหารยุทธ์ตัวคนเดียวแท้ๆ กลับหาญกล้าพูดจาโอหังเช่นนี้ ข้าละอยากจะรู้เหลือเกินว่าเ้าจะ่ชิงคัมภีร์หยกไปยังไง” ชายหนุ่มกล่าวอย่างไม่แยแส
นกโบราณพยักหน้า ไม่มีอะไรที่จะพูดอีก วิหารยุทธ์ช่างโอหังยิ่งนัก ทำให้มันยากที่จะรับไหว ในตอนนั้นมันได้ร่วมมือกับชายหนุ่มเรียบร้อยแล้ว
“ที่แท้ก็เป็เขา” เต้าหลิงเองก็สังเกตเห็นอู่หงเซิ้ง ในตอนนั้นที่หอคอยผ่านจิตคนคนนี้เป็คนที่ถูกเขาซัดจนร่างกระเด็น คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาเจอที่นี่
“ซือซือ เ้าออกไปก่อน"
เสียงที่กล่าวออกมานั้นทำให้หลินซือซือขมวดคิ้วพลางกล่าวออกมาอย่างไม่ยินดีเท่าไรนัก “ที่นี่อันตรายมากเกินไป ถึงแม้พลังของข้าจะไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่ถ้าข้าอยู่ข้าก็สามารถช่วยเ้าได้ ข้าไม่ไปหรอก”
“ข้าจะให้เ้าคอยช่วยรับมือให้ข้าข้างนอก หากข้าาเ็ เ้าจะได้ช่วยรับมือให้ข้าได้ยังไงล่ะ” เต้าหลิงมองไปที่นางแล้วยิ้มออกมา “เช่นนี้จะได้ป้องกันได้สองชั้น”
“เขาคงจะไม่สบายใจ ที่ข้าถ่วงแข้งถ่วงขาเขาอยู่ที่นี่” หลินซือซือกัดฟันกรอดพลางเดินถอยออกไป จากนั้นนางก็ถอนหายใจพลางกล่าวพึมพำออกมา “ข้านี่มันช่างไร้ประโยชน์ ช่วยเหลืออะไรเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”
อู่หงเซิ้งแข็งแกร่งมาก ภายในมือของเขาถือค้อนสีม่วงเอาไว้ แสงสายฟ้าสีม่วงโอบล้อมไปทั่ว อีกทั้งยังแฝงไปด้วยคลื่นพลังที่น่ากลัว แต่ละการโจมตีที่โจมตีออกไปทำให้บริเวณโดยรอบทั้งสี่ทิศสั่นสะท้าน
ยอดฝีมือขั้นกำเนิดพลังทั้งสองพลันขบฟันกรอด อู่หงเซิ้งนั้นฝึกฝนวิชาสายฟ้าโบราณ แล้วยังมีของล้ำค่านั่นอีก ทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะปะทะกับพลังสายฟ้าโดยตรง
“นี่มัน”
เต้าหลิงหรี่ตาลง เขาจับจ้องสายตาไปยังคัมภีร์หยก คัมภีร์หยกนั้นได้ถูกแสงสายฟ้าผ่าทะลวงจนเกิดรอยแตกขึ้น ทำให้เขามองเห็นอักขระที่ซับซ้อนที่อยู่ภายในคัมภีร์
คนที่นี่แค่เห็นเพียงแวบเดียวก็ตาลาย ยากที่จะมองออกว่ามันคืออะไร ทว่าไม่นานนักเต้าหลิงก็รู้ได้ทันทีว่าอักขระที่อยู่ข้างในนั้นคืออะไร
หมัดแห่งความโกลาหล
วิชามหาอำนาจนี้เป็วิชาที่น่ากลัวมากถึงขีดสุด ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับวิชามายาห้วงมิติ ทว่าอยู่เหนือยิ่งกว่าห้วงมิติ
มันเป็วิชาที่ไร้รูปร่าง ไร้นามธรรม มันสามารถใช้เป็ไพ่ตายใบสุดท้ายในการต่อสู้ได้
“นั่นจะต้องเป็วิชามหาอำนาจแน่!” เต้าหลิงกระชับหมัดแน่น ใบหน้าละอ่อนฉายความเร่าร้อนประหนึ่งดวงอาทิตย์ เขาฉีกยิ้มออกมาจนเผยให้เห็นฟันสีขาวสะอาด
“ถึงเวลาลงมือแล้ว” เต้าหลิงยืนขึ้นพลางก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างใน ทว่าเป้าหมายของเขาไม่ใช่คัมภีร์หยก แต่เป็อู่หงเซิ้ง
ถ้าไปแย่งคัมภีร์หยก จะต้องถูกพวกเขาทั้งสามคนรุมฆ่า ถึงเต้าหลิงจะมีพลังที่แข็งแกร่งระดับชั้นฟ้า แต่ก็ไม่สามารถที่จะรับมือกับยอดฝีมือขั้นกำเนิดพลังทั้งสามคนได้ เช่นนั้นก็อย่าได้พูดถึงว่าจะไปแย่งชิงคัมภีร์หยกมาเลย
อู่หงเซิ้งที่เห็นคนคนหนึ่งเดินมา ั์ตาของเขาก็พลันเย็นะเืขึ้น ทว่าเมื่อเห็นว่าคนคนนั้นเป็ใคร เขาก็อึ้งไปเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า “เหตุใดถึงเป็เ้า”
ในวันนั้นที่หอคอยผ่านจิต เต้าหลิงได้ปล่อยหมัดออกไป ทำให้ฟ้าดินกลับตาลปัตร ยอดฝีมือหลายสิบคนถูกเขาซัดจนตัวลอยในหมัดเดียว พลังอานุภาพ์นั้นติดเป็ความทรงจำฝังลึกในจิตใจที่ทำให้เขายากจะลืมเลือน
ในตอนนี้ เมื่อได้มาพบเขาอีกครั้ง ความหวาดกลัวยังคงอยู่ในจิตใจ อีกฝ่ายเป็ถึงยอดอัจฉริยะ เป็คนที่เขาไม่อาจจะล่วงเกินได้
นกโบราณที่บินอยู่กลางอากาศ เมื่อมันสังเกตเห็นใบหน้าที่หวาดผวาของอู่หงเซิ้ง สีหน้าของมันก็เปลี่ยนสี หรือว่าจะมียอดฝีมืออัจฉริยะมาเยือน คนที่โอหังอย่างอู่หงเซิ้งจึงได้มีท่าทีเช่นนั้น
นกโบราณหันหน้าไปมอง ในตอนนั้นมันก็อึ้งไป สายตามองไปที่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง มันตรวจสอบพลังของคนคนนั้นอย่างละเอียด พลางมองสำรวจอีกหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดนกโบราณก็แผดเสียงหัวเราะคำรามดังลั่นออกมา “น่าหัวเราะ แค่มนุษย์ที่อยู่ในขั้นสถิติญญา แต่กลับทำให้คนของวิหารยุทธ์ใมากขนาดนี้ ฮ่าๆๆ”
“คนของวิหารยุทธ์นี้ช่างไม่เอาไหนเสียจริงๆ ข้าอยากจะหัวเราะให้ตาย” ชายหนุ่มเองก็ะเิเสียงหัวเราะดังลั่นออกมาเช่นเดียวกัน เขาหัวเราะจนตัวโค้งงอ
“ว่าไงนะ ขั้นสถิติญญา” อู่หงเซิ้งหรี่ตาลง สายตาของเขาจับจ้องไปที่เต้าหลิง ใบหน้ากลายเป็สีแดงก่ำพลางขบฟันกรอดคำรามลั่น “เ้า เ้าเดรัจฉาน กล้ามาถึงที่นี่เชียวหรือ หาที่ตายเสียจริง!”
เมื่อกล่าวจบ อู่หงเซิ้งก็หัวเราะออกมา ตอนนี้เขาอยู่ในขั้นกำเนิดพลัง ด้วยพลังของเต้าหลิง หากเทียบกับเขาแล้ว ยังห่างชั้นกันอีกมาก ในตอนนี้เขามีโอกาสที่จะจัดการอีกฝ่าย เพื่อลบล้างความอัปยศ
“สั่งสอนไปครั้งที่แล้วยังไม่พออีกงั้นหรือ” เต้าหลิงกล่าวพลางยักไหล่
“สามหาวนะ” อู่หงเซิ้งโกรธมาก สายฟ้าสีม่วงทั่วร่างะเิออกมา “เ้าอยู่แค่ในขั้นสถิติญญาที่ต่ำต้อยแท้ๆ แต่กล้ามาท้าทายพลังของข้า ข้าจะทำให้เ้าตายทั้งเป็”
อู่หงเซิ้งแทบจะเสียการควบคุม ดวงตาของเขาเป็สีแดงก่ำ เขาพุ่งทะยานร่างออกไปด้วยโทสะ ในตอนนี้เขาไม่สนใจคัมภีร์หยกอีกแล้ว เขาสาบานว่าจะเอาเืของเต้าหลิงมาล้างความอัปยศนี้ให้จงได้
คนที่เหลืออีกสองคนเมื่อเห็นดังนั้น ก็ดีใจเป็อย่างมาก พวกเขาไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะมีความบาดหมางอะไรกัน พลางพุ่งทะยานเข้าไปหาคัมภีร์หยกอย่างบ้าคลั่ง
คัมภีร์หยกทั้งห้าต่างก็ไม่ธรรมดา มันถูกปกคลุมไปด้วยพลังที่แข็งแกร่ง จึงไม่อาจถูกทำลายได้ง่ายๆ ทว่าระยะเวลาที่ผ่านพ้นไป มีหยกคัมภีร์บางอันที่กำลังจะแตกออก
เต้าหลิงจำต้องออกมาอย่างช่วยไม่ได้ หากพวกเขาพบว่าคัมภีร์หยกเป็บันทึกประสบการณ์การฝึกฝน พวกเขาจะต้องไม่เอาคัมภีร์หยกไปแน่ แต่จะไปแย่งชิงหมัดโกลาหลแทน
ใบหน้าของอู่หงเซิ้งพลันเย็นเยียบ เื่ครั้งก่อนที่หอคอยผ่านจิตนั้นเป็ความอัปยศอย่างยิ่งในชีวิตเขา เป็สิ่งที่ยากจะลืมเลือน อีกทั้งยังต้องขายหน้าต่อผู้คนจำนวนมาก
ตอนนี้ที่ได้มาเจอเขาอีกครั้งหนึ่ง ทว่าอีกฝ่ายกลับทำตัวโอหัง ทำให้อู่หงเซิ้งรับไม่ได้เป็อย่างมาก เขามีสิทธิ์ที่จะทำแบบนี้อย่างนั้นหรือ
เต้าหลิงเหลือบมองยอดฝีมือสองคนที่ใช้พลังสุดกำลังในการทำลายผนึก หัวใจของเขาก็พลันนิ่งสงบลง ถ้ายังไม่ทำลายผนึก ก็ไม่อาจจะกำราบคัมภีร์หยกนี้ได้
สายตาของเขามองไปที่อู่หงเซิ้งพลางแค่นเสียงเย็น “ครั้งก่อนถูกข้าโจมตีจนกระอักเื ตอนนี้ก็ยังกล้ามาหาเื่ข้า ถ้าอยากตายมากนัก ข้าจะสงเคราะห์ให้”
กล่าวจบ คลื่นพลังที่แข็งแกร่งก็ะเิออกมาทั่วร่างของเต้าหลิง
“ฮ่าๆๆๆ...” อู่หงเซิ้งหัวเราะจนฟันแทบร่วง เขามองดูพลังที่ปลดปล่อยออกมาจากทั่วร่างของเต้าหลิงพลางแผดเสียงคำรามลั่น “อย่างเ้าน่ะหรือ กับแค่คนบ้านนอกที่ไม่รู้จักฟ้าสูงดินต่ำ ไม่รู้ถึงความน่ากลัวของโลกภายนอก เ้าคิดว่าที่นี่เป็หอคอยผ่านจิตหรืออย่างไร เชื่อหรือไม่ว่าแค่หนึ่งนิ้วของข้าก็สามารถฆ่าเ้าให้ตายได้”
“อย่างเ้าน่ะหรือ” เต้าหลิงเบ้ปากพลางกล่าวออกมาอย่างไม่แยแส “เ้าเชื่อหรือไม่ว่าแค่ข้าผายลมก็สามารถทำให้ร่างของเ้าะเิได้”
หมัดทั้งสองของอู่หงเซิ้งกำแน่น ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ เขาอดไม่ได้อยากจะทุ่มอีกฝ่ายให้ตายเสีย เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังอานุภาพของตน จากนั้นเขาก็แผดเสียงคำรามออกมาว่า “เ้าดูถูกข้างั้นหรือ ไปตายซะ!”
ฝ่ามือของอู่หงเซิ้งพุ่งออกไป รอบๆ โอบล้อมไปด้วยแสงสายฟ้าสีม่วงรุนแรงเป็อย่างยิ่ง มันพุ่งเข้าใส่ศีรษะของเต้าหลิง
“ไสหัวไป” เต้าหลิงกำหมัดสวนกลับไป ทว่าแรงพลังของฝ่ามือกลับทำให้ร่างของเขาสั่นเทา ฝีเท้าเหยียดถอยหลังออกมา
แขนทั้งแขนของเขาสั่นสะท้านพลางแสร้งทำหน้าเหลือเชื่อ
