หลี่เยวี่ยซือขมวดคิ้ว เห็นชัดว่าไม่พอใจมาก ตอนนี้ในห้องมีแค่พวกนางสองคน นางเดินมายู่ปากเอ่ยตรงหน้าเขา “ท่านพี่ฉางทนเห็นข้าไปขอพึ่งผู้อื่นได้หรือ? ท่านไม่ชอบเยวี่ยเอ๋อร์จริงหรือเ้าคะ?” นางคะยั้นคะยอพลางดึงแขนเสื้อเจียงเฉิงเบาๆ
สีหน้าของเจียงเฉิงจมลงทันที เขารังเกียจการกระทำเช่นนี้ของนางมากแต่ก็ต้องอดทนไว้ ต้องตอบแบบไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ “ไม่ได้ไม่ชอบ”
“เช่นนั้นก็หมายความว่าชอบใช่หรือไม่เ้าคะ?” หลี่เยวี่ยซือเลิกคิ้ว นางอดดีใจกับคำตอบไม่ได้
“คุณหนูหลี่เข้าใจผิดแล้ว ข้ามีคู่หมั้นอยู่ที่เมืองหลวง เป็การหมั้นหมายที่พ่อแม่จัดหาให้ เกรงว่าคงต้องผิดต่อความรู้สึกของคุณหนูหลี่”
หลี่เยวี่ยซือฟังแล้วขมวดคิ้วและกระทืบเท้าเบาๆ ยังคงพยายามออดอ้อน “ท่านโกหก ท่านไม่เคยพูดมาก่อนว่ามีคู่หมั้น ท่านไม่ชอบเยวี่ยเอ๋อร์ใช่หรือไม่ ไม่อยากอยู่กับเยวี่ยเอ๋อร์ใช่หรือไม่ ดังนั้นจึงต้องแต่งเื่เช่นนี้มาโกหก”
เจียงเฉิงผุดลุกขึ้นทันที เขามองนางด้วยสีหน้ารำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด “ข้ามิได้แต่งเื่ นี่เป็ความจริง คุณหนูหลี่อย่าทำให้ข้าลำบากใจอีกเลย”
นิสัยเอาแต่ใจของหลี่เยวี่ยซือเผยออกมาทันที นางเดินไปทางห้องนอนตัวเอง “หากท่านคิดแบบนี้ เช่นนั้นข้าก็จะไม่ทำให้ลำบากใจ พวกเราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก เชิญคุณชายฉางกลับเถิด”
นางพูดจบแล้วเดินเข้าห้องไปนั่งบนเตียงด้วยความโมโห ทว่าหูกลับได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอก ฟังไปฟังมาแล้วไม่ได้ยินเสียงก็กลัวว่าเขาจะไปจริงๆ จึงลุกออกไปแอบดู
จากนั้นต้องพบว่าภายในห้องโถงว่างเปล่าไม่มีผู้ใด หลี่เยวี่ยซือที่เห็นดังนั้นก็พลันกระทืบเท้าแรงๆ ก่อนจะเดินออกไปดูด้วยความโมโห “เหตุใดข้าบอกให้ไปก็ไปเลย พูดปลอบข้าหน่อยมันยากขนาดนั้นเลยหรือ?”
ระหว่างที่กำลังโมโห เหอชุนฮวาก็เดินมาพอดี ครั้นนางเห็นว่าที่นี่มีหลี่เยวี่ยซืออยู่แค่คนเดียวก็งุนงงและมองไปรอบด้าน “คุณชายท่านนั้นเล่า? เขาชื่อ… ฉางควนล่ะ? เขาไปที่ใดแล้ว?”
“เขากลับไปแล้ว”
“เหตุใดจึงปล่อยให้เขากลับไปเร็วเช่นนี้? ข้าเตรียมจะให้เขาอยู่กินมื้อเที่ยงที่นี่” เหอชุนฮวามีสีหน้าผิดหวัง นางค่อนข้างพึงพอใจในคุณชายผู้สง่าผ่าเผยคนนี้ไม่น้อย
“จะชวนเพื่ออะไร เขาไม่อยากอยู่ที่นี่ ไม่เห็นต้องไปเอาใจคนที่ไม่เห็นค่าแบบนั้น” สิ้นเสียง หลี่เยวี่ยซือก็เดินไปนั่งฉีกทึ้งผ้าเช็ดหน้าอยู่ด้านข้างอย่างเอาแต่ใจ
เหอชุนฮวาเดินเข้ามาถามเพราะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น “เกิดอะไรขึ้น? เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่เลย เหตุใดอยู่ๆ จึงโมโหขึ้นมา? ฉางควนผู้นั้นทำอะไรเ้าหรือ? หรือว่าเขา?” เหอชุนฮวาหน้าพลันเปลี่ยนสีและรีบตรวจสอบลูกสาวตัวเองทันที
หลี่เยวี่ยซือมองค้อนใส่ “ไม่ใช่แบบนั้น ท่านอย่าคิดเหลวไหล หากคิดอะไรกับข้าจริงก็คงดี น่าเสียดาย ข้าลงทุนเข้าหาเขาขนาดนั้นแล้วแท้ๆ แต่เขากลับไม่แม้แต่จะสนใจ ท่านแม่ ท่านพี่ฉางเขาไม่ชอบข้า เขา… เขาชอบหลี่อันหราน”
หลี่เยวี่ยซือพูดจบแล้วปิดหน้าร้องไห้ ส่วนเหอชุนฮวาถึงกับผงะ
แต่แล้วนางก็ต้องหัวเราะทันทีเมื่อเห็นท่าทีกระเง้ากระงอดของบุตรสาว “หากเ้าบอกว่าเขาชอบสตรีนางอื่น ข้าก็คงพอเชื่อได้อยู่ แต่นี่เ้ากลับบอกว่าเขาชอบหลี่อันหราน ตีให้ตายข้าก็ไม่เชื่อ”
“เหตุใดท่านจึงไม่เชื่อ? นี่เป็ความจริง เขาอยู่กินที่บ้านของนังอัปลักษณ์หลี่อันหราน เป็ไปได้ว่านานวันเข้าก็อาจเกิดความรู้สึกขึ้นมา” หลี่เยวี่ยซือเอ่ยจบ ก็ร้องห่มร้องไห้ยกใหญ่
เหอชุนฮวายังคงไม่คิดเป็จริงเป็จังกับคำพูดนางอยู่ดี “หลี่อันหรานอัปลักษณ์ถึงเพียงนั้น จะเทียบลูกสาวผู้งดงามดุจบุปผาของข้าได้อย่างไร ฉางควนผู้นี้ถูกลาเตะหัวจนสมองกระทบกระเทือนหรือ เขาจะเอาอะไรไปชอบนางได้? ไม่มีทาง ไม่มีทางแน่นอน แม่อาบน้ำร้อนมาก่อน เ้าเชื่อแม่ได้”
หลี่เยวี่ยซือพลันหยุดร้องไห้เมื่อได้ยินดังนี้ “ท่านพูดจริงหรือ? เช่นนั้นเหตุใดเขาจึงไม่ชอบข้า? เหตุใดยังต้องกลับไปหานังอัปลักษณ์นั่นอีก ข้าชวนให้เขามาอยู่บ้านพวกเราแล้ว แต่เขาไม่ตอบตกลง ความเป็อยู่ที่บ้านเราดีกว่าที่นั่นเป็ร้อยเท่า เหตุใดเขาต้องทำเช่นนี้?”
เหอชุนฮวาครุ่นคิดตาม “เกรงว่าจะมีสาเหตุอื่น”
เดิมทีหลี่เยวี่ยซือไม่ได้บอกสาเหตุที่เจียงเฉิงมาหาตัวเองให้เหอชุนฮวาฟัง แต่หลังจากที่ได้ยินท่านแม่พูดแบบนี้ นางก็พาแม่ตัวเองเข้าไปยังห้องนอนและเล่าสาเหตุให้ฟังโดยละเอียด
เหอชุนฮวาเบิกตาโพลงเมื่อฟังจบ “เ้าพูดจริงหรือ?”
“จริงเ้าค่ะ เขาอยากรู้มาโดยตลอดว่าผู้ใดข่มเหงนังอัปลักษณ์หลี่อันหราน อยากลากตัวคนผู้นั้นออกมาแก้แค้นให้นังอัปลักษณ์เพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิต เดิมทีข้าตั้งใจว่าจะชวนเขามาอยู่บ้านพวกเรา นึกไม่ถึงว่าเขาจะตอบว่ารอตอบแทนบุญคุณเรียบร้อยแล้วจะกลับเมืองหลวง ข้าบอกให้เขาพาข้าไปด้วย แต่ทำอย่างไรเขาก็ไม่ยอม ท่านแม่ ท่านคิดว่าเขามีเจตนาอันใด?” หลี่เยวี่ยซือดึงแขนเสื้อเหอชุนฮวาอย่างร้อนอกร้อนใจ
แต่เหอชุนฮวากลับสะบัดมือนางทิ้ง “เ้าอย่าเพิ่งเร่งร้อน ขอแม่คิดก่อน”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เหอชุนฮวาก็เดินกลับมาหาหลี่เยวี่ยซือ “หากเป็เช่นนั้น เ้าก็บอกเื่นี้กับเขาไป รอเขาตอบแทนบุญคุณเรียบร้อยแล้วค่อยว่ากัน”
“แต่ถ้าหากเขากลับเมืองหลวงจะทำอย่างไรเ้าคะ?” หลี่เยวี่ยซือแย้งอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก
“วางใจ แม่จะไม่ยอมให้เขาจากไปง่ายๆ เ้าทำตามที่แม่บอกไปก่อน ถึงเวลานั้นแม่จะหาวิธีมาทำให้เขาอยู่ต่อเอง”
ถึงแม้จะเห็นว่าเหอชุนฮวามีท่าทีมั่นใจขนาดนี้ แต่หลี่เยวี่ยซือก็ยังลังเลอยู่ดี “ท่านแม่ ท่านพูดจริงหรือ? จะให้ข้าบอกเื่นี้กับเขาจริงหรือเ้าคะ?”
“บอกไปเลย มีแม่ช่วยอยู่ทั้งคน ลูกเขยคนนี้หนีไปที่ใดไม่ได้ทั้งนั้น” เหอชุนฮวาตบหน้าอกตัวเอง “ความสุขของลูกสาวแม่ทั้งคน แม่ย่อมต้องช่วยออกหน้าอยู่แล้ว”
หลี่เยวี่ยซือได้ยินดังนั้นก็มีรอยยิ้ม ทว่าต่อมากลับลังเลขึ้นมาอีกครั้ง “แต่ผู้ที่ข่มเหงนังอัปลักษณ์นั่นคือหนิงเชิน หากข้าบอกไป ข้ากลัวว่าเขาจะมาเอาคืนพวกเราหากรู้เข้า ถึงเวลานั้น…”
เหอชุนฮวาจับมือลูกสาวและกล่าวว่า “ถึงแม้ตอนนี้พวกเราจะตกต่ำ แต่มันก็ไม่ได้ถึงขั้นที่จะถูกคนพวกนี้รังแกได้ง่ายๆ เ้าไม่ต้องกลัว อีกอย่างหนิงเชินไม่มีหลักฐาน เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเ้าเป็คนบอก?”
หลี่เยวี่ยซือมั่นใจขึ้นไม่น้อยหลังจากได้รับการสนับสนุนแบบนี้ “แต่ว่า…”
“อะไรอีกเล่า? ลูกสาวของแม่ นี่เ้ากลายเป็คนช่างลังเลั้แ่เมื่อไรกัน?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นเ้าค่ะท่านแม่! ข้าหมายถึงว่า เมื่อครู่ข้าปฏิเสธฉางควนไปแล้ว ซ้ำยังประชดไปว่าจะไม่บอกเขา ตอนนี้เขากลับไปแล้ว เกรงว่าคงไม่มาถามข้าอีกต่อไป ข้าจะนำเื่นี้ไปคุยกับเขาอีกได้อย่างไร?”
หลี่เยวี่ยซือลำบากใจมาก หากนางนำเื่นี้มาคุยกับแม่ให้เร็วกว่านี้ เมื่อครู่ก็คงไม่ทะเลาะกับเจียงเฉิงแบบนั้น
“เ้าไปหาเขาแล้วบอกว่าเปลี่ยนใจแล้ว”
“ถ้าหากเขาไม่ยินยอมพบข้าล่ะเ้าคะ?” นางยังคงลังเล
“ไม่มีทาง เขามีแต่จะซาบซึ้งในตัวเ้า ไม่มีทางไม่ยอมพบเ้าแน่นอน ทำตามที่แม่ว่า แม่พอใจในลูกเขยคนนี้มากเช่นกัน จะไม่ยอมให้เขาหนีไปได้ง่ายๆ ต่อให้ไม่ได้ทำเพื่อเ้า แม่ก็จะไม่ยอมให้คนของบ้านสามทำสำเร็จเด็ดขาด”
เหอชุนฮวากัดฟันกรอดเมื่อพูดถึงตรงนี้ นี่ทำให้หลี่เยวี่ยซือรู้สึกมั่นใจยิ่งขึ้น “ข้าทราบแล้ว ไว้ข้าจะหาวันไปคุยเื่นี้กับเขา”
