แน่นอนว่าชีเหนียงไม่รู้ว่านั่นเป็สัญญาระหว่างจ้าวจือชิงกับสิงเหล่าซื่อ ส่วนทางด้านนี้สิงเหล่าซื่อก็ลังเลตลอดว่าตกลงตนเองจะทำตามความคิดของจ้าวจือชิงที่ไม่บอกอะไรกับลั่วฮูหยินเลย หรือว่าจะแอบกระซิบบอกลั่วฮูหยินดี
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าลั่วฮูหยินกับจ้าวจือชิงเป็สามีภรรยากัน พออยู่ด้วยกันนานเข้า ถึงรู้ว่าทั้งสองไม่ได้มีสัมพันธ์เช่นนั้นด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามคือ จ้าวจือชิงมีใจให้ลั่วฮูหยิน ส่วนลั่วฮูหยินผู้นี้ กลับทำให้เขาอ่านไม่ออก
ลั่วฮูหยินผู้นี้มีเพียงเวลาที่เอ่ยถึงเื่ค้าขาย จึงทำให้คนล่วงรู้ความคิดของนาง ส่วนเื่อื่น หากนางไม่เปิดเผยออกมา เขาไม่มีทางล่วงรู้เลย
ตอนนี้ซีเสียสนิทกับลั่วฮูหยิน แต่กลับปิดปากแน่น เขาอยากสืบอะไรจากนางสักหน่อย กลับสืบไม่ได้อะไรสักอย่าง
…..
จ้าวจือชิงจากไปคราวนี้ล่วงเลยไปครึ่งเดือน นับั้แ่เขาออกจากค่ายอันหยาง จากเบาะแสที่เศรษฐีท้องที่เหล่านี้ทิ้งไว้คือ ด้านล่างเมืองอันมีหมู่บ้านถู่ที่ยากจนแร้นแค้น ที่แห่งนั้นกันดารห่างไกล บางครั้งจะเห็นผู้เฒ่าผู้แก่บ้าง แต่คนหนุ่มกับเด็กแทบไม่ได้เห็น
เนื่องจากเขายังหนุ่ม พอไปถึงหมู่บ้านถู่ก็เป็ที่สนใจ จนปัญหา เขาจึงได้แต่กลับเมืองอันและปลอมตัว จากนั้นค่อยไปยังหมู่บ้านถู่อีกครั้ง คนที่นี่ต่อต้านคนนอกอย่างมาก แม้ว่าเขาจะแต่งกายเป็ชายชราที่ถูกลูกหลานขับไล่ออกจากบ้าน แม้คนเหล่านี้จะมีที่ให้พักพิง แต่กลับไม่เคยเชื่อใจเขาั้แ่เริ่ม
่ระหว่างนี้เขามักจะวนเวียนอยู่ละแวกเมืองอัน จนสืบรู้ข่าวคราวของคนท้องที่ที่เคยถูกค่ายโจรเลี่ยหยางทำร้ายบ้าง แน่นอนว่าก็ได้ยินเื่ค่ายเลี่ยหยางหายสาบสูญไป เมืองอันกลับมีบ้านพักตากอากาศอันหยางแสนประหลาดขึ้นมา
ชื่อที่ประหลาดเช่นนี้ แค่ฟังก็รู้ว่าเป็ฝีมือของชีเหนียง เมื่อคิดถึงว่าตนเองไม่ได้เจอชีเหนียงมาครึ่งเดือนกว่าแล้ว ในใจก็เริ่มคะนึงหา เมื่อนึกถึงชีเหนียงก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะคิดถึงพวกคนที่แอบปองร้ายกับชีเหนียงจากที่ลับ
หลายวันมานี้เขาไม่เพียงแต่หาเบาะแสของสือเลี่ยหยาง ยิ่งกว่านั้นก็คือหาร่องรอยของคู่แม่ลูกลั่วต้าเซิง เพียงแต่สองคนนี้เหมือนดั่งก้อนหินจมดิ่งลงสู่ทะเล ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เจอเบาะแสแม้แต่น้อย
เขาไม่เชื่อคำสนทนาระหว่างสองแม่ลูกสกุลลั่วในตอนนั้น มักรู้สึกว่าพวกเขาจงใจปิดบังอะไรอยู่ มิเช่นนั้นเหตุใดพวกเขาถึงได้หายตัวไปจากหมู่บ้านชิงเหอกลางดึกอย่างไร้สุ้มเสียง หากไม่มีอะไรเหตุใดต้องร้อนตัว!
“ผู้เฒ่าจ้าว หลายวันนี้ ร่างกายท่านเป็อย่างไรบ้าง?”
เมื่อได้ยินเสียงทักทาย จ้าวจือชิงเงยหน้าขึ้นมองลูกจ้างในโรงเตี๊ยมสี่ฤดูในเมืองอัน เพื่อ้าเอาใจชาวบ้านหมู่บ้านถู่ เขาจึงมักจะมาหาสุราชั้นดีที่แขกดื่มเหลือจากที่นี่บ่อยครั้ง เริ่มแรกบ่าวคนนี้ยังไม่ยินยอม พอเขามาหลายครั้งเข้า ยืนอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน เวลาผ่านไปนาน เขาจึงสั่งให้ตนเอง
มองดูสุราในมือลูกจ้าง เขาหยิบน้ำเต้าสุราของตนออกมาอย่างช่ำชอง “ก็เหมือนเดิม หากลูกสาวข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าคงไม่ถึงกับต้องมาขอสุราจากเ้า”
นี่คือข้ออ้างที่ดีที่สุดที่จ้าวจือชิงคิดไว้แต่แรก เพื่อสืบข่าว เขาต้องกุเื่ขึ้นมา เพราะถึงอย่างไร บัญชีของสิงเหล่าซื่อก็บันทึกไว้ทุกอย่าง ตนเองแค่เปลี่ยนเล็กน้อยก็นำมาใช้ได้
ลูกจ้างปิดบังความเคียดแค้นและเกลียดชังในแววตา “คนเ่าั้ช้าเร็วต้องได้รับกรรมตามสนอง ผู้เฒ่าจ้าวไม่ต้องโศกเศร้าเกินไป”
จ้าวจือชิงโบกมือ “เด็กเมื่อวานซือขนยังไม่ขึ้นอย่างเ้าจะรู้อะไร? รอเ้าแต่งงานมีเมียมีลูกเมื่อไหร่ ก็จะรู้ความลำบากของการต้องแยกจากกัน”
“ช่างเถอะๆ ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว!”
เขาถือน้ำเต้าสุราและจากไป ข้างกายลูกจ้างกลับมีชายหนุ่มที่แต่งกายเหมือนผู้ดูแล มองดูเงาของจ้าวจือชิงที่เดินขาเป๋จากไป ก็เตือน “คุณชาย นายท่านเตือนไว้ว่า สถานที่แห่งนั้นห้ามพาผู้อื่นไปนะขอรับ”
“ข้ารู้ เ้าไม่ต้องพูดมาก”
ผู้ดูแลเห็นสีหน้าเขาไม่พอใจ จึงไม่เตือนให้มากความ เห็นทีตนเองคงต้องนำเื่นี้ไปรายงานนายท่านสักหน่อย นายท่านรู้ว่าคุณชายน้อยวู่วามง่าย จึงไม่ให้คุณชายน้อยรู้จักสถานที่แห่งนั้น หลายวันก่อน ใครจะรู้ว่าคุณชายน้อยกลับสะกดรอยตามนายท่านและรู้จักสถานที่แห่งนั้น
เพียงแต่เนื่องจากนายท่านคอยควบคุมคุณชายน้อย เขาจึงไม่มีเวลาไปดูสถานที่แห่งนั้น
ที่แท้ลูกจ้างคนนี้ก็คือคุณชายน้อยแห่งโรงเตี๊ยมสี่ฤดู เนื่องจากนิสัยใจร้อนของเขา จึงถูกบิดาจัดแจงให้มาเป็ลูกจ้างในโรงเตี๊ยม เพื่อขัดเกลานิสัยของเขา แต่จับพลัดจับผลู เขาดันมามีสายสัมพันธ์กับจ้าวจือชิง หลังจากได้พบปะกันหลายครั้ง จ้าวจือชิงก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเขา
หลังจากจากไป จ้าวจือชิงไม่ได้ตรงกลับหมู่บ้านถู่ หากแต่หลังจากที่เปลี่ยนชุดในสถานที่ที่พวกเขาไม่เห็น จากนั้นแทรกซึมกลับเข้าไปละแวกใกล้กับโรงเตี๊ยมสี่ฤดูอีกครั้ง ส่วนคำพูดของผู้ดูแลก่อนหน้านี้ล้วนเข้าหูของจ้าวจือชิงหมด
ไม่เสียแรงที่เขาคอยสืบดูมา่นี้ ในบรรดากลุ่มคนที่ถูกกลุ่มโจรเลี่ยหยางทำร้าย ผู้ที่มีอิทธิพลที่สุดก็คือโรงเตี๊ยมสี่ฤดู เพียงแต่ตอนนั้นที่เกิดเื่กับลูกสาวของโรงเตี๊ยมสี่ฤดู นายท่านของโรงเตี๊ยม้ารักษาชื่อเสียงจึงตัดขาดกับลูกสาวนับั้แ่นั้น กระทั่งตอนที่ลูกสาวเสียชีวิตก็ไม่ได้ถูกฝังในสุสานตระกูล
จ้าวจือชิงรู้อย่างลึกซึ้งว่าบางครั้งไม่ควรเชื่อข่าวลือ ดังนั้นเขาจึงอดทนสานสัมพันธ์กับคุณชายน้อยแห่งโรงเตี๊ยมสี่ฤดู เ้าหนุ่มคนนี้ลดทอนความระมัดระวังในตัวเขา เดาว่าคงอีกไม่กี่วันนี้แล้ว
เป็ดั่งที่จ้าวจือชิงคาดเดา อีกไม่กี่วันก็ได้เจอคุณชายโรงเตี๊ยมสี่ฤดูที่ปากทางเข้าหมู่บ้านถู่
“โอ้ะ เ้าหนุ่ม ข้ากำลังอยากเข้าเมือง เ้าก็มาส่งสุราให้ข้าถึงที่เลยหรือ?” จ้าวจือชิงเห็นเขาส่ายหน้าทันใด “ไม่ใช่สิ ผู้เฒ่าเคยบอกกับข้าั้แ่เมื่อใดว่าอาศัยอยู่ที่นี่?”
“ข้าไม่เคยบอก เ้าหนุ่มมาที่นี่ มีธุระหรือ?”
เสิ่นหรูหลินมองจ้าวจือชิง เห็นข้างกายเขายังคงมีน้ำเต้าเก่าๆ ห้อยอยู่ จึงรีบนำไหสุราจากรถม้ามาให้เขา
“ต่อไปใช้อันนี้ใส่สุราดีกว่า น้ำเต้าเก่าๆ ของท่าน ถ้าไม่ได้ใช้ก็รีบโยนทิ้งดีกว่า เก่าขนาดนั้น” ขณะพูดก็จะไปปลดน้ำเต้าให้เขาอย่างคุ้นเคย ใครจะรู้ว่าจ้าวจือชิงดันหลบออก
อีกฝ่ายถือน้ำเต้ามากอดไว้แน่น “เ้าจะเข้าใจอะไร นี่คือของที่ลูกสาวของข้าทำให้ ไม่ว่าอะไรก็แลกกันไม่ได้”
ชัดเจนว่าเสิ่นหรูหลินไม่ได้คิดถึงเหตุผลนี้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายระมัดระวังเช่นนี้ก็เข้าใจได้
“ท่านไม่อยากแก้แค้นหรือ?”
“แก้แค้น!” จ้าวจือชิงกัดฟันและมองเขา “เ้าคิดว่าข้าไม่อยากแก้แค้นหรือ! แต่ตอนที่ลูกสาวข้าจากไป นางบอกให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี ให้ข้าท่องภูผาธาราที่กว้างใหญ่แทนนางด้วย ดังนั้นข้าจึงต้องดูแลและมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี อยู่ต่อไปให้ดี! ข้าจะต้องได้เห็นกรรมตามสนองคนเ่าั้”
เสิ่นหรูหลินจ้องมองไปที่ไกลๆ “เช่นนั้นผู้เฒ่าจ้าว ท่านเบิ่งตาดูให้ชัดเจนไว้!”
จ้าวจือชิงถูกเขาผลักขึ้นรถม้าโดยตรง จวบจนรถม้าเคลื่อนไปถึงด้านในสุดของหมู่บ้านถู่ นี่คือเขตพื้นที่ต้องห้ามที่จ้าวจือชิงถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้ามา
เมื่อเห็นสถานที่นี้ เขารีบหดศีรษะทันใด “เ้าเด็กบ้าพาข้ามาที่เขตต้องห้ามเพื่ออะไร เ้าอยากให้ข้าถูกขับไล่ออกไปหรือ?”
เสิ่นหรูหลินถึงเพิ่งรู้ว่าที่แท้พ่อของเขาได้สร้างเขตพื้นที่ต้องห้ามในหมู่บ้านถู่แห่งนี้ไว้ด้วย
ดั่งที่คาด รถม้าเพิ่งเคลื่อนผ่านเข้าไป ก็ถูกคนชราผู้หนึ่งขวางไว้
-----