"ผู้าุโ" เยว่หานยี่และสมาชิกตระกูลเยว่กลับมารวมตัวกันอีกครั้งก่อนจะริเริ่มการสนทนาอย่างสนุกสนาน
เยว่หลิวลี่ยิ้มอย่างโล่งใจก่อนจะลูบหัวพวกนางอย่างชมเชย "หลิงเสวี่ย หานยี่ เสี่ยวนู๋ พวกเ้าทำได้ดีมาก"
ตระกูลเยว่ใช้เวลานี้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้พบเจอในถ้ำหยวนหยาง
"องค์หญิงน้อย" ั์ตาของหญิงชราแต้มด้วยสีแดง เมื่อเห็นจีชิงอี้ออกมาโดยมิได้รับาเ็
"ท่านป้า" จีชิงอี้โผเข้ากอดหญิงชรา ก่อนจะซุบซิบบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้หญิงชราต้องอ้าปากค้าง
ไม่นานนักเหวินเหรินซูลอยขึ้นสู่เหนือน่านฟ้าอย่างเชื่องช้า ก่อนจะประกาศด้วยเสียงขรึม "อะแฮ่มๆ ยามนี้การแข่งขันแย่งชิงสิทธิ์การเข้าสู่ตำหนักน้ำพุิญญาได้สิ้นสุดลงแล้ว ผู้ชนะได้แก่สองตระกูล ตระกูลกู่และตระกูลเยว่!"
"ข้าขอประกาศไว้ ณ ที่นี้ หลังจากนี้ขอให้สองตระกูลคัดเลือกตัวแทนสามคน และตามพวกข้าไปยังพระราชวังหลวงเพื่อเข้าสู่ตำหนักน้ำพุิญญา"
"โฮ่!" ตระกูลกู่และตระกูลเยว่ส่งเสียงโห่ร้องเปี่ยมด้วยความสุขสุดขีด
ในขณะที่ตระกูลอื่นๆเฉลิมฉลองต่อชัยชนะที่ได้รับ เฉียนหวนในตระกูลเฉียนกลับเหลือบมองกลุ่มของหลี่ชิงหยุนด้วยแววตาอาฆาต
กู่เย่และกู่ิเดินเข้าไปหากลุ่มของหลี่ชิงหยุนทันทีที่เขาออกมา "เ้าหนุ่มแซ่หลี่ ไม่คาดคิดว่าเ้าจะมีทักษะที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้"
หลี่ชิงหยุนทำได้เพียงแค่ลูบหัวและยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะยกมือประสานอย่างสุภาพ "ผู้าุโชมเชยเกินไป ข้าเพียงแค่โชคดีเท่านั้น และไม่มีสิ่งใดเป็พิเศษ"
"ฮี่ฮี่ เ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว" กู่เย่ลูบเคราพลันพยักหน้าเบาๆ
กู่ิที่อยู่เื้ัเดินไปยังหลี่ชิงหยุนพลันปราดมองด้วยแววตาล้ำลึก "พูดตามตรง เยาวชนตระกูลกู่ของเราไม่ได้รับสิทธิเข้าสู่ตำหนักหลวงเป็เวลาหกปีแล้ว ถือได้ว่าพวกเ้ากอบกู้ชื่อเสียงในฐานะเยาวชนให้แก่ตระกูลกู่อย่างแท้จริง"
หลี่ชิงหยุนแค่ผงกศีรษะเบาๆแต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม
เขาเข้าใจดีว่าน้ำพุิญญานั้นมีความสำคัญอย่างไรต่อเยาวชนของตระกูลดั้งเดิม ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กู่เย่และกู่ิจะเอาจริงเอาจังกับเื่นี้นัก
ทันใดนั้นสายตาของกู่ิเหลือบไปเห็นดาบที่แนบอยู่ข้างเอวของนาหลันเสี่ยวฉีที่ยืนใกล้ชิดกับหลี่ชิงหยุน ดวงตาที่หย่อนคล้อยมาเนิ่นนานพลันเบิกกว้างขึ้นอย่างกะทันหัน 'ดาบเล่มนั้น...'
เขาเป็ผู้เชี่ยวชาญในด้านเส้นทางแห่งดาบและเป็ผู้ฝึกฝนดาบสายตรงจากปรมาจารย์กู่เทียนิซึ่งเป็บรรพบุรุษของตระกูลกู่ ดังนั้นแล้วเขาััได้ถึงความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านออกมาจากดาบเล่มนั้นได้อย่างชัดเจน
แค่มองปราดเดียวตนก็สามารถรับรู้ได้ว่าดาบจันทราเยือกแข็งที่เหน็บข้างเอวนาหลันเสี่ยวฉีต้องมีที่มาที่ไม่ธรรมดา!
แต่ทว่าเขาเลือกที่ปิดปากเงียบ หากตนพลั้งพูดสิ่งใดออกไป มันอาจจะเป็อันตรายต่อนาหลันเสี่ยวฉีในอนาคตได้
ดาบเล่มนี้สามารถกระตุ้นความโลภได้แม้แต่ผู้นำตระกูล!
กู่ิเลือกที่จะกระซิบกระซาบคำบางคำแก่หลี่ชิงหยุนก่อนจะเดินจากไป
หลี่ชิงหยุนพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมก่อนจะโค้งคำนับด้วยความเคารพ
หลังจากทุกผู้คนรวมตัวกันในตระกูลของตนเองแล้ว กู่หลิงเจี้ยนและกู่หลิงหลงมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้น "น้องชายหลี่ และน้องชายโจว ข้าได้ปรึกษากับหนิงฉุ่ยและหนิงหยางแล้ว ข้าจะเลือกพวกเ้าสองคนจะเข้าร่วมกับหลิงหลงเพื่อเดินทางไปยังตำหนักหลวงพร้อมกับผู้าุโทั้งสี่"
ทว่าโจวหลันฮุ่ยรีบส่ายหัวก่อนจะโบกมือปฏิเสธอย่างกะทันหัน "ข้ามาช่วยเหลือในนามของท่านพ่อของข้าเท่านั้น เ้าไม่จำเป็ต้องให้สิทธิ์นั้นแก่ข้า"
โดยไม่เว้น่ให้กู่หลิงเจี้ยนกล่าวต่อ โจวหลันฮุ่ยพลันชี้ไปยังนาหลันเสี่ยวฉี ก่อนจะหลับตาแล้วกล่าวต่อ "แม่นางผู้นี้สมควรได้รับตำแหน่งสุดท้ายแทนข้า พูดตามตรงข้าเองก็ไม่ค่อยสนใจน้ำพุิญญานั่นมากนัก"
โจวหลันฮุ่ยนั้นเป็ผู้ฝึกในวิถีแห่งกระบี่อย่างแท้จริง ดังนั้นแล้วพลังิญญาสำหรับเขานั้นไม่ค่อยมีประโยชน์มากนัก มันรังแต่จะทำให้เข้าอาจบ่ายเบี่ยงเส้นทางการฝึกฝนกระบี่เสียเปล่าๆ
โจวหลันฮุ่ยก็เปรียบได้ดั่งผู้ฝึกฝนดาบและกระบี่ทั่วๆไป ที่เมื่อเข้าสู่เส้นทางนั้นแล้วก็ไม่อยากจะให้ตนเองหลุดนอกกรอบไป
และการที่เพิ่มพลังิญญามีแต่จะทำให้เขาบรรลุเส้นทางแห่งกระบี่ยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น
"แต่พี่โจว พวกข้าเป็เพียง—" หลี่ชิงหยุนพยายามที่จะแทรกแซงการสนทนาระหว่างทั้งสอง ทว่าโจวหลันฮุ่ยเหลือบมองเขาด้วยแววตาไม่สบอารมณ์ยิ่ง
สิ่งนี้ทำให้หลี่ชิงหยุนรู้สึกพูดไม่ออกจริงๆ
และแน่นอนว่าหนิงหยางและหนิงฉุ่ยเองก็ส่ายหัวปฏิเสธเสียงแข็งเช่นกัน และพวกเขายินดีจะมอบสิทธิ์นั้นให้แก่นาหลันเสี่ยวฉีโดยปริยาย
ฉากที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทำให้หลี่ชิงหยุนรู้สึกตื้นตันใจอย่างมิอาจบรรยายได้
เขาเป็เพียงแค่คนนอกที่มีความสัมพันธ์กับกู่หลิงเจี้ยนและตระกูลกู่แค่เพียงผิวเผินเท่านั้น แต่พวกเขากลับให้สิทธิ์แก่เขาและนาหลันเสี่ยวฉีโดยที่ไม่แสดงออกถึงความเสียดายเลยแม้แต่น้อย
หลังจากแลกเปลี่ยนคำสนทนากันได้ไม่นาน พวกเขาก็ได้ข้อสรุปว่า กู่หลิงหลง หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีจะได้เข้าสู่ตำหนักหลวงไปพร้อมกับผู้าุโแห่งราชวงศ์ทั้งสี่
หลี่ชิงหยุนทำได้เพียงถอนหายใจยาว เมื่อเห็นว่าพวกเขาตกลงกันได้แล้ว
น้ำพุิญญานั้นนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่้าจะขึ้นสู่อาณาจักรนภาในภายภาคหน้า เนื่องจากการทดสอบทัณฑ์์ก่อนจะได้บรรลุสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์นั้นจำเป็ต้องผ่านการทดสอบสามอย่าง นั่นคือร่างกาย เส้นลมปราณและจิติญญา
ซึ่งเป็สามคุณสมบัติหลักของผู้ฝึกฝนในระดับศักดิ์สิทธิ์ และหากสามคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ผ่านเกณฑ์หรือขาดตกบกพร่อง มีโอกาสที่คนผู้นั้นอาจจะตกตายโดยทัณฑ์์ก็เป็ได้ และสิทธิ์ที่พวกเขาได้มอบให้แก่นาหลันเสี่ยวฉีนั้นเป็สิ่งที่สำคัญยิ่ง และคงไม่มีผู้ใดอยากจะสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญไปเป็แน่
แม้นว่าสำหรับหลี่ชิงหยุนแล้วอาจจะไม่ค่อยมีผลกระทบมากนักเนื่องจากทักษะิญญาจักรพรรดิเก้าดาราที่เขา ทว่าสำหรับนาหลันเสี่ยวฉีแล้ว นี่คือโอกาสครั้งเดียวในชีวิต ซ้ำยังเป็โอกาสครั้งสำคัญที่สามารถช่วยปูรากฐานแก่นางในอนาคตได้
กู่หลิงเจี้ยนเหลือบมองทั้งกลุ่มพร้อมรอยยิ้มจางๆ "เอาล่ะ เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ หลิงหลง น้องชายหลี่ และแม่นางนาหลันจะร่วมเดินทางไปกับเรือเหาะส่วนตัวของราชวงศ์ ส่วนข้าจำต้องกลับไปที่ตระกูลกับกลุ่มผู้าุโก่อน"
ทันใดนั้นกู่หลิงเจี้ยนหันไปหาหลี่ชิงหยุนก่อนจะเอ่ยถาม "น้องชายหลี่ หลังจากเสร็จสิ้นธุระจากตำหนักหลวง เ้าจะกลับมาพักผ่อนที่ตระกูลกู่อีกสักระยะหรือไม่?"
ที่ตนจำต้องถามเช่นนี้นั่นเป็เพราะตนยังกังวลเกี่ยวกับความบาดหมางกับตระกูลหลินกับหลี่ชิงหยุนอยู่ลึกๆ
และหากหลี่ชิงหยุน้าพักอาศัยในตระกูลกู่ต่อไป คงจะไม่มีผู้ใดสามารถรบกวนหรือทำร้ายเขาได้เป็แน่ แม้นว่าตระกูลหลินจะเอ่ยขอสิ่งใดที่เป็การกระทำที่ทำร้ายหลี่ชิงหยุน กู่หลิงเจี้ยนจะเป็ปราการด่านแรกในการปกป้องเขาไว้อย่างแน่นอน
เมื่อเห็นแววตาที่กังวล หลี่ชิงหยุนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนจะยิ้มเล็กน้อยแต่กลับส่ายหัวเบาๆ "พี่กู่ ข้าขอขอบคุณในความหวังดีของท่าน ทว่าหลังจากนี้ข้า้าจะออกเดินทางจนกว่ามิติโบราณจะปรากฏขึ้น และเกรงว่าอาจจะไม่ได้กลับไปในทันที... แต่ก่อนจะออกเดินทางไปยังราชวงศ์หยุน ข้าอาจจะกลับไปเยี่ยมเยียนท่าน"
กู่หลิงเจี้ยนทำได้เพียงกล่าวอย่างหมดหนทาง "เอาล่ะ หากเกิดปัญหาใดๆขึ้น เ้าควรหลีกหนีโดยหยกหลบหนีที่ข้าให้ไป"
"และอีกอย่าง ตระกูลกู่ยินดีต้อนรับเ้าเสมอ" กู่หลิงเจี้ยนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
หลี่ชิงหยุนเองก็มิอาจจะเอ่ยคำขอบคุณใดๆได้
ยามนี้หลี่ชิงหยุนรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อน...
ก่อนที่เขาจะตระหนักได้พร้อมทั้งหยิบกระบี่ัฟ้าครามคืนแก่กู่หลิงเจี้ยนและใช้เวลาไปกับการพูดคุยก่อนจะออกเดินทาง
หลี่ชิงหยุนตระหนักได้ถึงบางสิ่งที่ยังค้างคา ก่อนจะกระซิบผ่านจิติญญากับโจวหลันฮุ่ย "พี่โจว ข้ามีบางอย่างจะพูดคุยกับท่านเป็การส่วนตัว"
โจวหลันฮุ่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่หลี่ชิงหยุนเลือกที่จะกระซิบผ่านจิติญญาแทนการสนทนาออกเสียงตามปกติ แต่เขาก็ตอบกลับด้วยความสับสน "น้องชาย มีสิ่งใดงั้นหรือ?"
ทว่าคำต่อไปของหลี่ชิงหยุนส่งผลให้โจวหลันฮุ่ยตัวสั่นสะท้านด้วยอารมณ์พุ่งพล่านจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ "ข้าจะช่วยให้ท่านบรรลุวิถีแห่งเจตนากระบี่ขั้นที่สอง ถือเสียว่าเป็การตอบแทนสำหรับฉีฉี"
สีหน้าของโจวหลันฮุ่ยแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำจากความตื่นเต้นสุดขีด
เจตนากระบี่เป็ความใฝ่ฝันสูงสุดของตนมาโดยตลอด และแน่นอนว่าวิถีกระบี่ที่เขากำลังเดินอยู่นั้น เขาเป็ผู้สร้างมันขึ้นมาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้ใด ดังนั้นแล้วเส้นทางกระบี่ของเขาจำต้องเจออุปสรรคหลายอย่างและไม่ได้เป็ดั่งใจนึกเท่าที่คาดไว้
ข้อเสนอของหลี่ชิงหยุนมอบให้ในครานี้ประดุจดั่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่จะคอยช่วยนำทางไปยังเส้นทางที่ถูกที่ควรอย่างแท้จริง
ทันใดนั้นหลี่ชิงหยุนหลับตาลงอย่างไม่เร่งรีบพร้อมทั้งส่งเจตนาไปรวมอยู่ที่จุดๆเดียว ก่อนที่แสงสีทองจากเศษเสี้ยวความทรงจำจะปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วมือ พร้อมทั้งกดนิ้วชี้นั้นลงไปยังวังนิวานของโจวหลันฮุ่ยอย่างแช่มช้า
สิ่งที่เขากำลังทำอยู่คือทักษะการถ่ายทอดจิตแห่ง์ ซึ่งคลับคล้ายกลับการแลกเปลี่ยนความทรงจำหรือการส่งต่อทักษะบางอย่างที่เป็มรดกลับที่มิอาจเปิดเผยได้
ส่วนใหญ่แล้วการกระทำเช่นนี้มักเกิดจากการที่อาจารย์จะส่งต่อบางสิ่งสำคัญให้แก่ลูกศิษย์เท่านั้น
และที่หลี่ชิงหยุนกำลังกระทำอยู่ คือการส่งเศษเสี้ยวความทรงจำการฝึกฝนเข้าสู่สภาวะเต๋าอย่างแท้จริง
เนื่องจากระดับการบ่มเพาะของตนได้มาถึงระดับลมปราณฟ้าแล้ว ซ้ำยังพลังิญญาที่ใกล้เคียงกับระดับลมปราณลึกซึ้ง ดังนั้นแล้วการสูญเสียเศษเสี้ยวแก่นแท้ิญญาของตนนั้นไม่นับว่าเป็อันตรายแต่อย่างใด
ขณะนี้สีหน้าของโจวหลันฮุ่ยปรากฏรอยย่นคิ้วขมวดเล็กน้อยในขณะที่กำลังหลับตา เนื่องจากเขาต้องทำความเข้าใจและเริ่มกลั่นความทรงจำที่ได้รับ
หลังจากนั้นไม่นาน โจวหลันฮุ่ยพลันลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า และในวินาทีเดียวกันนั้นแววตาของเขาราวกับจะดูเปลี่ยนไปเป็คนละคนอย่างไรอย่างนั้น
ในแววตานั้นมีความปิติยินดี ความสงสัย ความตื่นเต้นและความสับสน และแน่นอนว่าโจวหลันฮุ่ยต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางนี้ด้วยตนเอง
โจวหลันฮุ่ยรีบลุกก่อนจะโค้งคำนับแก่หลี่ชิงหยุนอย่างสุภาพซึ่งไม่มีผู้ใดคิดว่าเขาจะแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ออกมา "ขอบใจเ้ามาก ข้าเป็หนี้ก้อนโตเ้าแล้วจริงๆ"
หลี่ชิงหยุนที่เห็นดังนั้นรีบหยุดเขาไว้จากการโค้งคำนับ "พี่โจวไม่จำเป็ต้องทำถึงเพียงนี้ ในเมื่อท่านให้โอกาสแก่ฉีฉี ดังนั้นแล้วข้าจึงต้องตอบแทนท่านเล็กน้อย"
มุมปากของโจวหลันฮุ่ยอดไม่ได้ที่จะกระตุกอย่างหนัก
[การเข้าสู่เจตนากระบี่ขั้นที่สองนับว่าเป็ความใฝ่ฝันสูงสุดในวิถีผู้ฝึกกระบี่ เขาจะเรียกมันว่าเล็กน้อยได้อย่างไร?]
[เช่นนั้นแล้วผู้ฝึกฝนได้ระดับลมปราณลึกซึ้งไม่ถือว่าไร้ค่าในสายตาเ้าเลยงั้นหรือ?]
ในความเป็จริงแล้วหลี่ชิงหยุนเพียงแค่ส่งแนวทางให้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เส้นทางกระบี่ของผู้ฝึกฝนแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ซ้ำยังแตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้นวิธีการของตนอาจจะไม่เหมาะกับวิธีการของโจวหลันฮุ่ยก็เป็ได้
แต่ทว่าเส้นทางแห่งกระบี่ต่างก็มีรากฐานเดียวกัน หากแต่ระหว่างทางนั้นจะมีการแตกแขนงไปหลายๆสาขาตามความถนัดส่วนบุคคล
เส้นทางของโจวหลันฮุ่ย เขาจำเป็ต้องไขว่คว้าและสร้างมันขึ้นมาด้วยตนเอง
แม้นว่าคำแนะนำของหลี่ชิงหยุนอาจจะดูเล็กน้อยในสายตาของเขา แต่สิ่งที่เขาได้กระทำลงไปในวันนี้ ได้สร้างตำนานเทพกระบี่องค์ใหม่แห่งราชวงศ์จีขึ้นมาภายในหลายสิบปีต่อมา
. . .
และแน่นอนว่าหลี่ชิงหยุนจะไม่ตอบแทนเพียงแค่โจวหลันฮุ่ยเพียงผู้เดียว เพราะหลังจากนั้นเขาก็ไปพูดคุยบางอย่างกับพี่น้องตระกูลหนิงเช่นกัน
เนื่องจากหนิงหยางเป็ผู้ฝึกฝนที่เชี่ยวชาญด้านศาสตราวุธเกาทัณฑ์ เขาจึงตัดสินใจเลือกตำราบางเล่มจากเจดีย์ปฐมกาลเพื่อเป็การตอบแทนหนิงหยางเช่นกัน
และแน่นอนว่าหนิงหยางแทบจะกลายเป็คนวิกลจริตเมื่อได้อ่านเนื้อหาจากตำราได้เพียงแค่บรรทัดเดียว【ทักษะระดับศักดิ์สิทธิ์—คันศรทะลวง์】ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทักษะที่มาจากห้องสมุดของเจดีย์ปฐมกาลนั้นต้องเป็ทักษะที่หายากและไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ซ้ำยังถือว่าเป็สมบัติชั้นเลิศเลยก็ว่าได้ หากตนนำทักษะนี้ออกไปประมูลที่อาณาจักรนภา ตนเชื่อว่าแม้แต่ผู้ฝึกฝนระดับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ต้องสนใจมันเป็แน่
จากนั้นหลี่ชิงหยุนจึงแนะนำให้เผาทำลายสำเนาทักษะทิ้งทันทีที่เรียนรู้จนเสร็จสมบูรณ์ หากเก็บไว้กับตัวมีแต่รังจะเป็ปัญหาในภายภาคหน้าเท่านั้น
ส่วนทางด้านหนิงฉุ่ย เนื่องจากนางเป็ผู้ฝึกฝนทักษะวาจาเสน่ห์ ดังนั้นสิ่งที่จำเป็ต่อนางคือพลังิญญาในปริมาณที่มากอย่างไม่ต้องสงสัย
หากผู้ใช้เสน่ห์ไม่มีความเหนือกว่าในด้านพลังิญญา ก็มิอาจจะแสดงประสิทธิภาพทักษะเสน่ห์ออกมาได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหนิงฉุ่ยคือทักษะการบ่มจิติญญา ซึ่งเป็ทักษะเดียวกันกับที่เขาเคยมอบมันให้แก่หัวหน้าหยวนชางและบรรพบุรุษหยวนเหลียง
ความพิเศษของทักษะนี้คือการฟื้นฟูพลังิญญาได้อย่างรวดเร็ว ซ้ำยังสามารถบ่มเพาะพลังิญญาที่เหนือกว่าปกติได้อีกด้วย
ไม่รู้ว่าเป็เพราะนางดีอกดีใจจนเกินไป หรือนางแค่้าเอาเปรียบเขา หนิงฉุ่ยพลั้งเผลอเข้าโผกอดหลี่ชิงหยุนอย่างรัดแน่น ซ้ำยังหอมแก้มเขาไปหนึ่งฟอด
หลี่ชิงหยุนอดไม่ได้ที่จะตัวแข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อได้กลิ่นอันหอมหวลราวกับบุปผาหลากหลายชนิด ซ้ำยังเนินหิมะคู่นั้นที่เบียดเสียดกับหน้าอกของเขาอีก
โดยที่ไม่ได้สังเกตุเลยว่า เยว่หลิงเสวี่ยที่กำลังมองอยู่ไม่ไกลนั้นเปี่ยมไปด้วยความอิจฉาริษยาเพียงใด
เมื่อรู้ตัวว่าทำสิ่งใดลงไป หนิงฉุ่ยก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าขวยเขินยิ่ง ก่อนจะวิ่งหนีไปยังเรือเหาะของตระกูลกู่อย่างอับอาย
"อาหยุน เ้ามีโชคกับสตรีจริงๆ" นาหลันเสี่ยวฉีเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะกอดแขนเขาไว้พร้อมทั้งใช้เนินคู่ถูแขนของเขาอย่างอ่อนโยน
"อึก!" หลี่ชิงหยุนอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ราวกับหมาป่า พร้อมทั้งส่งสายตาเ้าเล่ห์ที่เป็นัยแก่นาง
[เ้าแค่รอ คืนนี้ข้าจะทำให้เ้ามิอาจเดินคลานได้เป็แน่!]
เมื่อรับรู้ถึงสายตาหิวกระหายคู่นั้น นาหลันเสี่ยวฉีอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลงอย่างเขินอาย ก่อนจะหยิกเนื้อส่วนเอวของเขาหยอกล้อ
"ฮี่ฮี่" ระหว่างที่ทั้งหลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีกล่าวหยอกล้อกันอยู่ครู่หนึ่ง กลับมีเสียงรื่นร่าของหญิงสาวผู้หนึ่งราวกับเสียงสั่นะเืของฟ้าร้องผ่ากลางโสตประสาทของทุกผู้คน และส่งผลให้ฝูงชนในบริเวณใกล้เคียงเหลือบมองอย่างตะลึงลาน
"หลี่ชิงหยุน! ในเมื่อเ้าทำเช่นนั้นกับข้าลงไป เ้าต้องรับผิดชอบ!"
เสียงอันน่าปวดหัวนี้ไม่ใช่ของใครอื่นใดนอกเสียจากเยว่หลิงเสวี่ยจากตระกูลเยว่นั่นเอง
เมื่อสิ้นสุดประโยคนั้น สมาชิกตระกูลเยว่รวมถึงผู้าุโเยว่หลิวลี่พลันะเิพลังปราณออกมาจนสุดขีดจำกัด ก่อนที่อาวุธทุกชนิดจะส่องประกายขึ้นในมือของพวกนางเตรียมพร้อมสำหรับการเชือดได้ทุกขณะ
หลี่ชิงหยุนอดไม่ได้ที่จะเหงื่อออกกลางหลังเมื่อถูกรายล้อมไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น
[บ้า! ผู้หญิงบ้า! นาง้าจะสังหารข้าหรืออย่างไร!?]
แม้นในสายตาของตระกูลเยว่จะแฝงด้วยความมุ่งร้ายสุดขีด ทว่าในสายตาของกลุ่มตระกูลตงฟาง พวกเขามองไปยังหลี่ชิงหยุนราวกับเป็เทพเ้า!
[บุรุษผู้นี้กล้าทำมิดีมิร้ายกับคุณหนูแห่งตระกูลเยว่จริงๆหรือ?]
[จิตใจเ้าช่างยิ่งใหญ่นัก!]
[เทพเ้า! เราต้องบูชาเขา แม้แต่การคิดร้ายกับตระกูลเยว่แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังมิอาจหาญกล้าทำได้ลงคอ แต่บุรุษผู้นี้ทำไปแล้วจริงๆ]
ตงฟางกั๋วและชายร่างบางรวมถึงชายอ้วนแลกเปลี่ยนสายตากันอย่างชั่วร้าย ทว่าในแววตาพวกเขากลับแฝงไปด้วยความชื่นชมสุดขีด
สายตาอันเย็นะเืของเยว่หลิวลี่กักขังจิติญญามุ่งเป้าไปยังหลี่ชิงหยุน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเดือดดาล "เ้าวิตถาร! เ้าทำอะไรกับหลิงเสวี่ย!?"
หลี่ชิงหยุนรีบผายมืออย่างรวดเร็ว การแสดงออกของเขาราวกับจะร่ำไห้ได้ทุกขณะ "ฟะ-ฟังข้าก่อน มันเป็แค่อุบัติเหตุเท่านั้น—"
"แต่อย่างไรเ้าก็ต้องรับผิดชอบข้า!" เยว่หลิงเสวี่ยยังคงไม่ยอมแพ้ และยังคงเติมเชื้อเพลิงลงในกองไฟให้หนักหนายิ่งขึ้น จนหลี่ชิงหยุนแทบจะมุดรูหนีเมื่อรับรู้ถึงสายตามากมายจดจ้องเขาราวกับเป็ฆาตกร
"โอ้?" ดวงตาและปากของกลุ่มตงฟางเบิกกว้างยิ่งกว่าเก่า
[เขาคือพระเ้า! เขาไม่ได้แก้ตัวหรือหักล้างว่ามิได้เป็คนทำ แต่กลับยอมรับว่าทำลงไปจริงๆ]
[เขากล้าล่วงเกินตระกูลเยว่! เราควรบูชาเขา]
[ดูการแสดงออกของแม่นางเยว่สิ นี่มัน...]
แม้แต่เหวินเหรินซูและผู้าุโทั้งสามแห่งราชวงศ์จีก็แทบจะลื่นล้มเมื่อได้ยินคำตอบของหลี่ชิงหยุน
"ฮ่าย~ น่าสงสาร บุรุษที่แข็งแกร่งผู้นี้กลับต้องมาอายุสั้นเช่นนี้" เหวินเหรินซูถอนหายใจยาวอย่างคร่ำครวญ และอดที่จะสงสารไม่ได้
ชะตากรรมเพียงอย่างเดียวของการล่วงเกินตระกูลเยว่นั้นคือความตาย!
