“ท่านแม่ ลูกไม่้าเงินทองใดๆ ลูกมีความสามารถติดตัวซึ่งนั่นก็เพียงพอสำหรับการหาเลี้ยงภรรยาและลูก เพื่อเป็การกตัญญูต่อท่านพ่อและท่านแม่ เงินในส่วนของข้านั้นเก็บเอาไว้เป็สินเดิมของน้องสาวเถอะ”
พี่รองสกุลติงะโออกมาทันทีที่แม่ของเขาพูดจบ ตอนนั้นเขาก็เคยคิดว่าจะหาคนดีๆ มาให้น้องสาว ต่อให้วันนี้จะแยกครอบครัวกันแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยลืมเื่นี้
พี่ชายคนโตก็รีบพูดขึ้นมาเหมือนกัน “ท่านแม่ ลูกเองมีร้านอยู่แล้วซึ่งก็เพียงพอต่อการหาเลี้ยงครอบครัว เงินนั่นท่านเองก็เก็บไว้ให้น้องสาวใช้เถอะ”
แม่นางหลิวและแม่นางหวังเองก็ร้อนใจจนแทบจะเป็บ้าอยู่แล้ว แต่โชคดีที่พวกนางไม่โง่เขลาพอที่จะแสดงออกมา จึงแอบมองหญิงสาวที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ในใจของพวกนางก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็ก้มหน้าลงอย่างชาญฉลาด
ติงเหว่ยเหลือบมองพี่สะใภ้ทั้งสองที่โง่เขลาของนาง ดวงตาของนางทอประกายขึ้นมาครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็หันไปมองพี่ชายทั้งสองและพูดว่า “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านไม่จำเป็ต้องกังวลแทนข้า ยังไงข้าก็ยังมีท่านย่าเทวาูเาเป็อาจารย์ ถึงจะไม่ได้อะไรอย่างอื่นแต่ก็ได้เรียนรู้วิธีหาเงินมาไม่น้อย ยังไงก็ไม่ตกระกำลำบากอย่างแน่นอน พวกพี่ต่างหากที่กำลังจะเริ่มใช้ชีวิตด้วยตนเองต้องมีเงินเก็บไว้เยอะๆ จึงจะดีกว่า”
พี่ใหญ่และพี่รองในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ไม่ว่าจะพูดอย่างไรพวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะ “ละทิ้ง” พ่อแม่ไว้ข้างหลัง และทิ้งน้องสาวเขาอย่างไม่ไยดี
ท้ายที่สุดแล้วผู้ใหญ่บ้านและผู้าุโซุนที่เงียบมาโดยตลอดก็พูดขึ้นมา
“อะแฮ่มๆ” ผู้าุโกระแอมออกมาสองครั้ง ทำให้ทุกคนในครอบครัวสกุลติงทั้งหมดมองไปที่เขา “พี่ติงช่างเป็คนมีวาสนาดีจริงๆ ลูกชายและลูกสาวต่างก็กตัญญู แต่ยังไงก็ตามทั้งลูกชายและลูกสาวก็เป็ผู้ใหญ่กันหมดแล้ว จะแยกครอบครัวออกไปเร็วสักหน่อยก็ถือว่าเป็เื่ที่สมควรแล้ว ชายแก่อย่างข้าฟังมาตั้งนานสองนานแต่ก็รู้สึกว่าเื่นี้คงจะคลี่คลายได้ไม่ยาก ในเมื่อพี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงต่างก็ไม่เต็มใจที่จะทอดทิ้งน้องสาวที่ไร้ที่พึ่งเอาไว้”
อู๋ต้าเชิ่งผู้ใหญ่บ้านก็ยิ้มและพูดว่า “นั่นสิ ท่านลุงซุนพูดถูกแล้ว เ้าเหว่ยเอ๋อร์ก็พอมีเงินติดมืออยู่บ้าง วันหน้าไม่ว่าแต่งงานหรือเปิดร้านใหม่สักแห่งก็จะได้พึ่งพาตนเองได้ ส่วนพี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงหากว่าปรารถนาเช่นนั้นจริงๆ ต่อไปก็ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ก็ได้”
เมื่อผู้าุโติงได้ยินเช่นนั้น เขาเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยจากนั้นก็พูดข้อสรุปออกมา
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่ท่านผู้ใหญ่บ้านและท่านลุงซุนว่า เงินในครอบครัวเราจะแบ่งเป็สี่ส่วน พี่รองสกุลติงหยิบกระดาษกับพู่กันออกมาเขียนเฉี่ยเจี๋ยซู [1] จากนั้นก็ให้ท่านผู้ใหญ่บ้านและท่านลุงซุนของพวกเ้าเป็พยานให้”
พี่รองคิดไปคิดมาแล้วก็รู้สึกว่าเขาปฏิบัติต่อน้องสาวอย่างไม่ยุติธรรม ทว่าท่านพ่อเองก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว เขาก็คงทำได้เพียงตั้งใจทำการค้าให้ดีจากนั้นก็เอาไปชดเชยให้แก่น้องสาวของเขาสักหน่อย
พี่ใหญ่สกุลติงก็กำลังครุ่นคิดถึงเื่นี้เช่นกัน ดังนั้นพี่ชายทั้งสองคนต่างก็ลุกขึ้นยืน
และในไม่ช้าพี่รองสกุลติงก็รับกระดาษและพู่กันไป เมื่อผู้าุโติงพูดประโยคหนึ่งเขาก็เขียนลงไปประโยคหนึ่ง เขาค่อยๆ เขียนอย่างระมัดระวังและชัดเจน ในตอนท้ายท่านผู้าุโและลูกทั้งสามรวมถึงติงเหว่ยต่างก็ลงนามประทับรอยนิ้วมือลงไป เมื่อท่านผู้ใหญ่บ้านและผู้าุโซุนเห็นดังนั้นพวกเขาก็รับไปลงนามและประทับรอยนิ้วมือตามปกติ เช่นนี้สกุลติงก็ถือว่าได้แบ่งแยกครอบครัวเป็ที่เรียบร้อย
แม้ว่าแม่นางหลี่ว์จะเตรียมใจไว้อยู่ก่อนแล้ว ทว่านางก็ยังหลั่งน้ำตาออกมา ทำให้แม่นางหลิวและแม่นางหวังต่างก็นึกถึงสิ่งดีๆ นับั้แ่พวกนางแต่งเข้าสกุลติงใน่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกนางทั้งคู่จึงล้มเลิกความคิดที่จะสมบัติ จากนั้นก็พากันไปจัดเตรียมโต๊ะเหล้าด้วยท่าทีเรียบร้อย
ติงเหว่ยพยายามปลอบประโลมแม่ของนางอยู่สักพัก เมื่อนางเห็นว่าแม่ของนางยังไม่หยุดหลั่งน้ำตา นางจึงส่งกระดาษสัญญาที่อยู่ในอ้อมแขนของนางออกไปให้ จากนั้นก็พูดด้วยเสียงเบาๆ ว่า “ท่านแม่ ข้าไม่สามารถจะวางของมีค่าเช่นนี้ไว้ที่นั่นได้ ท่านช่วยเก็บไว้ให้ข้าหน่อย เดี๋ยวอีกสองสามวันหากข้ามีเวลา ข้าจะพาท่านเข้าไปในเมืองเพื่อไปดูบ้านกับร้านค้าสักหน่อย”
เป็อย่างที่คาดไว้ เมื่อแม่นางหลี่ว์ได้ฟังดังนั้นก็หยุดหลั่งน้ำตาทันที นางม้วนกระดาษสัญญาพวกนั้นและหาที่ที่ปลอดภัยเพื่อซ่อนทรัพย์สินของลูกสาว
เมื่อครู่ผู้าุโซุนและอู๋ต้าเชิ่งเพิ่งจะได้เห็นกับตาตนเองว่าจริงๆ แล้วสกุลติงร่ำรวยถึงเพียงไหน ตามปกติถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าสกุลติงร่ำรวย แต่สกุลติงกลับรวยมากกว่าที่พวกเขาจินตนาการเอาไว้ตั้งเยอะ ดังนั้นบนโต๊ะเหล้าพวกเขาทั้งสองต่างก็ชนแก้วและดื่มเหล้ากันอย่างชื่นมื่น ดวงตาของพวกเขากลับจ้องมองไปที่ติงเหว่ย ในใจก็ครุ่นคิดว่าเ้าเด็กคนนี้ได้รับการคุ้มครองจากท่านย่าเทวาูเาจริงๆ หรือ มิเช่นนั้นในเวลาหนึ่งปีสั้นๆ เช่นนี้จะทำให้สกุลติงรุ่งเรืองถึงขนาดนี้ได้อย่างไร
เดิมทีอู๋ต้าเชิ่งก็รอดชีวิตมาจากสนามรบ และเขาก็คุ้นเคยกับการเห็นความเป็ความตายของชีวิต แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยเชื่อเื่ผีและเทพเ้า แต่ตอนนี้เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่ามีเทพเ้าและปาฏิหาริย์อยู่จริงบนโลกใบนี้
ติงเหว่ยเองก็สังเกตเห็นว่าทั้งสองคนกำลังมองมาอย่างระมัดระวัง แต่นางก็ไม่คิดจะพูดอะไรให้มากความ บางทีเก็บไว้เป็ความลับสักหน่อยคงจะดีกว่า โดยเฉพาะนางที่ยังไม่ทันได้แต่งงานก็มีลูกเสียแล้ว หากไม่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกหวาดกลัวบ้างสักนิด เกรงว่าพวกชาวบ้านจะถูกยุยงเอาได้ และไม่รู้ว่าพวกเขาจะโกรธแค้นจนมารังแกพวกนางสองแม่ลูกขึ้นมาอีกเมื่อไร
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนต่างกินข้าวมื้อนี้อย่างไม่รู้รสชาติเท่าไรนักเพราะว่าต่างก็มีเื่ราวให้ครุ่นคิดในใจ หลังจากกินข้าวเสร็จท่านผู้ใหญ่บ้านและผู้าุโซุนก็ขอตัวลาไปก่อน แม่นางหลี่ว์จึงหยิบเงินออกมาและแบ่งเป็สัดส่วนให้ลูกสะใภ้ทั้งสองตามที่เขียนไว้ในเฉี่ยเจี๋ยซู จากนั้นก็ลากลูกสาวกลับเข้าไปในห้อง และปล่อยแม่นางหลิวและแม่นางหวังที่มีสีหน้ารู้สึกผิดเอาไว้
ต้าเป่าและฝูเอ๋อร์ไม่รู้ว่าเกิดเื่ใหญ่ขึ้นในบ้าน พวกเขายังคงอยากเล่นกับท่านอาที่นานๆ ทีจะกลับมาบ้านสักครั้ง ผลปรากฏว่าแต่ละคนกลับถูกแม่ของตนเองอุ้มกลับเข้าไปในห้อง
ติงเหว่ยนอนกลางวันเป็เพื่อนมารดา เมื่อนางตื่นขึ้นมาก็คิดถึงลูกชายที่อยู่ในจวนสกุลอวิ๋น ดังนั้นนางจึงจิบชาหนึ่งคำแล้วก็รีบกลับไปอย่างไม่เต็มใจเท่าไร
ในตอนแรกแม่นางหลี่ว์ยังคงอาลัยอาวรณ์ แต่เมื่อคิดได้ว่าอีกแค่ไม่กี่วันเดี๋ยวก็ได้เข้าเมืองไปดูบ้านกับลูกสาวแล้วนางจึงอดกลั้นความเ็ปในใจเอาไว้ จากนั้นก็ไปช่วยพี่รองเตรียมย้ายบ้าน เดิมที่พี่รองก็มีบ้านอยู่ในเมืองจึงไม่ได้ขาดอะไร ตอนนี้ก็แค่หยิบของที่ใช้บ่อยๆ ไปด้วยก็เท่านั้น ส่วนของที่เหลือก็เอาวางไว้ที่นี่ เพราะพอถึงตอนปีใหม่ครอบครัวก็จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พอถึงตอนนั้นทุกคนก็ยังต้องอาศัยอยู่ที่นี่
พี่ใหญ่ติงและภรรยาไม่ได้มีเจตนาจะซื้อบ้านและย้ายออกไป ด้วยเหตุนี้ถึงแม้จะแยกครอบครัวกันแล้ว ทว่าการใช้ชีวิตก็เหมือนกับเมื่อก่อนไม่มีผิด จึงถือว่าพอจะปลอบประโลมจิตใจของสามีภรรยาคู่นี้ได้
……
ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวสกุลติง พูดถึงแค่ว่าติงเหว่ยกำลังวิ่งฝ่าลมเหนือไปตลอดทางเพื่อกลับไปที่จวนสกุลอวิ๋น ในขณะที่กำลังจะเข้าประตูไม่รู้ว่ามีใครสาดน้ำไว้บนพื้นจนทำให้นางเกือบจะสะดุดล้ม เสี่ยวฝูจื่อรีบวิ่งเข้ามาประคองแล้วถามว่า “แม่นางติง ไม่เป็ไรใช่หรือไม่?”
ติงเหว่ยตกตะลึงไปพักใหญ่และไม่มีการตอบสนองใดๆ นางไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆ ก็นึกถึงวันนั้นที่นางหกล้มและคลอดก่อนกำหนดขึ้นมา หลายสิ่งหลายอย่างที่นางละเลยไปก็ปรากฏขึ้นมาในใจพร้อมกัน
“เสี่ยวฝูจื่อ พักนี้เ้าเห็นเซียงเซียงบ้างไหม?”
“เอ๋” เสี่ยวฝูจื่อไม่รู้ว่าเหตุใดติงเหว่ยถึงถามเื่นี้ แต่เขาก็คิดว่าคงไม่น่ามีอะไรจึงตอบออกไปว่า “พี่ติง พี่ยังไม่รู้อย่างนั้นหรือ? แม่นางเซียงเซียงถูกท่านผู้าุโส่งกลับบ้านเกิดไปแล้ว”
“กลับบ้านเกิดไปแล้วอย่างนั้นหรือ? ไปั้แ่เมื่อไรกัน?”
“ก็ั้แ่หลังจากที่พี่คลอดอันเกอเอ๋อร์ไม่กี่วัน ข้าเองก็ลืมไปแล้ว ผ่านมาระยะเวลาหนึ่งแล้วเหมือนกัน” เสี่ยวฝูจื่อส่ายหน้าไปมา ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัย “พี่ติงหานางมีเื่อะไรหรือ?”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่จู่ๆ ข้านึกขึ้นมาได้ก็เท่านั้นเอง” ติงเหว่ยยิ้มและส่ายหัว ปัดชายกระโปรงที่เปื้อนอยู่ “ข้าขอตัวเข้าไปข้างในก่อน อย่าลืมที่แม่เ้าบอกว่าให้มาห่อซาลาเปาตอนเย็นด้วยล่ะ อีกเดี๋ยวข้าค่อยมาช่วยทำไส้ให้”
“ตกลงๆ” เสี่ยวฝูจื่อปรบมืออย่างมีความสุขและพูดด้วยรอยยิ้ม “ฝีมือของพี่สาวดีกว่าแม่ของข้าตั้งเยอะ”
“ระวังเถอะเดี๋ยวอีกสักพักท่านป้าหลี่จะออกมาบิดหูเ้า” ติงเหว่ยยิ้มและตบบ่าเด็กชายจะกละ และนางก็กลับไปที่เรือนหลังโดยไม่มีใครสังเกตเห็นว่ารอยยิ้มของนางไม่ได้ยิ้มไปถึงดวงตาด้วย
ดูแล้วยังมีอีกหลายเื่ที่นางยังไม่รู้ อย่างไรก็ตามคนฉลาดในโลกนี้ต่างก็ไม่เคยได้อยู่อย่างมีความสุข ถ้าอย่างนั้นแกล้งสับสนเลอะเลือนไปบ้างน่าจะดีกว่า…
ในเรือนเล็กเสี่ยวชิงกำลังซักผ้าขาวบางสองสามชิ้นอยู่ ราวกับมีธงขาวแห่งการจำนนโบกสะบัดไปมาที่ลานกว้าง แต่น่าเสียดายที่เป็อิสระได้เพียงครู่เดียวก็ถูกลมหนาวแช่แข็งไปเสียแล้ว
เฉิงเหนียงจื่อกำลังอุ้มอันเกอเอ๋อร์เดินวนไปรอบๆ อยู่ในลาน เอ้อร์หวาก็กำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงเตาโดยมีต้าหวาที่ว่านอนสอนง่ายคอยช่วยดูแลอยู่ อวิ๋นอิ่งกำลังหยิบตู้โตว [2] ของอันเกอเอ๋อร์ที่ตัดเย็บเสร็จแล้วออกมาหนึ่งชิ้น ในขณะที่นางกำลังจะเก็บเข็มกับด้ายก็เห็นติงเหว่ยกำลังเข้ามาพอดี นางจึงรีบก้าวไปข้างหน้า “แม่นาง กลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ!”
เฉิงเหนียงจื่อก็อยากจะทำความเคารพเช่นกัน แต่ติงเหว่ยรีบโบกมือแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "ข้าไม่ได้เดินทางไปไหนไกล ไม่จำเป็ต้องทำเช่นนี้หรอก พวกเ้าทำงานต่อไปก่อน ข้าจะไปดูอันเกอเอ๋อร์สักหน่อยและจะไปที่เรือนหลัก”
เฉิงเหนียงจื่อเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ส่งอันเกอเอ๋อร์ที่อยู่ในอ้อมแขนให้ติงเหว่ย นางพูดด้วยเสียงเบาๆ ว่า “คุณชายน้อยเพิ่งจะกินนมจนอิ่ม กำลังจะนอนอยู่พอดีเลย”
ติงเหว่ยเกรงว่าลูกชายจะสะดุ้งเพราะมือที่เย็นเฉียบของนาง นางจึงมองดวงตาที่สะลึมสะลือของเด็กอ้วนแล้วพูดว่า “ไม่ต้องอุ้มเขาบ่อยๆ ระวังเขาจะติดให้อุ้มเอาได้ ต่อไปให้พาเอ้อร์หวามาวางที่ด้านหน้าด้วย ปล่อยให้พวกเขาได้เล่นกัน มีคนบอกว่าเด็กๆ ก็มีภาษาเป็ของตนเอง พวกเขาสามารถคุยกันได้แค่พวกเราฟังไม่เข้าใจก็เท่านั้นเอง นอกจากนี้ในห้องครัวก็มีไข่ไก่อยู่มากมาย ต่อไปนี้ให้เ้าเพิ่มไข่วันละสองฟองให้ต้าหวาทุกวัน เด็กคนนี้น่าจะผอมเกินไปแล้ว”
เมื่อได้ฟังเฉิงเหนียงจื่อก็รู้สึกทั้งขอบคุณทั้งหวาดกลัว “แม่นาง นี่มัน...ทำเช่นนั้นไม่ได้”
“ทำไมจะทำเช่นนั้นไม่ได้ ก็แค่ไข่สองฟองเท่านั้น หากว่าพ่อของต้าหวาแข็งแรงดีแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะออกไปพบเขาสักหน่อย และเมื่อมีเวลาข้าก็จะพาเขาเข้าเมืองไปดูที่ร้าน”
ติงเหว่ยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ นางพูดจบแล้วก็หันหลังเดินออกจากประตูไป
เฉิงเหนียงจื่อกลับคุกเข่าลงและคำนับซ้ำไปซ้ำมา “ขอบคุณแม่นาง ขอบคุณคุณชายน้อย”
อวิ๋นอิ่งรีบเข้าไปประคองนางขึ้นมาและตำหนิด้วยความโกรธว่า “เ้านี่นะ ทำไมถึงคุกเข่าอีกแล้วล่ะ อย่าให้ไปกดทับคุณชายน้อยเข้าล่ะ อีกอย่างต่อให้เ้าจะมีจิตใจดีจริงๆ ก็ไม่ได้อยู่ที่มารยาทที่เป็แค่พิธีเหล่านี้ ต่อไปช่วยแม่นางติงเหว่ยแบ่งเบาภาระบ้างก็พอแล้ว”
“จริงสิ ข้าคงคิดมากเกินไป” เฉิงเหนี่ยงจื่อหน้าแดงก่ำ แต่ดวงตายังคงซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่มิด วันก่อนนางไปหาสามีที่เรือนด้านหน้าและเห็นว่าสุขภาพของเขาดีขึ้นมากแล้ว จึงมีความกังวลเล็กน้อยที่ต้องอยู่เฉยๆ ไม่มีอะไรทำ คิดไม่ถึงเลยว่านายหญิงจะส่งเขาออกไปทำงาน ช่างเป็เื่น่ายินดีเสียจริง
……
ในขณะที่ติงเหว่ยกำลังเดินไปที่เรือนหลัก นางนึกถึงสถานะของตนเองในตอนนี้แล้วก็รู้สึกขบขันอยู่ไม่น้อย หากพูดตามหลักการแล้วนางเป็คนใช้ของสกุลอวิ๋นครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นายหญิงของครอบครัวสกุลเฉิงทั้งห้าคนและยังเป็นายหญิงของอวิ๋นอิ่งอยู่ครึ่งหนึ่งอีก นี่ช่างเป็เื่ที่น่าสับสนจริงๆ
โชคดีที่ระยะเวลาของสัญญามีเพียงสามปีเท่านั้น สามปีหลังจากนี้นางก็จะกลับคืนสู่อิสระ และไม่มีปัญหาเหล่านี้มาคอยกวนใจอีกต่อไป
กงจื้อิเล่นกับลูกชายเป็เวลานานในตอนเช้า ถึงแม้อาหารกลางวันจะไม่ค่อยถูกปากเท่าไรแต่เขาก็ยังกินมันด้วยความเอร็ดอร่อย ในขณะที่เขาตื่นขึ้นมาและกำลังจะฝึกกำลังแขนก็เห็นติงเหว่ยเดินเข้ามาพอดี นางยิ้มอย่างขมขื่นพร้อมส่ายหัวเดินเข้ามา ดังนั้นกงจื้อิจึงถามว่า “เป็อะไรไป ที่บ้านมีเื่เกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อติงเหว่ยได้ยินเสียงก็กลับมามีสติอีกครั้ง นางจึงตอบไปอย่างราบรื่นว่า “ไม่มีอะไร แค่พี่น้องแยกครอบครัวกันแล้ว”
กงจื้อิยกมือขึ้นมาทุบที่ขาทั้งสองข้าง เขาเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามว่า “พ่อแม่ของเ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ เหตุใดต้องแยกครอบครัวด้วย?”
ติงเหว่ยปลดเสื้อกันลมของนางออกเผยให้เห็นเสื้อคลุมที่ทำจากผ้าไหมสีฟ้าที่อยู่ด้านใน นางเอามือทั้งสองข้างไปอุ่นที่ปล่องไฟจากนั้นก็เดินไปที่ข้างกายของกงจื้อิ นางหยิบผ้าห่มมาคลุมขาทั้งสองข้างของเขาพร้อมกับพูดว่า “แม้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าจะยังมีชีวิตอยู่ ทว่าพี่ชายทั้งสองคนของข้าต่างก็ต้องคอยดูแลร้านคนละร้าน เงินในครอบครัวเยอะขึ้น ชีวิตก็เริ่มสุขสบายขึ้น ทว่าปัญหาก็มีมากขึ้นตามไปด้วย มิสู้รีบแยกครอบครัวกันั้แ่เนิ่นๆ จะได้รักษาความรู้สึกดีๆ เอาไว้ได้ หากว่าในอนาคตปัญหายิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นคงสายเกินกว่าที่จะแยกครอบครัวแล้ว”
กงจื้อิมองดูหญิงสาวที่กำลังยุ่งวุ่นวายอย่างพินิจพิจารณา เขาเห็นร่องรอยความโศกเศร้าปรากฏอยู่ที่มุมตาและคิ้วของนาง เขาอดไม่ได้ที่จะใจอ่อนและพูดปลอบด้วยเสียงราบเรียบว่า “ต้นไม้เติบใหญ่แล้วก็ต้องแผ่กิ่งก้านสาขา ดังนั้นเ้าก็อย่าได้คิดมากจนเกินไป”
-----------------------------------------
[1] เฉี่ยเจี๋ยซู 切结书 หมายถึง เฉี่ยเจี๋ย(切结) เป็คำศัพท์โบราณมีความหมายหลายอย่าง เช่น หนังสือคำมั่นสัญญา หนังสือค้ำประกัน หรือเอกสารรับรอง เป็ต้น โดยทั่วไปจะใช้สื่อถึงเอกสารต่างๆ หรือเอกสารราชการ
[2] ตู้โตว 肚兜 หมายถึง ผืนผ้าคล้ายผ้ากันเปื้อน สำหรับคาดรอบอกและมีสายผ้าผูกที่คอกับเอว อาจมีกระเป๋าไว้ใส่ของกระจุกกระจิก โดยมากเป็ทรงคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแนวตั้ง มักทำจากฝ้ายหรือไหม และมักใช้สีแดง ปักลวดลายงดงาม นอกจากจะมีประโยชน์เหมือนเสื้อชั้นในแล้ว ตู้โตวยังช่วยกันลมหนาวยามนอนหลับ ซึ่งผู้ชายมีฐานะบางคนก็นิยมใส่เช่นกัน