เมื่อกลับมายังเรือนของตนเอง จวีจื่อหลิงก็รู้สึกว่าจิตใจไม่ค่อยจะสงบเท่าใดนัก เดิมทีนางควรดีใจจึงจะถูกที่จะได้หลุดพ้นจากพันธนาการบ้าๆ นี่เสียที แต่นางกลับรู้สึกว่าเื่นี้คล้ายมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ทว่านางเองกลับคิดไม่ออกว่ามันไม่ถูกต้องตรงที่ใด
ท่าทีของฉินเสวียนเมื่อครู่นี้ก็ดูไม่ได้มีพิรุธใดเลยแม้แต่น้อย แต่นางกลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์ในใจบางอย่าง
"ฮูหยิน ของว่างเ้าค่ะ"
จวีจื่อหลิงละจากความคิดก่อนจะหันมามองก็พบว่าเป็ซุนฉิงนั่นเอง สาวใช่น้อยยกของว่างเข้ามาให้นางเหมือนเช่นทุกวัน อีกทั้งวันนี้ยังมีท่าทีกระตือรือร้นจนจวีจื่อหลิงจับสังเกตได้
"มีอันใดหรือ วันนี้เ้าดูตื่นเต้นชอบกล ไปพบเจอเื่น่าสนใจอะไรมาหรือ"
จวีจื่อหลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะเอ่ยถามซุนฉิงด้วยความสงสัย ชาและของว่างนี่ล้วนเป็ของที่นางใช้เงินซื้อมาทั้งสิ้น ลำพังหากรอความเมตตาจากฉินเสวียนนางคงได้อดตายเป็แน่
"ฮูหยิน บ่าวไปได้ยินสาวใช้สนทนากันว่า ยามนี้มีไต้ซือมากบารมีเดินทางมาเยือนวัดไป๋กู่เ้าค่ะ วัดไป๋กู่อยู่ห่างจากเมืองหลวงไปไม่ไกล ใช้เวลาเดินทางราวครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว มิสู้เราไปไหว้พระที่วัดแห่งนั้นและเข้าพบไต้ซือสักครั้งดีหรือไม่เ้าคะ"
จวีจื่อหลิงยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วจึงยื่นมือไปลูบศีรษะของซุนฉิงอย่างเอ็นดู
"เ้าอยากไปหรือ"
ซุนฉิงที่ถูกเ้านายจับไต๋ได้ก็ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์พร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก
"เ้าค่ะ แต่ถ้าฮูหยินไม่อยากไปเช่นนั้นบ่าวก็จะไม่รบเร้าอีก แต่จะว่าไปนี่ก็นานมากแล้วที่พวกเราไม่ได้ไปไหว้พระที่วัดไป๋กู่ อีกไม่นานฮูหยินก็จะหย่าแล้ว มิสู้ไปขอพรสักหน่อยเพื่อให้เื่ราวราบรื่นดีหรือไม่เ้าคะ"
เพื่อให้เื่ราวราบรื่นเช่นนั้นหรือ?
คำพูดนี้ของซุนฉิงตรงกับความไม่สบายใจของจวีจื่อหลิงในยามนี้เข้าพอดี เมื่อคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ตกปากรับคำและออกเดินทางทันที วันนี้ฉินเสวียนไม่อยู่จวน ส่วนไท่ฮูหยินก็ไม่กล้าหาเื่นาง จวีจื่อหลิงจึงออกจากจวนได้อย่างสบายใจ นางแวะไปเช่ารถม้าคันหนึ่งจากนั้นก็ออกเดินทางไปที่วัดไป๋กู่อย่างไม่รอช้า
จะว่าไปก็น่าแปลกอยู่ไม่น้อย ก่อนหน้านี้ซุนฉิงบอกกับนางว่าฉินเสวียนไม่ยินยอมให้นางออกจากจวน เขาเอาเื่ที่นางป่วยมาอ้างบอกว่าไม่อยากให้นางเดินออกไปตากแดดตากลม แต่ระยะหลังมานี้กลับไม่ห้ามปรามนางเลย นี่ก็ถือว่าเป็เื่แปลกอีกเื่หนึ่งที่จวีจื่อหลิงสงสัยใคร่รู้
ออกจากจวนคราวนี้ จวีจื่อหลิงพกมีดสั้นที่นางหาซื้อมาจากในตลาดนำติดตัวไปด้วย เผื่อว่าเกิดเื่ไม่คาดคิดนางจะได้มีวิธีรับมือ หญิงสาวนั่งรถม้าออกจากเมืองหลวง ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงวัดไป๋กู่ วัดแห่งนี้สงบร่มเย็นเป็อย่างยิ่ง อาจเพราะตอนที่นางมาเป็เวลาสายมากแล้ว ผู้คนจึงดูบางตาลง จวีจื่อหลิงเข้าไปในอารามหลวงเพื่อจุดธูปขอพรจากพระโพธิสัตว์และบริจาคค่าน้ำมันตะเกียง จากนั้นก็ไปเข้าพบไต้ซือเ้าอาวาส ไต้ซือผู้นี้เป็ชายวัยกลางคน มีจิตใจเมตตา นักพรตอวยพรให้นางพบเจอแต่สิ่งดีดีและราบรื่นเพียงเท่านั้น นางเองก็ไม่มีสิ่งใดจะสนทนากับเขาอีก จึงขอตัวลากลับ
เมื่อเดินออกมาจากวัดไป๋กู่ จวีจื่อหลิงก็ยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ครู่หนึ่ง ั้แ่ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนี้ นางก็แทบไม่ได้ออกไปไหนนอกจากตลาดในเมืองหลวง วันนี้ได้มาสูดอากาศดีดีเช่นนี้ก็ทำให้สมองปลอดโปร่งไม่น้อยเลย
“ซุนฉิง พวกเรากลับกันเถอะ”
“เ้าค่ะ”
หญิงสาวสองคนนั่งรถม้ากลับจวนด้วยกัน ระหว่างทางที่จะเข้าเมืองหลวงต้องผ่านป่ารกทึบเสียก่อน ตอนขามายังมีรถม้าจากจวนอื่นๆ ผ่านทางมาบ้างจึงดูไม่น่ากลัวเท่าใดนัก แต่ยามนี้บรรยากาศเงียบสงบไร้รถม้าจากจวนอื่นสวนทางผ่านมา จึงทำให้ดูเย็นะเืดูวังเวงไม่น้อย จวีจื่อหลิงเปิดผ้าม่านรถม้าออกเพื่อมองดูทิวทัศน์ข้างทาง นางทอดสายตามองไปโดยรอบด้วยแววตาที่เรียบเฉย
จู่ๆ รถม้าก็หยุดลงกะทันหัน จวีจื่อหลิงที่นั่งอยู่ในรถม้าร่างกายซวนเซจนศีรษะไปกระแทกเข้ากับขอบหน้าต่าง ซุนฉิงรีบเข้ามาประคองเ้านายของตนเอาไว้ ก่อนจะะโถามคนขับรถม้าด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ขับรถม้าประสาอันใดของเ้ากัน!”
แต่กลับไม่มีเสียงตอบกลับจากคนขับรถม้าผู้นั้น จวีจื่อหลิงย่นหว่างคิ้วรู้สึกได้ถึงสัญญาณอันตราย หญิงสาวรีบยื่นมือไปเปิดผ้าม่านรถม้าออก ก่อนจะพบว่ายามนี้คนขับรถม้าได้ถูกสังหารสิ้นชีพไปเสียแล้ว
ใจของนางเต้นตึกตักๆ รีบล้วงมีดสั้นที่เหน็บอยู่ตรงเอวมาถือเอาไว้ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางเอ่ยปลอบซุนฉิงที่ยามนี้หวาดกลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว
