วันแรก เฉินอวี๋โชคร้ายมาอยู่ในร่างของเด็ก 4 ขวบ เผชิญกับโลกอันทุกข์ยากแสนอดอยาก ไม่ได้ไปเกิดเป็องค์ชายหรือลูกขุนนางเหมือนคนอื่นๆ ที่ทะลุมิติ
วันที่สอง พ่อที่ถูกฟ้าผ่าหมดสติก็ฟืนขึ้นแล้วเป็บ้า ะโด่าท้องฟ้านั่งสมาธิทั้งวันและเข้าใจว่าตัวเองเป็เซียน
วันที่สาม หลังแม่ผู้อ่อนโยนกลับมา ก็กลายเป็สตรีที่ดุเดือด ชี้หน้าด่าและสั่งการทุกคนอย่างเผด็จการ ยึดอำนาจปกครองจากผู้เป็พ่อไปจากผู้นำครอบครัว
วันที่สี่ พี่ชายคนโตอาละวาดจากเหตุที่ไม่ได้กินเนื้อและเืมานาน เผลอทำร้ายคนในครอบครัวจนาเ็
วันที่ห้า พี่สาวคนรองฟื้นและาแไม่เป็อะไรมาก แต่ก็เริ่มแสดงพฤติกรรมประหลาดชอบขี่ไม้กวาดและพึมพำคาถา
วันที่หก เฉินอวี๋พยายามหลีกเลี่ยงโชคร้ายของบ้านไม่ให้น้องสาวคนเล็กได้รับอันตรายและรอดพ้นมาได้ (โดยที่เ้าตัวยังไม่รู้หรือเอะใจสงสัย)
เขาคิดว่าทุกอย่างจะกลับมาเรียบร้อยแล้ว
แต่สุดท้าย โชคอัปมงคลนั้นก็ไปลงที่ท่านตาผู้ชรา ถึงหยุดหายใจไปชั่วเวลาหนึ่งแล้วกลับมามีชีวิตได้ แต่อาจเพราะขาดออกซิเจนไม่ได้หล่อเลี้ยงสมองนาน จึงส่งผลทำให้ท่านตาเป็อัลไซเมอร์ กลายร่างเป็คนป่าพูดภาษาคนไม่ได้ ชอบเต้นระบำทุกครั้งเมื่อเขาเห็นกองไฟ…อูก๊ะ อูก๊ะ..อุกอุก
และในที่สุดโชคร้ายครั้งใหญ่ ครบและเป็ไปตามจำนวนของสมาชิกแซ่เฉินทั้งเจ็ดคน ผลคือั้แ่เช้ามืดยังไม่ทันจะทานข้าวออกเดินทาง ก็ได้ข่าวร้ายถึงเื่ไม่ดีจากผู้หลบหนี ว่ามีทหารไร้สังกัดกลุ่มหนึ่งเข้าไปยึดอำนาจของเมืองหนานชิงไว้ และตอนนี้ก็กำลังใช้เส้นทางผ่านหมู่บ้านของพวกเขาเพื่อผ่านทางไปยังอำเภออื่น
คำว่าทหารอาจดูไม่มีอะไรให้แตกตื่น แต่สำหรับคนที่อ่านหนังสือมาเยอะอย่างเฉินอวี๋ ทหารไร้สังกัดพวกนี้คือการรวมของฏและกลุ่มโจรดีๆ นี่เอง คำว่าทหารไร้สังกัด ใช้เป็เพียงฉากหน้าเพื่อสะดวกในการปล้นและฆ่าผู้เห็นต่าง
หากไม่รีบออกเดินทางในตอนนี้ มันคงจะสายเกินไปที่จะหนีได้ทัน
ยังดีที่เหมือนแม่ของเขาคาดเดาถึงความโหดร้ายของทหารไร้สังกัดได้ นางจึงรีบปลุกสามีและคนอื่นๆ ให้ออกเดินทางกันั้แ่เช้ามืด
“ลุกขึ้นใส่รองเท้าเร็วเข้า เราต้องรีบออกเดินทางกันตอนนี้เลย” เสียงของเฉินถั่วถงเอ่ยขึ้นขณะที่นางเดินไปแต่งตัวให้ลูกสาวคนเล็กที่ยังงัวเงียอยู่
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงดูรีบนัก?” เฉินอ่าวที่นั่งสมาธิอยู่ก็ลืมตาถามอย่างสงสัย
เฉินถั่วถงใส่รองเท้าฟางให้เฉินต้าและเฉินเหนียอู่ พูดโดยไม่หันมามองว่า “กองทัพไร้ชื่อที่โจมตีเมืองหนานชิงจะผ่านมายังหมู่บ้าน เราต้องหนีตอนนี้”
นี่ไม่ใช่กองทัพของทางการ เป็ทหารของพวกฏ พวกเขาจะฆ่า ปล้นและจับคนไปเป็ทาส ผู้ชายที่ต่อต้านถูกสังหาร สตรีกลายเป็นางบำเรอ เด็กๆ ถูกทิ้งให้ม้าเหยียบ เป็อะไรที่ดูโเี้ไร้มนุษยธรรม
สิ่งนี้จึงทำให้เฉินอ่าวเริ่มตระหนัก ว่าเขาอยู่ในยุคสมัยที่ป่าเถื่อนจนไร้กฏไร้เกณฑ์มากกว่าแดนเซียน
ทุกคนพร้อมจะอพยพกันอยู่แล้ว ข้าวของจึงเก็บแค่ผ้าห่ม แม่สะพายตะกร้าเครื่องมือหยิบคันธนูไขว้หัวไหล่ อีกมือก็มัดเตี่ยวห่ออุ้มเฉินอิงเอ๋อที่ยังเป็เด็กเล็ก
พ่อนั้นเก็บผ้าห่มหยิบเสบียงและตะกร้าผ้า ส่วนเฉินอวี๋นั้นพร้อมและใส่รองเท้ารอก่อนคนอื่นแล้ว ด้านหลังเล็กๆ ของเขาจึงมีแค่ม้วนผ้าและชุดของตัวเอง
“ท่านแม่ เราต้องพาท่านตาไปด้วย”
ก่อนที่ครอบครัวจะออกเดินทาง เฉินอวี๋ก็ะโขึ้นอย่างเร่งรีบ มองไปยังหลังบ้านที่ผู้เป็ตานั่งยองๆ เก็บขนไก่
ไม่มีใครคัดค้าน เฉินอวี๋จึงเดินไปจูงมือท่านตา ถึงจะประหลาดใจที่ชายชราแข็งแรงกว่าการพบครั้งล่าสุด สามารถเต้นรอบกองไฟตลอดทั้งคืนจนไฟดับอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย สุดท้ายทุกคนจึงพาชายชรามาอยู่ที่บ้านก่อน และตัดสินใจจะพาออกเดินทางไปด้วยกันไม่ยอมทิ้งใครไว้ที่ข้างหลัง
ครอบครัวแซ่เฉินทั้ง 7 เดินลงไปที่ทิศใต้ ขณะที่เดินผ่านก็ยังมองเห็นว่ามีคนที่ยังอาศัยอยู่ เฉินอ่าวพยายามเคาะและะโบอกถึงการมาของทหารไร้ที่มา ส่วนพวกเขาจะยอมเชื่อเตรียมหนีหรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่ที่ตัวของพวกเขาเอง
“เราไม่มีแผนที่ จะออกเดินทางไปทิศไหนรึท่านแม่?”
พอครอบครัวแซ่เฉินออกมาจากหมู่บ้านและยืนอยู่เนินเนินหนึ่ง เฉินอวี๋เงยหน้าขึ้นแล้วถาม
เฉินอ่าวมองดาวบนท้องฟ้ามืดๆ ยามเช้าที่ยังไม่จางหาย ใช้ศาสตร์การคำนวณเพื่อหาเส้นทาง แต่ขณะที่เขากำลังตั้งใจจะเผยถึงผลลัพธ์ที่พบ เฉินถั่วถงที่มองแล้วพิจารณาลมและสภาพอากาศรอบๆ บวกกับประสบการณ์ทางการทหารต่างๆ ทั้งในอวกาศและดวงดาวที่แตกต่างมากมายที่ผ่านมา นางก็ชี้นิ้วไปยังจุดหมายทีู่เาหินโล้นทิศตะวันตก
“เราจะไปทีู่เาหินโล้นนั้นเพื่อซ่อนตัวจากลุ่มทหารไร้สังกัด จากนั้นเราค่อยคิดหาเส้นทางหลังหลบหนีเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยไม่มีใครไล่ตาม”
เฉินอ่าวประหลาดใจมากกับคำพูดของภรรยาตัวร้าย กระทั่งขมวดคิ้วสงสัย ว่านางเองก็รู้ศาสตร์การคำนวณฮวงจุ้ยเหมือนเขาหรือมีวิชาที่คล้ายคลึงกันหรือเปล่า
ไม่เช่นนั้น สิ่งที่เฉินถั่วถงพูดคงไม่ได้ตรงกับผลลัพธ์ที่เขาคำนวณออกมาถึงจุดที่ปลอดภัย
“ตามมา”
แม่เป็ผู้นำเดินไปข้างหน้า เฉินอ่าวก็ไม่เวลาให้คิดมาก เขาหันไปหาลูกๆ ทุกคนแล้วส่งสัญญาณให้เดินตามหลัง
แต่ว่า อยู่ๆ เหมือนจะมีสองคนที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
คนแรกคือเฉินต้า และอีกคนคือท่านตาผู้ชราที่แต่งตัวเอาขนไก่ฟ้ายุ่งกับการปักผมของตัวเอง เฉินอวี๋ที่หันกลับมาเห็นแบบนี้ก็ะโไปบอก ว่าขอให้พี่ใหญ่พาท่านตาไปที่ยอดเขาและตามพวกเขามาเร็วๆ
อย่างไรก็ตาม เหมือนเฉินต้าจะเข้าใจอะไรบางอย่างผิด สิ่งที่เฉินอวี๋ะโคือให้คนทั้งสองรีบเดินอย่ารั้งท้าย แต่เฉินต้านั้นกลับแบกท่านตาขึ้นหลัง จากนั้นเท้าสั่นๆ ของเขาก็ซอยยิกๆ วิ่งฝุ่นตลบ จนแซงเฉินถั่วถงผู้เป็แม่ด้วยความเร็วทะลุเข้าป่า
ฉากนี้ทำเอาทุกคนตกตะลึง ที่เด็ก 8 ขวบแบกผู้ใหญ่ขึ้นหลังได้แถมยังวิ่งด้วยความเร็ว
“หยุดก่อนพี่ชาย ท่านจะพาท่านตาเข้าป่าแบบนั้นไม่ได้นะ”
ครืนนนนนน…
รอยเท้าที่หยุดลงอย่างกะทันหัน ทิ้งรอยขูดลากยาวไถลไปเกือบสองเมตร รองเท้าฟางนั้นขาดั้แ่การวิ่งั้แ่ก้าวแรกแล้ว แต่แปลกที่ด้วยเท้าเปล่าเล็กๆ ของพี่ชาย กลับไม่มีแผลถลอกหรือาเ็จากการเหยียบหินและดินเลย
ท่านตาที่ถูกแบกขึ้นหลังยังคงมึนงงกับสิ่งที่เกิด เขารู้สึกถึงสายลมเย็นพัดผ่านหน้า ชูศีรษะที่รุงรังไปด้วยขนไก่หลากสีมองรอบๆ ท่านตาไม่ดิ้นหรือใที่ถูกหลานชายแบกขึ้นหลัง แถมเขายังคงสนุกโบกมือไปมาร้อง “โว๊กๆ” เพื่อขอให้เฉินต้าวิ่งต่อ
“เร่งฝีเท้าเถอะ จากด้านหลังเรา แม่ััได้ถึงการมาของคนกลุ่มใหญ่แล้ว”
หลังจากที่พวกเขาเดินอ้อมผ่านูเาออกจากหมู่บ้านได้ไม่นาน ก็เริ่มได้ยินเสียงร้องแว่วจากระยะไกลและเห็นควันไฟลอยขึ้นจากทางด้านหลัง
ไม่มีใครพูด แต่เข้าใจได้ว่าหมู่บ้านน่าจะถูกโจมตีแล้ว ยิ่งััถึงแรงสั่นะเืตามหลังมาติดๆ ก็ไม่มีใครกล้าที่จะหยุดพัก เดินเท้าไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอและอดทน
ซ่า!!~
“...”
เมื่อดวงอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆ ลอยขึ้นเต็มลูก ความร้อนก็เริ่มแผดเผาให้ผู้คนรู้สึกเวียนหัว
เฉินต้าดูเหมือนจะไม่เหนื่อยล้า ก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมท่านตาอย่างเป็จังหวะ ขณะที่เฉินอิงเอ๋อในอ้อมแขนของผู้เป็แม่ มีใบหน้าแดงอ่อนๆ เหงื่อท่วมตัวจากความร้อน
ส่วนเฉินอวี๋กับเฉินเหนียนอู่ที่สะพายห่อผ้า ทั้งสองพยายามขยับขาเล็กๆ ใช้มือข้างหนึ่งจับกิ่งไม้ข้างทางสำหรับพยุงตัว
ด้วยที่ร่างกายของทั้งสองยังเด็กมาก และไม่เคยได้ออกแรงเยอะในวันปกติ เขาและพี่สาวจึงหายใจหอบอย่างหนัก ขาสั่นเหมือนร่างกายจะใกล้หมดแรงล้มลงได้ตลอด แต่ก็ยังเม้มปากกัดฟันทน
เฉินถั่วถงไม่ยอมให้ใครได้หยุด นางสลับยกตัวเฉินเหนียนอู่และเฉินอวี๋สลับกันกับเฉินอ่าวเป็ระยะๆ ผลัดเปลี่ยนกันตลอดการเดินทางเพื่อไม่ให้ความเร็วการเดินเท้าลดลง
