“หากท่านปรมาจารย์ผังเซิ่งไม่ยอมเอ่ยปาก ข้าจะไปหาตระกูลซ่งเพื่อถามให้กระจ่างเสียก่อน ว่านี่เป็ความประสงค์ของตระกูลซ่งหรือเป็ความประสงค์ของท่าน ถึงเวลานั้นอย่ามาเสียใจภายหลังก็แล้วกัน!”
น้ำเสียงเปล่งวาจาแข็งกร้าว สร้างความกราดเกรี้ยวแก่ปรมาจารย์ผังเซิ่งอย่างหาที่สุดมิได้
บุรุษผู้เป็ถึงปรมาจารย์ย่อมมีศักดิ์ศรีสูงส่ง แม้เว่ยซูเสวี่ยจะเป็นักบุญของตำหนักดาวเหนือก็ยังจำเป็ต้องแสดงความเคารพต่อเขา
ทว่า ณ เวลานี้เว่ยซูเสวี่ยกลับกล้าเอ่ยคำถามต่อหน้าเขา ราวกับไม่ให้เกียรติต่อฐานะปรมาจารย์ของเขาอย่างสิ้นเชิง
“ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม รีบหลีกทางไปเสีย มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
พลังอำนาจอันน่าเกรงขามของปรมาจารย์ผังเซิ่งแผ่ขยายไปทั่ว บ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างสุดขีด ประสงค์จะสั่งสอนนักบุญ
เว่ยซูเสวี่ยกลับยิ้มเยาะ แล้วประกาศก้องว่า “ข้ามีคำสั่งอยู่ในมือ ใครก็ตามที่กล้าหยาบคายต่อหลิ่วิเยวี่ยผู้นั้นต้องตาย! เื่นี้จำเป็ต้องจัดการให้กระจ่างว่าใครเป็ผู้จัดแจงให้หลิ่วิเยวี่ยไปยังวังทะเลทรายรกร้างแดนเหนือ เป็ตระกูลซ่งหรือท่าน?”
ปรมาจารย์ผังเซิ่งแสยะยิ้มอย่างดูถูก “คำสั่ง? เ้าคิดว่าจะขู่ข้าได้หรือ?”
ทว่าเว่ยซูเสวี่ยกลับะโเสียงดัง “ข้ามีคำสั่งจากท่านเทพธิดาเหยากวงแห่งวังดารา ปรมาจารย์ผังเซิ่ง ท่านสำนึกผิดหรือยัง?”
เสียงะโดังก้องไปทั่วตำหนักดาวเหนือ สร้างความฮือฮาไปทั่ว
สีหน้าของปรมาจารย์ผังเซิ่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะตวาดลั่นว่า “เ้ากล้ากล่าวคำเท็จ!”
เว่ยซูเสวี่ยหยิบจี้หยกออกมาชูขึ้นสูงพร้อมเปล่งเสียงดัง “ท่านจำสิ่งนี้ได้หรือไม่?”
จี้หยกเปล่งแสงดาวระยิบระยับ แผ่พลังอันแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม ทั้งยังปรากฏภาพเงารางเลือน
แววตาของปรมาจารย์ผังเซิ่งเปลี่ยนไปอย่างตกตะลึง เขาเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน แน่นอนว่าเขาจำมันได้ดี
ในเวลานี้ เหล่าปรมาจารย์คนอื่นๆ ต่างทยอยเข้ามาถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น
เสียงเยาะเย็นเยือกดังก้องจากริมฝีปากของเว่ยซูเสวี่ย “เทพธิดาเหยากวงมีบัญชาห้ามมิให้ผู้ใดล่วงเกินหลิ่วิเยวี่ย ผู้อุกอาจฝ่าฝืนเท่ากับท้าทายนาง ท่านเทพธิดาจะลงโทษด้วยชีวิต! บัดนี้มีผู้อยากส่งหลิ่วิเยวี่ยไปยังวังทะเลทรายรกร้างแดนเหนือ เื่นี้ต้องสืบให้กระจ่างว่าใครเป็ผู้สั่งการ ท่านเทพธิดาเหยากวงจะเอาชีวิตผู้นั้น! และภายในสองวันหลังจากนี้ เทพธิดาเหยากวงจะเดินทางไปยังเมืองเสวี่ยอวิ๋น และสั่งให้หลิ่วิเยวี่ยติดตามไปด้วย ข้าขอให้ทุกท่านเป็พยาน ผังเซิ่งท่านสำนึกในความผิดแล้วหรือยัง?”
เหล่าปรมาจารย์แห่งตำหนักดาวเหนือต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น จริงอยู่ว่าหลิ่วิเยวี่ยถูกส่งมาโดยเทพธิดาเหยากวง แต่ทุกคนต่างทราบดีว่านางมิใช่หญิงบริสุทธิ์ จึงคิดว่าเทพธิดาเหยากวงคงไม่ใส่ใจนางมากนัก
ปัจจุบัน ด้วยความเกรงขามต่อตระกูลซ่ง เหล่าปรมาจารย์จึงไม่กล้ารับหลิ่วิเยวี่ยเป็ศิษย์ หลายคนแม้จะรู้แผนการส่งนางไปขังไว้ที่วังทะเลทรายรกร้างแดนเหนือ ก็ยังยอมปล่อยให้นางไปตายตามยถากรรม
แต่ใครจะคาดคิดว่าเหตุการณ์จะพลิกผัน เทพธิดาเหยากวงกลับ้าพาหลิ่วิเยวี่ยไปยังเมืองเสวี่ยอวิ๋น นี่หมายความว่าท่าน้ารับนางเป็ศิษย์เช่นนั้นหรือ?
ตระกูลซ่งหยั่งรากลึกในตำหนักดาวเหนือ ทว่าแม้จะมีอิทธิพลปานใดก็มิอาจล่วงเกินวังดาราได้
เป็ที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คนว่าการกลั่นแกล้งหลิ่วิเยวี่ยเป็เจตนาร้ายของตระกูลซ่ง เป็เพราะนางเอ่ยปากพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า ซ่งอวี้ชุนใช้อำนาจตระกูลในทางมิชอบด้วยการจงใจกดขี่ผู้อื่นและใส่ร้ายนาง ซึ่งทำให้ตระกูลซ่งสูญเสียหน้าตา
เื่เช่นนี้ควรปล่อยผ่าน มองข้ามความผิดและรักษาหน้าให้กันไว้ เพื่อให้มีหนทางปรองดองกัน
ทว่าหลิ่วิเยวี่ยกลับพูดความจริงอย่างโจ่งแจ้ง แม้จะโยนความผิดให้กับผู้าุโโถงคุมกฎ แต่ตระกูลซ่งกลับยิ่งโกรธแค้น จึงคิดแผนร้ายส่งนางไปยังวังทะเลทรายรกร้างแดนเหนือ หวังจะกำจัดนางให้สิ้นซากเป็ครั้งที่สอง
บัดนี้เว่ยซูเสวี่ยไม่ยอมลดละ ทั้งยังถือครองสิ่งล้ำค่าของเทพธิดาเหยากวง และมุ่งหมายเอาผิดปรมาจารย์ผังเซิ่ง เื่นี้สร้างความลำบากใจให้แก่ปรมาจารย์คนอื่นๆ เป็อย่างมาก
เื่นี้ทุกคนล้วนทราบดีว่าต้นเหตุมาจากไหน ทว่าหากจะโยงไปถึงตระกูลซ่งย่อมส่งผลร้ายแรง หม้อดำ[1]ใบนี้ย่อมต้องให้ปรมาจารย์ผังเซิ่งเป็ผู้แบกรับไว้แต่เพียงผู้เดียว!
แม้จะสำเร็จลุล่วงสู่ฐานะปรมาจารย์เหนือเมฆา ทว่าผังเซิ่งก็มิใช่บุรุษเขลา เขานั้นเพียงทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่บัดนี้กลับกลายเป็เหมือนคนใบ้กินหวงเหลียน[2] มีปากก็พูดไม่ได้
“ข้าเพียงเห็นว่าไม่มีใครเต็มใจรับนางเป็ศิษย์ จึงมอบหมายงานสบายๆ ให้กับนาง”
“เช่นนั้นท่านยอมรับผิดแล้วหรือไม่?”
เว่ยซูเสวี่ยมีหรือจะไม่รู้ว่านี่คือความตั้งใจของตระกูลซ่ง แต่ตระกูลซ่งนั้นฝังรากลึกในตำหนักดาวเหนือมาเนิ่นนาน ยามนี้นางอาศัยบารมีของผู้อื่น ย่อมไม่กล้าทำอะไรที่เกินขอบเขต
ปรมาจารย์ผังเซิ่งตะคอกเสียงลั่น “ข้ามีเจตนาดี! เหตุใดจึงต้องถูกลงโทษ?”
เว่ยซูเสวี่ยยกจี้หยกขึ้นสูง พูดด้วยน้ำเสียงเ็า “เทพธิดาเหยากวงมีคำสั่งว่าผู้ใดกล้าล่วงเกินหลิ่วิเยวี่ยผู้นั้นต้องตาย! ท่านจะเลือกปลิดชีพตนเอง หรือให้เหล่าปรมาจารย์ผู้ทรงเกียรติในที่นี้ลงดาบตัดศีรษะท่านแล้วส่งไปเซ่นท่านเทพธิดาเหยากวง?”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปาก ทุกคนต่างตกตะลึง สีหน้าเปลี่ยนเป็ตื่นกลัว เป็ที่ชัดเจนว่าเว่ยซูเสวี่ย้าฆ่าไก่ให้ลิงดู[3] นางคงไม่ยอมความง่ายๆ แน่
“เ้ากล้า!”
ปรมาจารย์ผังเซิ่งโกรธจัด ถึงอย่างไรเขาก็เป็ถึงปรมาจารย์เหนือเมฆา จะให้เขาปลิดชีพตนเองเช่นนี้ได้อย่างไร?
แม้ปรมาจารย์ผังเซิ่งจะจงใจกลั่นแกล้งหลิ่วิเยวี่ย และกระทำการล่วงเกินต่อนางจึงสมควรได้รับโทษทัณฑ์ แต่โทษที่ได้รับนั้นช่างโหดร้ายเกินไป เห็นได้ชัดว่าเว่ยซูเสวี่ยตีโพยตีพาย อาละวาดเกินกว่าเหตุ และจงใจหาเื่เขา
“ไม่ยินยอมหรือ?”
ดวงตาของเว่ยซูเสวี่ยฉายแววเย็นะเื คล้ายคมกระบี่ที่พร้อมสังหาร
ปรมาจารย์ผังเซิ่งโกรธจัดจนะโลั่นว่า “อย่าหาเื่เอาขนไก่มาทำเป็ลูกศร[4] หากเ้ายังกล้าหาเื่ข้าอีก ข้าจะจัดการเ้าให้สิ้นซาก!”
เว่ยซูเสวี่ยมองไปรอบๆ สายตาของนางกวาดผ่านเหล่าปรมาจารย์ที่มารวมกัน แล้วเย้ยหยันว่า “ปรมาจารย์ผู้ทรงเกียรติล้วนได้ยินถ้อยคำอันหยิ่งยโสของคนผู้นี้แล้ว เนื่องจากเขาปฏิเสธที่จะก้มหัวรับโทษ เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านปรมาจารย์ร่วมลงมือจัดการเขาแล้ว หากท่านใดรู้สึกอึดอัดใจ ข้าจะเชิญท่านเทพธิดาเหยากวงมาจัดการเื่นี้ด้วยตนเอง ถึงตอนนั้นหากท่านเทพธิดาซักถามเื่การรับศิษย์ ท่านปรมาจารย์ทั้งหลายคงต้องไตร่ตรองให้ดีว่าจะตอบคำถามอย่างไร เพื่อมิให้ท่านเทพธิดาโกรธกริ้ว”
บรรดาปรมาจารย์ในที่นั้นต่างมองหน้ากัน สีหน้าแต่ละคนล้วนหม่นหมอง
แท้จริงแล้วทุกคนต่างรู้ดีว่า ผังเซิ่งนั้นเป็เพียงสุนัขรับใช้ของตระกูลซ่ง และไม่มีใครอยากฉีกหน้าต่อสู้กับเขา
ทว่าเว่ยซูเสวี่ยกลับฉลาดหลักแหลม นางใช้ชื่อเสียงของเทพธิดาเหยากวงเพื่อกดดันทุกคน หากยังไม่ออกโรงช่วยเหลือ เมื่อยามที่ท่านเทพธิดามาถึงคงต้องเสียใจภายหลังแล้ว
“ผังเซิ่ง เื่นี้เ้าเป็ฝ่ายผิด เ้ากล้ารังแกข่มเหงศิษย์ที่ได้รับการเลือกจากเทพธิดาเหยากวง ข้าขอแนะนำให้เ้าปลิดชีพตนเองเสีย พวกเราจะจัดการเื่งานศพให้เ้าอย่างสมเกียรติ”
หนึ่งในปรมาจารย์เอ่ยปาก และแนะนำให้ปรมาจารย์ผังเซิ่งปลิดชีพตนเอง
“พวกเ้า!”
ผังเซิ่งโกรธเกรี้ยว แต่ถูกขัดจังหวะโดยปรมาจารย์อีกท่านหนึ่ง
“หลิ่วิเยวี่ยมีพร์ล้ำเลิศ การที่ท่านเทพธิดาเหยากวงส่งนางมาฝึกฝนยังตำหนักดาวเหนือ นั่นแสดงว่าท่านเห็นความสำคัญของตำหนักดาวเหนือของเรา เ้าทำเช่นนี้หากมันสร้างความไม่พอใจให้กับท่านเทพธิดาขึ้นมา ข้าเกรงว่าพวกเราทุกคนจะพลอยซวยไปด้วย เ้าควรสำนึกผิดและอย่าสร้างปัญหาให้พวกเรา”
“ให้ข้าปลิดชีพตนเอง? ไม่มีทาง!”
ผังเซิ่งโกรธจนสติแตก แม้จะรู้ดีว่าตนเองตกเป็จำเลยในเื่นี้แล้ว แต่ใครบ้างจะยอมสยบต่อชะตากรรมโดยไม่สู้?
ผังเซิ่งตัดสินใจหนีเอาชีวิตรอดในพริบตา
ทันใดนั้นเสียงฟ้าคำรามก็ดังกึกก้องไปทั่ว เหล่าปรมาจารย์ต่างลงมือขัดขวางผังเซิ่งท่ามกลางสายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้าง ฟาดฟันร่างของเขาจนะเิ กระเด็นตกลงสู่พื้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน
เงาตะคุ่มของเหล่าปรมาจารย์วุ่นวายไปมาอยู่ภายในลาน พวกเขาต่างแย่งชิงกันโจมตีด้วยใจที่นึกกลัวว่าจะเสียโอกาส
บัดนี้บาปทั้งหมดต้องตกเป็ของผังเซิ่ง และจำเป็ต้องรีบจัดการเขาให้สิ้นซาก การต่อสู้จึงต้องรวดเร็วและเด็ดขาด
ผังเซิ่งโกรธแค้นจนแทบคลั่ง เขาเพิ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปรมาจารย์ได้ไม่นาน การเผชิญหน้าแบบตัวต่อตัวก็ยังสู้คนอื่นไม่ได้ ไม่ต้องกล่าวถึงการถูกล้อมโจมตีจากหลายด้าน
เว่ยซูเสวี่ยเดินไปหาหลิ่วิเยวี่ย ก่อนจะสวมจี้หยกลงบนคอของนางอย่างแ่เบา พร้อมกับเอ่ยคำสั่งว่า “เ้าจงรีบออกเดินทางจากที่นี่เถิด ท่านเทพธิดากล่าวว่าสองวันหลังจากนี้ให้เ้าไปรอที่ยอดเขาสายหมอกเพื่อติดตามท่านไปเมืองเสวี่ยอวิ๋น ส่วนหลังจากนี้เ้าจงไปพักพิงอยู่ที่สาขากูอวิ๋นเป็การชั่วคราว จากเหตุการณ์ครั้งนี้ตระกูลซ่งคงไม่กล้ากลั่นแกล้งเ้าอย่างโจ่งแจ้งอีกแล้ว”
“ขอบคุณ...”
คำว่าอาจารย์อาถูกเก็บงำไว้ในใจของหลิ่วิเยวี่ย นางจดจำฐานะของตนได้เป็อย่างดี และไม่อาจเปิดเผยความสัมพันธ์กับจัวหลานชิวให้ใครรู้ได้
ไม่นานนัก ข่าวการสิ้นชีวิตของปรมาจารย์ผังเซิ่งก็แพร่กระจายไปทั่ว สร้างความโกรธแค้นให้กับตระกูลซ่งเป็อย่างยิ่ง แต่ด้วยเื่นี้เกี่ยวข้องกับเทพธิดาเหยากวง พวกเขาจึงได้แต่กลืนความโกรธไว้
เว่ยซูเสวี่ยประกาศคำการตัดสินใจของเทพธิดาเหยากวงต่อหน้าทุกคน จี้หยกที่คอของหลิ่วิเยวี่ยเป็สัญลักษณ์แทนเทพธิดาเหยากวง ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นให้กับทุกคน
ตระกูลซ่งไม่ได้ปรากฏตัว เหล่าปรมาจารย์คนอื่นๆ ได้แต่มองหลิ่วิเยวี่ยจากไป และเหตุการณ์นี้สร้างาแในใจให้กับปรมาจารย์หลายคนในตำหนักดาวเหนือ
จากตำหนักดาวเหนือไปยังยอดเขาสายหมอก ระหว่างทางต้องผ่านเมืองเสวียนซาน ข้ามจักรวรรดิเชียนซาน เข้าสู่จักรวรรดิเชียนเสวี่ย
เว่ยซูเสวี่ยมอบแผนที่ให้กับหลิ่วิเยวี่ยยามลาจาก ดวงตาของนางฉายแววความอาลัยเมื่อเห็นชื่อเมืองเสวียนซาน
แม้จะสิ้นสายใยกับตระกูลซู แต่มารดาของนางกลับถูกฝังไว้ ณ เมืองเสวียนซาน
เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้ต้องผ่านที่นั่น หลิ่วิเยวี่ยตั้งใจจะกลับไปสักการะดวงิญญาของมารดา ด้วยนางได้ทราบความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนแล้ว
ยามตะวันลับเหลี่ยมเขา ท้องฟ้าย้อมด้วยสีทองอร่าม งดงามด้วยสีสันของปุยเมฆ
...
ณ ทุ่งหญ้าห้าต้นหลิวภายนอกเมืองเสวียนซาน ชายร่างกายเปื้อนเืถอยหลังอย่างช้าๆ แววตาของเขาฉายแววความเคียดแค้น
ชายฉกรรจ์วัยกลางคนสามคนแววตาเต็มไปด้วยความโหดร้าย รุมล้อมชายหนุ่มผู้หนึ่ง มือถือกระบี่เข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว
“ซูอู่ ตำแหน่งเขยตระกูลเ้าช่างดีงาม ไยเ้าจึงดันทุรังสืบหาความจริงเพียงเพื่อนำพาตนเองสู่ความตาย!?”
เ้าจวิ้นเต๋อะโด่า เขาเป็พี่รองของเ้าเยี่ยนเหมย เป็ลุงรองของซูอวิ๋น แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็ศัตรูกับซูอู่ ทั้งยังนำน้องสามและสี่ไล่ล่าจนมาถึงที่นี่
ร่างกายของซูอู่เต็มไปด้วยาแ เืไหลไม่หยุด ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“ข้าไม่เคยลืมเื่ราวในอดีตได้เลย แต่ข้าก็ไม่เคยคิดฝันว่าสิบหกปีก่อน ผู้ที่ลงมือสังหารมารดาของิเยวี่ยจะเป็พวกเ้า! ข้าช่างโง่เขลาจริงๆ ที่แต่งกับหญิงร้ายกาจคนนั้น หาเื่เดือดร้อนให้ิเยวี่ย ทำร้ายผู้มีพระคุณ ข้าไม่มีหน้าไปพบตระกูลหนิง ไม่มีหน้าไปพบิเยวี่ย ข้ากลืนลมหายใจนี้ไม่ไหวแล้ว!”
เสียงคำรามอันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นของซูอู่ดังก้องไปทั่ว
หากไม่ใช่เพราะเขายังคงคิดถึงซูิเยวี่ยจนต้องรีบกลับมาตามหาในบริเวณเมืองเสวียนซาน เขาก็คงไม่มีวันได้พบความจริงว่าเ้าจวิ้นเต๋อเชี่ยวชาญทักษะฝ่าเท้าิญญา
ซูอู่ไม่มีวันลืมเลือนเหตุการณ์เมื่อสิบหกปีก่อน ครั้งที่เขาพยายามเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยเหลือมารดาของซูิเยวี่ย แต่กลับถูกคนร้ายผู้เชี่ยวชาญทักษะฝ่าเท้าิญญาขัดขวาง จนต้องยืนมองมารดาของซูิเยวี่ยล้มตายต่อหน้าต่อตา
ในตอนนั้นคนร้ายยังหมายจะสังหารซูิเยวี่ย โชคดีที่หนิงหยางปรากฏตัวขึ้นและช่วยชีวิตซูิเยวี่ยไว้ได้
สิบหกปีผ่านไป ซูอู่กลับค้นพบความจริงว่าเื้ัเื่ทั้งหมดนี้คือฝีมือของเ้าเยี่ยนเหมย ความจริงนี้ทำให้เขาโกรธแค้นจนแทบคลั่ง สุดท้ายจึงตัดสินใจตัดสัมพันธ์ตระกูลเ้าอย่างสิ้นเชิง
เ้าจวิ้นเต๋อะโด่า “เ้าโง่! สิบหกปีผ่านมาแล้วเหตุใดเ้ายังดื้อรั้นไม่ยอมวางเฉย? ยังดันทุรังต่อสู้เพื่อคนตาย แม้กระทั่งบีบให้ข้าต้องฆ่าเ้า!”
ซูอู่ตวาดเสียงแข็ง “ข้าซูอู่ แม้จะมิใช่ยอดคนแต่ก็ยังมีจิตสำนึก เมื่อครั้งหนิงหยางสิ้นลมหายใจหน้าประตูจวนของข้า ข้ารู้สึกละอายต่อผู้มีพระคุณ คิดจะเอาชีวิตชดใช้ แต่ด้วยห่วงใยภรรยาและลูก ข้ายังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ ใครจะคิดว่าข้าตาบอดใจบอด หญิงชั่วร้ายนั้นใจดำยิ่งกว่างูพิษ ข้าจะเอาชีวิตแลกเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้มารดาของของิเยวี่ย!”
“พี่รอง อย่าเสียเวลาพูดกับมัน ฆ่ามันทิ้งเสีย!”
เ้าจวิ้นเต๋อฮึดฮัด “ดื้อรั้น ฆ่า!”
ชายฉกรรจ์ทั้งสามกรูเข้าโจมตี คมกระบี่วูบวาบเฉียดไปมา บีบให้ซูอู่ต้องถอยร่นอย่างเสียเปรียบ เสียงะโด้วยความโกรธดังก้องกังวานไปทั่ว
“ตายเสียเถอะ!”
กระบี่ของเ้าจวิ้นเต๋อทิ่มแทงตรงเข้าที่หัวใจของซูอู่ แล้วทุ่มพลังปราณตบส่งร่างอีกฝ่ายจนลอยคว้างกลางอากาศ
เสียงร้องโหยหวนอันแสนโศกเศร้าของซูอู่ดังก้องไปทั่ว
เขารู้ดีว่าตนเองไม่มีทางรอด แต่กลับไม่มีความรู้สึกเสียใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับเปล่งเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น “กรรมดีมีผล กรรมชั่วมีสนอง ์ยังมีตา ชีวิตข้าไม่สำคัญ แต่ตระกูลเ้าจงเตรียมรับเคราะห์กรรมอันสาหัสเถิด แม้พี่หนิงจะสิ้นชีพ แต่หนิงเทียนกลับผงาดขึ้นมาแทนที่ เขาจะไม่มีวันปล่อยพวกเ้าไว้แน่!”
“ถึงคราวตายแล้วยังกล้าสาปแช่งพวกเรา ข้าจะฆ่าเ้า!”
แสงกระบี่วูบวาบพุ่งเข้าฟาดฟันลงมาอย่างฉับพลัน มุ่งตรงไปที่หว่างคิ้วของซูอู่
ซูอู่ที่าเ็สาหัสไม่อาจหลบหลีกได้ ทว่าในชั่วพริบตา อากาศรอบตัวพลันแปรเปลี่ยน กระแสลมพัดโหมกระหน่ำ เมฆหมอกดำทะมึนก่อตัวขึ้น บรรยากาศเย็นะเืแผ่ปกคลุมทั่วบริเวณอย่างฉับพลัน
---------------------------------------
[1] หม้อดำ (黑锅) หมายถึง แบกรับภาระหรือความผิดของคนอื่น เป็การป้ายความผิดให้หรือต้องรับผิดชอบแทน
[2] คนใบ้กินหวงเหลียน (哑巴吃黄连) หมายถึง อดทนต่อความทุกข์ระทมหรือความขมขื่น โดยไม่สามารถระบายหรือบอกใครได้
[3] ฆ่าไก่ให้ลิงดู (杀鸡儆猴) หมายถึง การลงโทษหรือทำตัวอย่างกับบุคคลหนึ่ง เพื่อให้คนอื่นๆ เกรงกลัวและไม่กล้าทำผิด
[4] เอาขนไก่มาทำเป็ลูกศร (鸡毛当令箭) หมายถึง การเอาสิ่งของที่ไร้ค่าหรือไร้ประโยชน์ มาใช้แทนสิ่งของที่มีค่าหรือมีประโยชน์ มักกล่าวถึงการเอาสิ่งของที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือการเอาสิ่งของที่มีอยู่นั้นมาทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป
