บทที่ 86 หนีรอดในที่สุด
“เกินไปจริงๆ นางเป็ผู้ฝึกตนตบะขั้นที่หกหวางเจ่อ แต่กลับลงมือกับผู้ฝึกตนขั้นที่สามเจินหยวน นับว่าเป็คนไร้จรรยาบรรณ เ้าจงพักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อน ไว้ข้าจะเอาชนะนางเอง หุบเขาเทียนเซียงไม่ใช่ของนางสักหน่อย” จื่อหลวนพูดกับฉินชู นางไม่ใช่ ‘คน’ ใจเย็นเช่นกัน นางอยู่ที่หุบเขาเทียนเซียงอยู่ดีๆ อยู่ๆ เฉียนหลิงอู่ก็มาบอกว่าเป็พื้นที่ของราชวงศ์เฉียน เฉียนหลิงอู่พูดอะไรก็ต้องเป็ไปตามนั้นอย่างนั้นหรือ การที่นางถอยออกมาเมื่อครู่นี้ เพราะไม่อยากให้ฉินชูโดนลูกหลง และการที่ต้องต่อสู้และปกป้องฉินชูไปในเวลาเดียวกันก็ทำให้นางไม่สามารถสำแดงพลังที่แท้จริงออกมาได้
“ระวังตัวให้ดี” ฉินชูเตือนจื่อหลวนอย่างเป็ห่วง
จื่อหลวนยิ้มให้ฉินชูก่อนจากไป นางไม่ปล่อยให้เฉียนหลิงอู่ได้สิทธิ์ยึดครองหุบเขาเทียนเซียงไปแน่นอน เพราะภายในหุบเขาเทียนเซียงมีอณูปราณค่อนข้างเข้มข้น เหมาะแก่การฝึกตน
เนื่องจากพลังต่อสู้ยังไม่แข็งแกร่ง ผนวกกับเฉียนหลิงอู่้าจับตัวเขา ดังนั้นฉินชูจึงไม่ตามไปดูการต่อสู้ด้วย ทำได้แค่อยู่ที่นี่และเข้าฌานฝึกตน รอจื่อหลวนกลับมา
หลังจากผ่านไปครึ่งวัน จื่อหลวนก็กลับมาในสภาพมีคราบเืที่ไหล่ซ้าย
“เ้าาเ็งั้นหรือ” ฉินชูลุกขึ้นพรวด พร้อมกับถามอย่างเป็ห่วง
“ไม่เป็ไร นางเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน นางถอยกลับไปแล้ว ข้ากลับมารับเ้ากลับไป” จื่อหลวนพูดกับฉินชู
เมื่อได้ยินที่จื่อหลวนพูด ฉินชูก็เข้าใจทันทีว่าครั้งนี้ จื่อหลวนเป็ฝ่ายได้เปรียบ เฉียนหลิงอู่เอาชนะจื่อหลวนไม่ได้จนต้องถอยกลับไป หลังจากเอาชนะเฉียนหลิงอู่ได้ จื่อหลวนจึงกลับมารับเขา
ฉินชูหยิบโอสถสมานแผลออกมายื่นให้จื่อหลวน จากนั้นก็ถูกจื่อหลวนพากลับเข้ามาภายในหุบเขาเทียนเซียง โดยที่คนจากสี่สำนักมหาอำนาจไม่รู้
สถานที่ที่เฉียนหลิงอู่กับจื่อหลวนสู้กันคือเขตพื้นที่ภายในหุบเขาเทียนเซียงที่อยู่ห่างจากชายแดนรอบนอกไกลโข ดังนั้นคนจากสี่สำนักมหาอำนาจจึงไม่มีทางสังเกตเห็น หน้าที่หลักของพวกเขาคือจับตาดูซึ่งกันและกัน จึงไม่ทันฉุกคิดว่ามีฝ่ายอื่นอีก
พื้นที่ด้านในที่จื่อหลวนพาฉินชูเข้ามายังไม่ถูกค้นพบ เพราะเส้นทางที่นางมาคือเขตพื้นที่สงวนระหว่างสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอก
หลังจากถึงพื้นที่ชั้นในหุบเขาเทียนเซียง ฉินชูก็บอกจื่อหลวนถึงวิธีที่คนจากราชวงศ์เข้ามาด้านใน
หลังจากที่รู้เื่ จื่อหลวนก็บอกให้ฉินชูรออยู่กับที่ เพราะนางจะเข้าไปที่อุโมงค์ใต้ดิน
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม จื่อหลวนก็กลับมา “จัดการเรียบร้อยแล้ว ฆ่าพวกนั้นไปสองคนและถล่มอุโมงค์ทางเข้าแล้ว”
ฉินชูคลี่ยิ้ม จื่อหลวนพูดจาอ่อนโยนกับเขามาก แต่เวลาลงมือทำอะไรกลับบ้าระห่ำและโเี้นัก
“ด้านนอก ยังมีคนเฝ้ามองอยู่ พวกเขาสนใจสถานที่แห่งนี้เช่นกัน” จื่อหลวนพูดกับฉินชู
หลังจากกวาดสายตามองไปรอบๆ หุบเขาเทียนเซียง ฉินชูก็บอกถึงความสำคัญของที่นี่ให้จื่อหลวนฟัง ตอนนี้ทั้งสี่สำนักมหาอำนาจต่างจับตามองซึ่งกันและกัน โดยที่ไม่ปล่อยให้ฝ่ายไหนย่างเข้ามาที่นี่ ส่วนราชวงศ์เฉียนเป็ฝ่ายแอบขุดอุโมงค์เข้ามาที่นี่ลับหลังทั้งสี่สำนัก แต่โชคไม่ดีต้องมาเจอจื่อหลวนเสียก่อน
“หญ้าหอมนภา...ที่แท้อณูปราณที่เข้มข้นในสถานที่แห่งนี้ก็มาจากหญ้าหอมนภานี่เอง เ้าอยากได้มันหรือไม่ หาก้าก็ไปเก็บมันสักหน่อย สถานการณ์ซับซ้อนวุ่นวายเช่นนี้ นางผู้หญิงจากราชวงศ์เฉียนคนนั้นไม่มีทางวางมือแน่นอน ใครจะไปรู้ว่านางจะบุกมาอีกเมื่อไหร่” จื่อหลวนพูดกับฉินชู
“ที่เ้าพูดก็มีเหตุผล ไม่ว่าสถานการณ์หลังจากนี้จะเป็ยังไง พวกเราควรตักตวงผลประโยชน์ให้ตัวเองก่อน แล้วอย่างอื่นค่อยว่ากัน” ฉินชูพูดอย่างเห็นด้วย
จากนั้นทั้งสองก็เริ่มออกตามหาหญ้าหอมนภา หลังจากเจอหญ้าหอมนภา ฉินชูก็รีบเก็บเข้าไปในแหวนมิติเก็บของ
จื่อหลวนที่ตามฉินชูก็ถามเื่นั้นเื่นี้อยู่ตลอดทาง นางเพิ่งออกมาจากโบราณสถานชิงหวาง ดังนั้นจึงไม่เข้าใจโลกภายนอกเท่าไร
“อาณาจักรนี้วุ่นวายจัง” หลังจากฟังสิ่งที่ฉินชูเล่า จื่อหลวนก็อุทานขึ้น
“ใช่แล้ว แต่เ้าจะเอาแต่อยู่ในโบราณสถานชิงหวางตลอดไปไม่ได้ จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้เ้าอาศัยอยู่ในนั้น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เ้าจำเป็ต้องกลมกลืนเข้ากับโลกมนุษย์ เรียนรู้อารยธรรมและความรู้ทั่วไปของมนุษย์ติดตัวบ้าง เพื่อเป็การพัฒนาตัวเอง” หลังจากเก็บหญ้าหอมนภาอีกหนึ่งกำใส่แหวนมิติ ฉินชูก็หันมาบอกจื่อหลวน
“เ้ารู้เื่ข้างั้นหรือ” จื่อหลวนมองฉินชูด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“อืม ข้ารู้ และยังรู้อีกว่าพญาวานรในโบราณสถานชิงหวางตัวนั้นเป็ลูกน้องเ้า ตอนนั้นเขาน่าจะปกป้องเ้าในระหว่างที่เ้าเข้าฌานอยู่ แต่กลับถูกพวกเราฆ่าตาย ข้าต้องขอโทษกับเื่นี้เป็อย่างมาก ทั้งหมดเป็เพราะความไม่รู้ของพวกเราเอง” ฉินชูพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิด
“ตอนนั้นเป็่เวลาสำคัญ เพราะข้ากำลังจะทะลวงตบะ ตอนที่เ้าเจอข้าคือ่เวลาที่ข้าอ่อนแอที่สุด หากตอนนั้นพวกเ้า้าฆ่าข้าทิ้งก็สามารถทำได้ แต่เ้ากลับเป็ฝ่ายป้อนโอสถข้า ทำให้ฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว” จื่อหลวนพูดกับฉินชู
ฉินชูคลี่ยิ้ม ตอนนี้เขาคิดเพียงแค่ว่า ในเมื่อเห็นคนาเ็ก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วย
“ก่อนหน้านี้เ้าไม่รู้ แต่ตอนนี้รู้แล้ว เ้าไม่รู้สึกแบ่งแยกงั้นหรือ” จื่อหลวนถามฉินชูอย่างสงสัย
ฉินชูส่ายหน้า “ไม่มีอะไรต้องแบ่งแยก จริงอยู่ที่มนุษย์คือเผ่าพันธุ์ของข้า แต่กระนั้นก็มีมนุษย์ด้วยกันที่้าให้ข้าตายอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่าเ้าไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกับข้า แต่ใน่ที่ข้าตกที่นั่งลำบาก เ้าก็เป็ ‘คน’ ช่วยข้าไม่ใช่หรือ”
จื่อหลวนพยักหน้า ก่อนหน้านี้นางไม่คิดจะพูดเื่สถานะของตนเอง เพราะคิดว่าไม่จำเป็และคิดว่าฉินชูคงรู้สึกแบ่งแยก เพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์มักจะไม่ถูกโฉลกกับเผ่าพันธุ์อสูร
หลังจากฉินชูรวบรวมหญ้าหอมนภาได้พอประมาณ ท้องฟ้าก็มืดแล้ว ครั้นแล้วฉินชูกับจื่อหลวนจึงกลับไปที่ถ้ำที่นางเคยอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้
ระหว่างเดินทางกลับ ฉินชูเจอละมั่งป่าหนึ่งตัว ฉินชูจึงลงมือล่าเพื่อเป็อาหารเย็น ทันทีที่พุ่งออกไป เขาก็หยุดชะงัก เพราะรู้สึกว่าจื่อหลวนคงรู้สึกไม่ดี เพราะเดิมทีนางก็เป็สัตว์อสูรจำแลงกาย
“ไม่ต้องคิดมาก ไม่ว่าจะเป็มนุษย์หรือสัตว์อสูร ผู้ที่อ่อนแอย่อมตกเป็เหยื่อผู้ที่แข็งแกร่ง ข้าไม่คิดมากหรอก” เมื่อเห็นฉินชูหยุดชะงัก จื่อหลวนก็เข้าใจความคิดของเขาขึ้นทันที
ฉินชูคลี่ยิ้ม เขาพบว่าจื่อหลวนเป็ ‘คน’ หัวไวช่างสังเกต นางอ่านความคิดเขาได้อย่างเฉียบขาดทันที
ครั้นกลับมาถึงถ้ำที่จื่อหลวนอาศัยอยู่ ฉินชูหยิบเบาะอาสนะออกมานั่งเข้าฌาน ถึงแม้จะมีเื่เกิดขึ้นมากมาย แต่เขาก็ต้องฝึกตนต่อไป
หลังจากนั้นตลอดสองสามวัน ฉินชูก็เอาแต่เก็บรวบรวมหญ้าหอมนภา โดยมีจื่อหลวนอยู่เป็เพื่อนตลอด ใครจะไปรู้ว่าเฉียนหลิงอู่จะโผล่มาอีกตอนไหน หากเฉียนหลิงอู่โผล่มา ฉินชูคงไม่มีโอกาสหนี
“จื่อหลวน เ้าไม่ต้องคอยคุ้มครองข้าก็ได้ ข้าคิดว่าเฉียนหลิงอู่คงไม่โผล่มาอีกสักระยะ เพราะนางยังไม่รู้วิธีเอาชนะเ้า เท่าที่ข้ารู้มา นางเป็ผู้ฝึกตนขั้นที่หกหวางเจ่อเพียงคนเดียวในพื้นที่แถบนี้ การที่มีเ้าปรากฏตัวขึ้นมาอีกคน นางคงหาวิธีรับมือไม่ทัน” ฉินชูพูดกับจื่อหลวน
“ไม่เป็ไร ข้าไม่มีอะไรทำ อยู่เป็เพื่อนเก็บสมุนไพรกับเ้าดีกว่า ว่าแต่เ้าจะทำอะไรต่อ” จื่อหลวนถามฉินชูอย่างอยากรู้อยากเห็น
ฉินชูส่ายหน้า “คงฝึกตนก่อน ข้ามีศัตรูไม่น้อย เฉียนหลิงอู่ก็ไม่มีทางปล่อยข้าไปง่ายๆ ไหนจะสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกที่จ้องเอาชีวิตข้าอีก หากไร้ซึ่งพลังต่อสู้ก็ไม่มีทางเอาชนะศัตรูได้”
“ในเมื่อไม่ขาดแคลนทรัพยากรฝึกตน เ้าก็จงอยู่ฝึกตนที่นี่ต่อแล้วกัน ข้าเองก็ต้องทำความคุ้นเคยกับร่างมนุษย์และสภาพแวดล้อมด้วยเช่นกัน” จื่อหลวนพูดเสนอความคิดขึ้น
“ได้ หากเฉียนหลิงอู่โผล่มาอีก พวกเราค่อยถอย” ฉินชูพูดเห็นด้วย
เฉียนหลิงอู่นั่งหน้าซีดเผือดอยู่บนราชรถสัตว์อสูร นางรู้สึกโกรธมาก อยู่ๆ มีผู้ฝึกตนขั้นที่หกหวางเจ่อโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ มิหนำซ้ำยังเสียฉินชูไปอีก
เมื่อนึกถึงฉินชู ไฟโทสะของเฉียนหลิงอู่ก็ยิ่งโหมกระพือขึ้นหนักกว่าเดิม ทั้งที่ปฏิบัติกับเขาเป็อย่างดี แต่เขากลับหนีไปอยู่กับศัตรู สำหรับนาง ฉินชูก็คือคนกวนประสาทดีๆ นี่เอง
