หลังจากที่ร้านขายของชำของอู๋ซิ่วเปิดกิจการ มันกลับขายดีจนน่าใ ดีกว่า่ที่ฮั่วเสี่ยวเหวินเพิ่งขายเต้าหู้เสียอีก
หลังผ่าน่เที่ยงไปก็แทบไม่มีคนมาซื้อเต้าหู้อีก ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงมีเวลาแวะไปดูร้านของอู๋ซิ่วด้วยความสนใจ
เธอคิดว่าร้านขายของชำจะเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตที่เคยเห็นนอกโรงเรียนในชาติที่แล้ว แบบที่ด้านในมีของกินของใช้หลากหลายประเภท ตอนนั้นเธอชอบชวนเพื่อนร่วมชั้นเรียนไปเดินซื้อของที่สุดแล้ว
แต่ไม่ใช่แบบนั้นร้านขายของชำของอู๋ซิ่วมีขนาดเล็กมาก ตัวร้านขนาดหนึ่งห้องถูกคั่นแบ่งด้วยชั้นวางของสองตู้ ด้านในมีพวกสบู่ บุหรี่ราคาถูกและของต่างๆ วางอยู่กระจัดกระจาย ส่วนอาหารก็มีไม่มากนัก
ฮั่วเสี่ยวเหวินตะลึงงันเมื่อเดินเข้ามา ‘นี่มันจะเล็กเกินไปแล้ว’ ร้านเล็กขนาดนี้ เธอจินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าเหตุใดจึงมีคนจำนวนมากแวะเวียนมาซื้อของทุกวัน
อาจเพราะเป็ของใหม่กระมัง ก็เหมือนอย่างตอนที่เธอเริ่มขายเต้าหู้ สองสามวันแรกมีลูกค้าเยอะ แต่จากนั้นกลับค่อยๆ ลดน้อยลง
“เสี่ยวเหวิน” อู๋ซิ่วแปลกใจมาก “ขายเต้าหู้เป็อย่างไรบ้าง?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินส่ายหน้า “ได้เงินมาไม่มากนักค่ะ”
ถึงอย่างไรก็เป็แค่เด็กคนหนึ่ง เห็นฮั่วเสี่ยวเหวินเป็แบบนี้ อู๋ซิ่วอดนึกถึงตัวเองในอดีตที่คอยคิดจะหาเงินเป็กอบเป็กำจากการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้
เมื่อก่อนเธอเคยทำธุรกิจขนาดเล็กมาก่อน แต่ละครั้งได้เงินมาไม่น้อยแต่สุดท้ายก็ต้องเลือกหาเงินโดยการรับจ้าง
เธอลูบศีรษะของฮั่วเสี่ยวเหวินด้วยความสงสารพลางพูดปลอบใจว่า “ไม่เป็ไร ถ้าทำไม่ไหวจริงๆ ก็มาหาป้าได้”
ฮั่วเสี่ยวเหวินพยักหน้าพูดขอบคุณอย่างขอไปที คิดในใจว่าร้านเล็กๆ แบบนี้จะทำเงินได้สักเท่าไรกันเชียว?
ั้แ่ที่บังเอิญได้ยินอู๋ซิ่วพูดว่า ‘เหตุใดต้องให้ค่าแรงเธอด้วย’ ฮั่วเสี่ยวเหวินพลันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เวลาเห็นอู๋ซิ่วทำดีกับตัวเองจะมองว่าอีกฝ่ายเสแสร้งแกล้งทำอยู่เสมอ
ทว่าเธอก็ได้เข้าใจเมื่อได้มาเห็นร้านขายของชำ เพราะหากหักต้นทุนออกแล้ว แต่ละวันมันทำกำไรได้แค่ไม่กี่หยวน
หากต้องให้ค่าจ้างฮั่วเสี่ยวเหวินอีกคงไม่เหลือกำไร อีกอย่างร้านเล็กขนาดนี้จำเป็ต้องมีผู้ช่วยเสียที่ไหน?
เธอซื้อสบู่หนึ่งก้อนแล้วเตรียมกลับบ้าน แต่อู๋ซิ่วดึงให้อยู่ต่อ บอกว่าเธอกลับไปก็ไม่มีอะไรทำอยู่คุยเป็เพื่อนป้าดีกว่า
ไม่รู้ว่าอู๋ซิ่วไปเอาเื่ราวมาคุยจากไหนเยอะแยะ ทั้งสองคุยกันไปสามชั่วโมงกว่า โดยอู๋ซิ่วเป็คนพูดเป็หลัก
“แม่ ผมหิวแล้ว” เสียงของเ้าอ้วนลอยมาจากไกลๆ ั้แ่ยังไม่เข้าประตู เขาคงวิ่งมาที่นี่ทันทีที่เลิกเรียน
ในร้านมีของกินไม่เยอะเพราะแบบนี้นี่เอง ฮั่วเสี่ยวเหวินหัวเราะร้องไห้ไม่ออก คุณป้าอู๋คงคาดเดาเื่ราวได้ล่วงหน้า
เ้าอ้วนวิ่งเข้ามาเร็วมาก จังหวะที่กำลังจะหาของกิน เขาดันเหลือบไปเห็นฮั่วเสี่ยวเหวินที่ยืนอยู่ด้านข้างเสียก่อน
“เสี่ยวเหวิน ไม่เจอกันนานเลย” เ้าอ้วนเดินมาหาด้วยความดีใจ ปากพูดจ้อไม่หยุด ลืมเื่ที่ตัวเอง ‘หิว’ ไปสนิท
จากนั้นก็วิ่งไปหาของกินเข้ามา เขากินอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมกับชักชวนเธอว่า “อันนี้อร่อย เธอรีบกินดู”
กว่าจะผละตัวออกมาสำเร็จไม่ใช่เื่ง่าย ฮั่วเสี่ยวเหวินปวดหัว สมแล้วที่เป็ครอบครัวเดียวกัน กระตือรือร้นและพูดมากเหมือนกันทั้งแม่ทั้งลูก
“แม่ อนาคตผมจะแต่งงานกับเสี่ยวเหวิน” เสียงเด็กน้อยของเ้าอ้วนลอยเข้าหู ฮั่วเสี่ยวเหวินทำเป็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เธอยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี เ้าอ้วนร้องไห้อย่างรุนแรงเมื่อเธอปฏิเสธ
ไหนบอกว่าเด็กๆ ลืมง่าย? เหตุใดผ่านมาหลายวันขนาดนี้แล้วเขายังไม่ลืมเื่นี้อีก?
“ได้ รอลูกโตแล้วค่อยแต่งงานกับเสี่ยวเหวิน” เสียงตอบกลับของอู๋ซิ่วมีความตามใจลูก นี่เป็แค่คำพูดหลอกเด็ก ฟังดูห่างไกลแต่ก็ดูหมายความตามนั้นเจ็ดส่วน
ในเวลามื้อเย็นจางเจียิกินน้อยมาก เสียงพูดอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง เขาเป็แบบนี้มาสักพักแล้ว ฮั่วเสี่ยวเหวินสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีนัก
พระอาทิตย์ขึ้นนานแล้วแต่จางเจียิยังไม่ยอมลุกจากเตียง ฮั่วเสี่ยวเหวินเพิ่งสังเกตเห็นว่าหน้าของเขาแดงระเรื่อ เมื่อลองเอื้อมมือไปแตะก็พบว่าหน้าผากร้อนรุ่มจนน่าใ
เธอประมาทเกินไปจริงๆ ทั้งที่เมื่อคืนรู้สึกว่าอุณหภูมิร่างกายของเขาสูงมาก แต่เธอกลับคิดว่าเป็เพราะเตียงอิฐ
เธอรีบหาเสื้อผ้าหนาๆ มาให้ จางเจียิตื่นั้แ่เมื่อไรไม่รู้ กำลังลุกขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
เธอยื่นเสื้อให้เขา “พี่เจียิ รีบสวมเสื้อตัวนี้ พวกเราต้องไปสถานีอนามัยประจำหมู่บ้าน”
แต่จางเจียิไม่ยอมไป ยืนกรานว่าตัวเองสบายดี และบอกว่าใกล้ไปทำงานสายแล้ว
“พี่คิดว่าอดทนแล้วจะหายป่วยได้เองหรือ?” ฮั่วเสี่ยวเหวินโมโห “ถ้าพี่เป็แบบนี้ ฉันจะทำงานอย่างสบายใจได้อย่างไร?”
ฤดูกาลนี้เป็หวัดกันได้ง่ายที่สุด หลายคนในหมู่บ้านต้องมาสถานีอนามัย หมอหลิวช่วยจับชีพจรให้เขาด้วยความรอบคอบ ถามว่า่นี้ไม่สบายตรงไหนหรือไม่
โรงพยาบาลเป็สถานที่แห่งการผลาญเงิน ต่อให้เป็แค่สถานีอนามัยก็ไม่ได้ราคาถูกเลย ฉีดยาหนึ่งเข็มกับจ่ายยาอีกแค่เล็กน้อยก็ต้องจ่ายเงินสิบกว่าหยวนแล้ว
เห็นฮั่วเสี่ยวเหวินจ่ายเงินปึกใหญ่ในมือออกไป จางเจียิพลันแย่งยาคืนให้กับหมอหลิว “ผมไม่เอายาแล้ว คุณลุงช่วยคิดเงินให้ใหม่ด้วยครับ”
หลายคนในหมู่บ้านเสียดายค่ายาไม่ต่างจากเขา หมอฉู่ไม่รู้สึกแปลกใจ เกลี้ยกล่อมแบบที่เคยเกลี้ยกล่อมตามปกติ “ต่อให้ไม่เอายาก็จ่ายน้อยลงไม่มาก สุขภาพสำคัญกว่านะ”
เมื่อรับยาออกจากที่นี่ สีหน้าของฮั่วเสี่ยวเหวินก็จมลง “ในสายตาพี่มีแค่เงินอย่างเดียวหรือ? เห็นเงินแค่นี้สำคัญกว่าชีวิต”
จางเจียิไม่ได้พูดอะไรเพราะรู้ว่าตัวเองเป็ฝ่ายผิด เขารู้สึกเกลียดตัวเอง และเกลียดที่ร่างกายตัวเองไม่เอาไหน
ฮั่วเสี่ยวเหวินใจอ่อนลง เธอเดินเข้ามาช่วยประคองเขาทั้งพูดอย่างอ่อนโยนว่า “พี่เจียิ พี่ไม่ต้องเสียดายเงิน ตอนนี้พวกเราหาเงินได้ทั้งคู่ วันหน้ามีแต่จะหาได้มากขึ้นไปอีก”
“หาเงินได้มากขึ้นไปอีก” จางเจียิอดนึกถึงคืนวันนั้นไม่ได้ วันนั้นฮั่วเสี่ยวเหวินหาเงินจากการขายเต้าหู้ได้เยอะมาก เธอพูดกับเขาด้วยความตื่นเต้นดีใจว่า “พี่เจียิ ไว้ฉันมีเงินเยอะกว่านี้ พวกเรามาเปิดโรงงานขนาดย่อมกัน ถึงเวลาจะได้หาเงินได้เยอะขึ้น”
คืนนั้นพวกเขาคุยกันเยอะมาก จางเจียิคอยจำสิ่งที่เธอพูด เขาไม่รู้ว่า ‘การสร้างธุรกิจ’ ที่เธอพูดถึงคืออะไร และไม่รู้เช่นกันว่าการเปิดโรงงานขนาดย่อมจะหาเงินได้เยอะจริงหรือไม่
แต่นี่คือความฝันของเธอ เขาอยากช่วยให้กลายเป็จริง ทว่าการล้มป่วยวันนี้กลับทำให้เธอต้องสูญเงินที่หามาสิบกว่าวัน เขาตำหนิตัวเองว่า “พี่ผิดเอง วันนี้ใช้เงินไปตั้งขนาดนี้ เธอจะ ‘สร้างธุรกิจ’ อย่างไร?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินผงะ คืนนั้นเธอแค่พูดไปอย่างนั้น นึกไม่ถึงว่าเขาจะจำได้ ที่แท้เขาเสียดายเงินขนาดนั้นก็เพราะเธอ
นึกถึงว่าเมื่อครู่นี้เธอโมโหใส่เขา ฮั่วเสี่ยวเหวินพลันรู้สึกผิดหนักกว่าเดิม
เธอกอดจางเจียิเบาๆ “พี่เจียิ พี่ไม่ต้องห่วง เงินหมดแล้วหาใหม่ได้ ฉัน้าเพียงให้พี่ปลอดภัยดี”
จริงอยู่ที่เธออยากรีบหาเงินมาสร้างธุรกิจ แต่หากจางเจียิเป็อะไรไป การมีเงินมากมายเช่นนั้นจะมีความหมายอะไร?
