วันต่อมา ชาร์ลส์ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งั้แ่ยามเช้าตรู่ เสียงนั้นทำลายความเงียบสงบยามรุ่งสาง ชาร์ลส์ที่ยังมึนงัวจากการตื่นนอน เดินไปเปิดประตูด้วยท่าทีเซื่องซึม สายตาพร่ามัวมองเห็นโจเซฟยืนรออยู่ที่หน้าประตู
"คราวนี้มีอะไรอีกล่ะ งานด่วนอีกแล้วใช่ไหม?" ชาร์ลส์ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงแต่แฝงความหงุดหงิด
โจเซฟตอบกลับอย่างร้อนรน สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล "โรแลนด์ถูกปล่อยตัวไปแล้ว?"
ชาร์ลส์ในสภาพสะลึมสะลือ พยักหน้ารับแต่เพียงแ่เบา "อืม..."
"..."
"อะไรนะ! โรแลนด์ถูกปล่อยตัวไปแล้วงั้นเหรอ?" ชาร์ลส์ทวนคำย้ำอีกครั้ง แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ที่เพิ่งแทรกตัวผ่านหน้าต่างมาสาดส่องบนใบหน้าที่ตื่นตระหนก
โจเซฟพยักหน้ายืนยันอย่างหนักแน่น ความใฉายชัดในดวงตาสีฟ้าอ่อน "ใช่ ถูกปล่อยตัวไปแล้ว เราต้องรีบไปที่กรม!"
เสียงฝีเท้าดังครืนขณะชาร์ลส์หันหลังกลับ รีบวิ่งเข้าไปจัดแจงเครื่องแต่งกาย มองเห็นฝุ่นฟุ้งกระจายเมื่อเขาคว้าเสื้อผ้ามาสวมอย่างร้อนรน ครู่เดียวเขาก็กลับออกมาอีกครั้ง สวมชุดที่ยับยู่ยี่ ผมเผ้ายุ่งเหยิง มีคราบน้ำจากการล้างหน้าอย่างลวก ๆ หลงเหลืออยู่ตามใบหน้า
"ไปเลย" ชาร์ลส์ร้องบอก ตาเหลือบไปเห็นตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่อยู่มุมห้อง อากาศยามเช้าอวลไปด้วยกลิ่นอายของความชื้นที่หลงเหลือจากคืนวาน
โจเซฟและชาร์ลส์ขึ้นไปบนรถม้าที่จอดรออยู่ คนขับรถเร่งม้าให้วิ่งไปอย่างเร็ว ราวกับเข้าใจถึงความสำคัญของเื่ที่พวกเขากำลังเผชิญ เสียงฝีเท้าม้ากระทบพื้นถนนดังสะท้อนท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าตรู่ที่ผู้คนกำลังเริ่มออกมาทำมาหากินกันอย่างขะมักเขม้น
คำถามชวนสงสัยปรากฏขึ้นในหัวของนักสืบหนุ่ม ทำไมโรแลนด์ถึงถูกปล่อยตัว ใครเป็คนสั่งการปล่อยตัวเขาไปเท่ากับว่าเบาะแสที่มีต้องขาดหาย
ขณะรถวิ่งไปบนถนน ร่างของทั้งสองโยกเยกตามแรงเหวี่ยงและการสั่นะเื แต่ก็ไม่ได้สนใจมันมากนัก นึกแต่อยากจะไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด อยากจะรู้ความจริงให้ได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ในที่สุดก็ถึงกรมปราบปราม รถม้าจอดสนิท ทั้งสองรีบะโลงมาจากตัวรถ โจเซฟสั่งให้คนขับนำรถไปจอดรอ ก่อนที่ทั้งคู่จะรีบวิ่งเข้าไปในตึก การพักผ่อนและการรักษาของกรมทำให้ตอนนี้ขาของโจเซฟนั้นดีขึ้นแล้ว สามารถวิ่งได้อย่างปกติ แม้จะไม่เร็วนักเพราะอาจยังหายไม่สนิท
ชาร์ลส์และโจเซฟวิ่งผ่านทางเดินและห้องทำงานไปอย่างร้อนรน ไม่สนใจสายตาที่เหลือบมองมาจากผู้คนที่พวกเขาเผชิญหน้าระหว่างทาง ใบหน้าของพวกเขาแสดงถึงความกังวลและเร่งร้อน ทุกย่างก้าวรวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อมาถึงชั้นสองหน้าห้องทำงานของเอ็ดเวิร์ด เลขานุการสาวผมสีน้ำตาลที่รวบเป็มวยเรียบร้อยเงยหน้าขึ้นมองพวกเขาทั้งคู่ ดวงตาสีเขียวมรกตฉายแววประหลาดใจเมื่อเห็นสภาพของชาร์ลส์ที่ดูยับเยินไม่เป็ทรง
"คุณชาร์ลส์? คุณโจเซฟ?" เธอทักทายพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย "เกิดอะไรขึ้น?"
ชาร์ลส์กำลังจะเปิดประตูห้องเข้าไปทันที แต่แขนของโจเซฟก็ยื่นมาห้ามไว้เสียก่อน
"หัวหน้าอยู่ในห้องใช่ไหมครับ?" โจเซฟถามอย่างสุภาพ
เธอพยักหน้า "ค่ะ เขากำลังตรวจเอกสารอยู่ แต่..." เธอชะงักเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของทั้งคู่ "ดูเหมือนจะเป็เื่สำคัญ ดิฉันจะแจ้งให้นะคะ"
เธอลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน กำลังจะเดินไปที่ประตู แต่โจเซฟยกมือห้าม "ไม่เป็ไรครับ ผมจะเคาะประตูเอง"
โจเซฟเคาะประตูสามครั้งด้วยมือที่มั่นคง ขณะที่หญิงสาวกลับไปนั่งที่โต๊ะ แต่ยังคงจับตามองทั้งคู่ด้วยความสงสัย
"เข้ามาได้" เสียงของเอ็ดเวิร์ดดังขึ้นจากอีกด้านของประตู ชาร์ลส์ผลักบานประตูให้เปิดออก ก่อนจะมองเห็นเอ็ดเวิร์ดนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน มือข้างหนึ่งถือปากกาขนนก อีกข้างหนึ่งวางอยู่บนกองเอกสารที่เรียงซ้อนกันหลายชั้น
"ทำไมโรแลนด์ถึงถูกปล่อยตัวล่ะครับ?!" เสียงดังลอดผ่านประตูออกมาจนเลขานุการสาวสะดุ้ง เธอละสายตาจากเอกสารตรงหน้า มองประตูห้องด้วยความกังวล ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหันมามองทางต้นเสียงเช่นกัน บางคนหยุดกระซิบกระซาบกัน แต่เมื่อสบตากับเธอเข้า พวกเขาก็รีบเดินจากไป ทิ้งให้เลขาสาวได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หวังว่าจะไม่มีเื่ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น
"ชายคนนั้นต้องรู้ข้อมูลสำคัญแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็สาเหตุที่พวกเขาถูกตามล่าจากองค์กรแปรอักษร หรือเบาะแสเกี่ยวกับการหายตัวไปของไมเคิลก็ตาม!"
โจเซฟเสริมต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "นอกจากนี้ยังอาจมีเื่เกี่ยวกับการวิจัยทดลองยาวิเศษที่สถานพยาบาลเซนต์มาร์กาเร็ตอีก หากเราปล่อยเขาไปตอนนี้ โรแลนด์อาจจะหลบหนีซ่อนตัว ถ้าเจอตัวไม่ได้อีก เบาะแสและข้อมูลสำคัญอาจหายไปหมดก็ได้นะครับ"
เอ็ดเวิร์ดขมวดคิ้ว ดวงตาคมกริบจ้องมองทั้งสองคนสลับกันไปมา "พวกเธอรู้เื่นี้มาจากไหน?"
"อิซาเบลเป็คนบอกผมครับ" โจเซฟตอบ
เอ็ดเวิร์ดถอนหายใจ 'เด็กคนนี้นี่รู้อะไรไม่ได้เลย' เขาแอบบ่นอยู่ในใจ
ผู้เป็หัวหน้าวางปากกาลงบนกองเอกสาร ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ฉันเองก็ไม่อยากปล่อยตัวเขาไปหรอก แต่มีคำสั่งจากเบื้องบนระดับสูงอีกทีให้ส่งตัวโรแลนด์กลับไปหาครอบครัว และห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก"
ชาร์ลส์ขมวดคิ้วมุ่น "ผมไม่เข้าใจว่าคนเบื้องบนคิดยังไง ทำไมถึงปล่อยเขาไปก่อนจะสอบปากคำให้ละเอียดกัน? ข้อมูลจากโรแลนด์มีความสำคัญมากในการตามหาเบาะแสต่อ!"
เอ็ดเวิร์ดส่ายหน้าช้าๆ สีหน้าดูหมองคล้ำไปด้วยความกังวล "ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ในเมื่อเราเป็เ้าหน้าที่ของทางการ ก็ต้องทำตามคำสั่งจากเบื้องบนระดับสูง แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม"
"งั้นเหรอ?" ชาร์ลส์ถามย้อน อารมณ์ฉุนเฉียวทำให้เขาแทบจะประคองคำพูดตามมารยาทไม่อยู่ "เราจะยอมรับคำสั่งที่ไม่สมเหตุสมผลแบบนี้ได้ยังไง? ไม่มีแม้กระทั่งการอธิบายเหตุผลให้เรารู้เลย!"
เอ็ดเวิร์ดจ้องมองชาร์ลส์ด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนๆ "ระวังหน่อยนะ ชาร์ลส์ ควรสงบสติอารมณ์ให้มากกว่านี้"
เขาหันไปหาโจเซฟ "พวกเธออาจเข้าใจว่าการสอบสวนโรแลนด์เป็เื่จำเป็ แต่คงต้องทำใจยอมรับความจริงว่าตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้แล้ว"
"ถ้างั้นจะให้เราทำอะไรต่อดีล่ะครับ?" โจเซฟถาม "เราจะปล่อยให้คนที่มีเบาะแสและข้อมูลสำคัญไปเฉยๆ เหรอ?"
เอ็ดเวิร์ดก้มลงมองกองเอกสาร กอบกุมมือไว้ที่หน้าผาก เขาครุ่นคิดเงียบๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอย่างหนักแน่น
"ฉันเข้าใจความรู้สึกของพวกเธอ ฉันเองก็อยากสอบสวนเขาเช่นกัน แต่เมื่อมีคำสั่งจากเบื้องบน เราก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำตามกฎระเบียบ"
เมื่อชาร์ลส์ได้ยินคำตอบจากเอ็ดเวิร์ดแล้ว เขาก็ยืนนิ่งอยู่ในห้อง ความรู้สึกไม่พอใจและสงสัยครุกกรุ่นในใจ แม้จะพยายามควบคุมอารมณ์ให้สงบ แต่คำสั่งที่ให้ปล่อยตัวโรแลนด์ออกไปทำให้เขารู้สึกถูกขัดขวางจากการค้นหาความจริง
ไม่ว่าจะเป็เื่ของยาวิเศษ หรือภาษาแปลกๆ ที่ใช้เขียนในสูตรต้นฉบับ ภาษาที่เขาอ่านออกได้โดยไม่เคยเรียนหรือเห็นมาก่อน ล้วนเป็ปริศนาที่เขายัง้าไขข้อข้องใจ
ท้ายที่สุดชาร์ลส์ก็ตัดสินใจขอโทษเอ็ดเวิร์ดและขอตัวออกจากห้องไปก่อน ซึ่งเอ็ดเวิร์ดก็อนุญาตให้เขากลับไป
เมื่อชาร์ลส์เดินจากออกไป เอ็ดเวิร์ดก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในใจเขาเองก็ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้เช่นกัน แต่ในฐานะเ้าหน้าที่ของทางการ เขาไม่มีทางขัดคำสั่งเบื้องบนได้ ยิ่งในฐานะผู้ยกระดับตัวตนระดับสูงด้วยแล้ว การแสดงออกหรือกระทำการใดๆ ต่างต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานเสียก่อน
แม้จะเข้าใจความรู้สึกของชาร์ลส์ดี แต่เอ็ดเวิร์ดก็ยังต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางการอย่างเคร่งครัด เขาเพียงแต่หวังว่าคนเบื้องบนจะมีเหตุผลอันสมควรในการตัดสินใจครั้งนี้ และหวังว่าจะไม่ส่งผลเสียต่อการสืบคดีเื่นี้ไปมากกว่านี้
โจเซฟยังคงยืนนิ่งอยู่ในห้อง เอ็ดเวิร์ดจ้องมองหลานชาย
"เธอรู้ใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงต้องทำตามคำสั่งนี้?" เอ็ดเวิร์ดถาม น้ำเสียงแ่เบาลง
โจเซฟพยักหน้า "ครับ ผมเข้าใจดี ในฐานะผู้ยกระดับตัวตนลำดับสูง คุณต้องระมัดระวังการกระทำมากกว่าคนอื่น การขัดคำสั่งอาจส่งผลร้ายต่อทั้งตัวอาและหน่วยงาน"
"ใช่..." เอ็ดเวิร์ดลูบหน้าอย่างเหนื่อยล้า "แต่ฉันก็เข้าใจความรู้สึกของชาร์ลส์ดี แน่นอนว่าต้องหงุดหงิดและไม่สบอารมณ์อยู่แล้วล่ะ ในเมื่อความพยายามที่แลกมาจากการเสี่ยงเป็เสี่ยงตาย ต้องมลายหายกับคำว่าถูกปล่อยตัว ตอนนี้เขาน่าจะกำลังหาวิธีตามหาตัวโรแลนด์อยู่แน่ๆ"
"ผมจะคอยดูแลเขาเองครับ" โจเซฟรับปาก "ชาร์ลส์อาจจะใจร้อน แต่เขาไม่ใช่คนที่จะทำอะไรโง่ๆ หรอกครับ"
เอ็ดเวิร์ดยิ้มบาง "ขอบใจมากนะ ต้องลำบากเธอแล้ว"
"ผมยินดีทำอยู่แล้ว อีกอย่างเขาก็เป็เพื่อนของผม" โจเซฟตอบก่อนจะขอตัวออกจากห้องไป ทิ้งให้เอ็ดเวิร์ดนั่งครุ่นคิดอยู่ท่ามกลางกองเอกสารที่ดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นทุกที
ชาร์ลส์หยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องทำงานของเอ็ดเวิร์ดหลังจากที่ออกมา เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อประคองอารมณ์ไว้ ระหว่างนั้นโจเซฟก็เดินตามออกมาด้วยสีหน้ากังวล
เลขานุการสาวผมมวยที่นั่งอยู่หน้าห้องเงยหน้าขึ้นมองทั้งคู่ เธอสังเกตเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของชาร์ลส์ แต่ก็ไม่กล้าถามอะไร
ขณะที่ชาร์ลส์เดินผ่านโต๊ะทำงานของเธอไป เ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ในแผนกต่างก็เหลือบมองตามด้วยความสงสัย บางคนกระซิบกระซาบกันเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าอารมณ์บูดของชาร์ลส์
เลขานุการสาวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะก้มลงทำงานต่อ แต่ดวงตาสีเขียวมรกตของเธอยังคงชำเลืองมองตามแผ่นหลังของทั้งคู่จนลับสายตา ในใจก็นึกสงสัยว่าต้องเกิดเื่สำคัญอะไรขึ้นแน่ๆ ถึงได้ทำให้นักสืบหนุ่มดูหงุดหงิดขนาดนั้น
ชาร์ลส์หันไปหาโจเซฟแล้วถามเสียงเบา "นายรู้ที่อยู่ของโรแลนด์ไหม?"
โจเซฟชะงักไปนิด เป็ไปตามที่อาของเขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด "อืม… ฉันรู้ แต่คิดว่าเราไม่ควรไปตามหาเขานะ เกรงว่าจะขัดต่อคำสั่งเบื้องบน"
ชาร์ลส์พยายามต่อ "แต่เราจำเป็ต้องได้ข้อมูลจากเขา ไม่งั้นคดีอาจจะปิดไม่ได้ ไหนๆ ก็ไหนๆ ..."
"หยุดความคิดนั่นซะ" โจเซฟตัดบท สายตาคมกริบจ้องมองเพื่อน "ตอนนี้คงทำได้แค่รอให้อารมณ์สงบลงก่อน พอถึงเวลาก็กลับมาสืบคดีกันใหม่"
ชาร์ลส์พยายามคาดคั้นต่อ หวังว่าโจเซฟจะเปลี่ยนใจ แต่เพื่อนของเขายังคงยืนยันจุดยืนเดิมอย่างหนักแน่น สุดท้ายชาร์ลส์ก็เลยตัดใจออกมา
ระหว่างที่เดินจากมา โจเซฟะโตามมาจากด้านหลัง "อย่าคิดทำอะไรบ้าๆ ล่ะ ฉันคอยจับตามองนายอยู่นะ"
ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว ไม่ได้หันกลับไป เขาตรงดิ่งไปยังห้องสำหรับสมาชิกที่้าความสงบ นั่งลงบนโซฟานุ่ม จิบชาร้อนและฝืนกินของว่างไปบ้าง แม้จะไม่รู้สึกอยากเท่าไร
ความอึดอัดใจจากการต้องปล่อยเื่ของโรแลนด์ผ่านไปทำให้ชาร์ลส์รู้สึกหงุดหงิด แต่เขาก็รู้ว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่น คำสั่งจากเบื้องบนเหมือนกำแพงที่ปิดกั้นเขาไม่ให้ตามหาความจริง
แต่ชาร์ลส์ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ ในเมื่อตามเบาะแสจากโรแลนด์ไปไม่ได้ เขาก็หันมาหาเบาะแสจากข้อมูลที่มีอยู่แทน
'คิดๆ ดูแล้ว หากจะมีใครเก็บข้อมูลอย่างละเอียดเอาไว้ล่ะก็ แหล่งที่น่าจะหาได้ก็คือที่กรมทหารพิทักษ์เมืองนี่แหละ ที่นั่นน่าจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ เหตุการณ์ไฟไหม้สถานพยาบาลเซนต์มาร์กาเร็ตอย่างละเอียด ถือเป็การรวบรวมข้อมูลก่อนที่จะไปสอบปากคำ ฮัมฟรีย์ เกรย์ อีกครั้ง'
ชาร์ลส์ลุกขึ้น เมื่อใจนึกออกว่าควรจะหาข้อมูลกับทหารพิทักษ์เมือง เขาเดินไปหาโจเซฟทันทีที่คิดได้ โจเซฟกำลังครุ่นคิดหนักเื่เบาะแสที่จะหาต่อจากนี้ พอเห็นเพื่อนสนิทเดินมาหา สายตาของโจเซฟก็หรี่ลงอย่างระแวดระวัง ในใจเดาว่าชาร์ลส์จะต้องมาถามเื่ที่อยู่ของโรแลนด์อีกแน่ๆ จึงรีบพูดแทรกไปก่อนว่า
"ถ้ากลับมาจะถามเื่โรแลนด์ล่ะก็ ฉันไม่มีทางบอกหรอกนะ อย่ามาซักไซ้!"
ชาร์ลส์ยกมือห้ามปราม รีบชี้แจงทันควัน "ไม่ๆ เื่นั้นฉันไม่ถามแล้ว"
โจเซฟเลิ่กคิ้ว สงสัยใคร่รู้ "งั้นนายกลับมามีอะไร?"
ชาร์ลส์เกริ่นนำว่าเขามีแผนการหาข้อมูลจากที่อื่นแทน จากนั้นอธิบายทุกรายละเอียดให้โจเซฟฟังอย่างตั้งใจ เมื่อเล่าจบ โจเซฟก็พยักหน้าเห็นด้วย
"ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย ถ้าแค่หาข้อมูลจากกรมทหารพิทักษ์เมือง หน่วยของเราก็มีอำนาจสอบถามได้อยู่แล้ว"
ดวงตาสีน้ำตาลของชายหนุ่มขยายกว้างขึ้น เหมือนว่าเขาเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออกมาได้ "จริงสิ เื่แดนลับแลละ?"
รอยยิ้มลึกลับผุดขึ้นบนใบหน้า "ถ้าเื่นั้น ไปดูกับตัวเองเลยดีกว่า ถือซะว่าเป็อีกหนึ่งความรู้เมื่อทำงานกับหน่วยเรา เพียงแต่ว่า..."
คราวนี้ชาร์ลส์หันขวับ ถามย้ำเสียงเข้ม "อีกแล้วเหรอ? เพียงแต่อะไรอีก"
โจเซฟไหวไหล่ ก่อนจะบอกว่า "เพียงแต่...การไปที่นั่นจะต้องรอให้ถึงตอนกลางคืนยามพระอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้าต้องปลอดโปร่ง ไร้เมฆหมอก ถึงจะไปได้"
คำพูดลึกลับทำให้ชาร์ลส์งงงวย เขาถามกลับอย่างสงสัย "ทำไมการไปที่นั่นถึงมีเงื่อนไขมากมายขนาดนั้น?"
แต่โจเซฟเพียงส่งยิ้มปริศนาให้อีกครั้ง ก่อนจะตอบสั้น ๆ
"เอาเถอะน่า พอถึงเวลานายก็จะรู้เอง ตอนนี้รอจนดึกค่อยไปกัน"
ชาร์ลส์พยักหน้ารับ ยอมรับว่าตัวเองก็สงสัยเต็มอกเกี่ยวกับแดนลับแลที่ว่า แต่ในเมื่อโจเซฟไม่อธิบายตอนนี้ เขาก็คงต้องอดใจรอต่อไป
