ทางฝั่งจางซื่อเองก็ใช่ว่าจะไม่มีแผนในใจ เงินค่าสินสอดห้าร้อยหยวนนั้นเขาพกติดตัวมาพร้อมจ่ายเต็มจำนวนอยู่แล้ว
ตระกูลถังแสดงท่าทีอยากจะดองกับเขาจนตัวสั่นระริก ถึงแม่หนูถังหว่านจะดูหัวแข็งคุมยาก แต่บ้านนี้ก็ไม่ได้มีลูกสาวคนเดียวเสียหน่อย... แม่หนู ‘ถังกุ้ยฮวา’ ก็ยังโสดสนิทอยู่นี่นา
จะแต่งกับใครก็ชื่อว่า ‘มีเมีย’ เหมือนกัน จริงอยู่ที่ถังหว่านสวยหยาดเยิ้ม แต่รูปร่างผอมกะหร่องเหมือนไม้เสียบผี จะไปสู้ถังกุ้ยฮวาได้ยังไง
สำหรับเสือผู้หญิงอย่างจางซื่อย่อมรู้ดี... ผู้หญิงที่มีเนื้อมีหนัง จับไปตรงไหนก็นุ่มนิ่ม ย่อมเร้าอารมณ์กว่าเป็ไหนๆ
เมื่อจางซื่อถูกเชิญไปนั่งในโถงกลาง ถังกุ้ยฮวาก็เดินกอดอกเชิดหน้าเข้ามา ปรายตามองถังหว่านด้วยแววตาเหยียดหยาม
“ยินดีด้วยนะยะแม่คนเก่ง เื่มงคลกำลังจะหล่นทับหัวอยู่แล้ว... แต่งเข้าบ้านสกุลจางไปเมื่อไหร่ ก็หัดทำตัวให้มันดีๆ หน่อยล่ะ”
ทิ้งท้ายด้วยวาจาเยาะเย้ยแล้วสะบัดก้นเดินจากไปราวกับนางพญา ไม่เปิดช่องให้หลานสาวได้โต้ตอบแม้แต่คำเดียว
แต่ความวุ่นวายยังไม่จบ...
จางซื่อเพิ่งจะหย่อนก้นลงเก้าอี้ไม่ทันไร ‘แม่ม่ายซุน’ ก็เดินนวยนาดตามเข้ามาสมทบที่บ้านสกุลถัง นางกวาดสายตาคมกริบไปรอบๆ พลางเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหว
ข่าววงในสายสืบแจ้งมาว่า... ยายแก่หลี่ชุ่ยเสียกำลังวิ่งวุ่นหาเมียให้ลูกชายตัวดี ‘ถังฟู่กุ้ย’
หึ ฝันไปเถอะว่าจะได้แต่งกับคนอื่น
หลังจากเื่คาวๆ คราวนั้น ชื่อเสียงของเธอในหมู่บ้านก็ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี เดินไปทางไหนก็โดนชี้หน้าด่าว่านางแพศยา พวกเมียหลวงในหมู่บ้านต่างพากันเฝ้าผัวแจ
เธอรู้ดีว่าคงไม่มีชายดีๆ คนไหนแลนางอีกแล้ว เื่ความรักหวานซึ้งนี่เลิกหวังไปได้เลย แต่จะให้ยอมเป็เมียน้อยหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวตลอดชีวิตน่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ
แต่ถังฟู่กุ้ยนั้นต่างออกไป...
ในเมื่อสถานการณ์บีบคั้นมาถึงขั้นนี้ เธอต้องฉวยโอกาสมัดตัวเขาให้อยู่หมัด
คิดจะหนีไปแต่งงานล้างคาวกับหญิงอื่นเรอะ? ข้ามศพเธอไปก่อนเถอะ
แม่ม่ายซุนก้าวเท้าเข้าโถงกลางอย่างมั่นอกมั่นใจ
ในขณะเดียวกัน... ในครัวหลังบ้าน ถังหว่านกำลังยืนทอดแผ่นแป้งข้าวโพดส่งกลิ่นหอมฉุยอย่างใจเย็น พลางเตรียมน้ำจิ้มต้นหอมซอยอย่างประณีต
ไม่ถึงห้านาที... เสียงก่นด่าระดับแปดหลอดของย่าหลี่ชุ่ยเสียก็ดังลั่นบ้าน
“ไสหัวไปเดี๋ยวนี้นะ หนังหน้าอย่างแกยังกล้าจะมาสู่ขอกุ้ยฮวาอีกเหรอ ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้าง”
“แล้วนั่นก็นังแพศยา ตัวเองทำตัวเหลวแหลกแล้วยังจะมาเกาะแกะลูกชายข้าอีก หน้าด้าน”
สถานการณ์ในห้องโถงโกลาหลสุดขีด จางซื่อยื่นคำขาดเสียงแข็งว่าถ้าไม่ได้แต่งกับถังกุ้ยฮวาก็อย่าหวังจะได้เงินห้าร้อยหยวนสักแดง ส่วนแม่ม่ายซุนก็ขู่ฟอดๆ ว่าถ้าถังฟู่กุ้ยไม่ยอมรับผิดชอบแต่งงานกับเธอ เธอจะไปแจ้งความข้อหาข่มขืน พยานก็มีอยู่เต็มหมู่บ้าน
ปู่ถังซานโฉ่วโกรธจนหนวดกระตุก คราวนี้เขาคงได้ตีขาถังฟู่กุ้ยให้หักจริงๆ ก็คราวนี้แหละ
แต่ก็นับว่าเป็โชคในคราวเคราะห์... เพราะความวุ่นวายขายปลาช่อนของคนพวกนี้ ทำให้ถังหว่านรอดพ้นจากเรดาร์ความสนใจไปได้ชั่วคราว
ถังหว่านรีบขบคิดหาทางหนีทีไล่ แผนการหาเงินของเธอรอช้าไม่ได้แล้ว
และเหมือน์จะเป็ใจ... โอกาสทองก็ลอยมาหล่นตุ๊บอยู่ตรงหน้า
่นี้ใกล้เข้าฤดูใบไม้ร่วง ทุกครัวเรือนต้องเริ่มกักตุน ‘ถ่านหิน’ สำหรับหน้าหนาว ฤดูร้อนยังพอทนใช้ฟืนเก็บตามป่าได้ แต่ฤดูหนาวทางเหนือนั้นโหดร้ายทารุณ หากขาดเตาถ่านให้ความอบอุ่น คงได้หนาวตายกันยกครัว
ปัญหาก็คือ... ถ่านหินไม่ได้มีขายตามร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย แต่ต้องเดินทางไปขนจากเหมืองถ่านซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าสามร้อยลี้ (ราว 150 กิโลเมตร) ต้องใช้ลากับเกวียนบรรทุกกลับมา บ้านคนเยอะอย่างตระกูลถัง ต้องใช้ถ่านอย่างน้อยสี่ห้าร้อยชั่งถึงจะพอพ้นหนาว
งานเก็บเกี่ยวในนากำลังจะเริ่ม ทุกคนยุ่งจนตัวเป็เกลียว หากต้องแบ่งแรงงานคนหนึ่งไปขนถ่าน ซึ่งต้องใช้เวลาไปกลับร่วมสิบวัน ย่อมกระทบกับผลผลิตปากท้อง
แต่สถานการณ์ตอนนี้... ถังฟู่กุ้ยเดี้ยงคาเตียง ถังกุ้ยฮวาก็เอาแต่สร้างปัญหา ย่าหลี่ชุ่ยเสียต้องคอยคุมเชิงที่บ้าน ขืนส่งคนอื่นไปอีก แรงงานหลักก็จะขาด
ถ้าขาดแรงงานไปสามคน... ฤดูหนาวนี้คงได้อดตายกันหมด
คิดสะระตะดูแล้ว... คนที่เหมาะสมที่สุดที่จะส่งไปก็คือ... ถังหว่าน
หญิงสาวแอบลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็แสร้งตีหน้าเศร้าทำท่าอิดออดไม่เต็มใจ เพื่อความแเี
สุดท้าย เธอก็ได้รับมอบหมายภารกิจนี้ โดยมีคำสั่งให้หนีบเอาพี่ชายคนรองที่สติไม่สมประกอบไปด้วย และให้ไปยืมเกวียนลากกับลาจากกองผลิต
การจะซื้อถ่านห้าร้อยชั่งต้องใช้สมุดคู่มือซื้อถ่านถึงสองเล่ม เมื่อขนถ่านดิบกลับมาแล้ว ก็ต้องมาบดผสมดินเหนียว แล้วอัดขึ้นรูปเองอีกที
งานกรรมกรชัดๆ แต่สำหรับถังหว่าน... นี่คือตั๋วเครื่องบินสู่อิสรภาพ
ย่าหลี่ชุ่ยเสียล้วงมือเข้าไปคลำหาของใต้เบาะนอนอย่างระแวดระวัง นางค่อยๆ คลี่ห่อผ้าหยาบออกทีละชั้น จนถึงชั้นสุดท้ายที่เป็ผ้าเช็ดหน้าเก่าๆ
“หันหลังไปซะ” นางตวาดใส่หลานสาว
ถังหว่านเบ้ปากใส่ลับหลัง ปล่อยให้ย่าใช้นิ้วแตะน้ำลายนับธนบัตรใบย่อยด้วยความขี้ตืด
ในที่สุด ย่าก็ตัดใจยื่นเงินปึกเล็กๆ จำนวน 25 หยวนมาให้
“ย่าคะ... ฉันกับพี่รองก็ต้องกินต้องใช้นะ ยี่สิบห้าหยวนนี่แค่พอจ่ายค่าถ่านเอง” ถังหว่านแย้งทันควัน เธอไม่ได้โง่สักหน่อย จะให้พกเสบียงแห้งไปกินกลางทางเป็สิบวัน ในหน้าร้อนแบบนี้มีหวังบูดเน่าหมด ให้มาแต่ค่าถ่าน แล้วเธอกับพี่ชายจะเอาอะไรยัดไส้?
หลี่ชุ่ยเสียถลึงตาใส่ “จะรีบไปไหน ยังให้ไม่หมดสักหน่อย”
นางจำใจดึงเงินอีก 2 หยวนออกจากปึกอย่างเสียดาย แล้วยัดใส่มือหลานสาว “เอ้า เอาไปแค่นี้แหละ หมดแล้วก็อด”
เงิน 2 หยวน... นี่แหละลาภลอยที่รอคอย
เพราะความจริงแล้ว... ถังหว่านไม่ได้คิดจะถ่อสังขารไปขนถ่านไกลถึงสามร้อยลี้จริงๆ หรอก
เงินรวม 27 หยวนนี้ จะเป็เงินทุนก้อนแรกสำหรับปูทางสู่อิสรภาพ
“เงินให้แล้ว ส่วนตั๋วอาหารไปขอแม่แกเอาเอง”
เมื่อไปขอตั๋วอาหารจากเถียนจ้าวตี้ ผู้เป็แม่เลี้ยงก็ไม่ได้ตระหนี่นัก เพราะกองผลิตแจกตั๋วอาหารท้องถิ่นมาให้เยอะแยะ แต่พวกเธอแทบไม่ได้เข้าเมือง เก็บไว้ก็เป็แค่เศษกระดาษ สู้ให้ลูกเอาไปใช้ดีกว่า
ถังหว่านกวาดตามองตั๋วในมือ... ตั๋วแป้งสาลี ตั๋วธัญพืชหยาบ ตั๋วข้าวฟ่าง ตั๋วมันฝรั่ง... แม้จะต้องเดินทางไกล แต่จุดหมายคือในเขตเมือง ตั๋วพวกนี้ใช้ได้แน่นอน
เมื่อจัดแจงข้าวของและพาพี่รองขึ้นนั่งบนเกวียน ถังหว่านก็บังคับลาเทียมเกวียนมุ่งหน้าออกจากบ้าน ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันของน้าสาวถังกุ้ยฮวาที่มองส่งท้าย
ทันทีที่ล้อเกวียนพ้นเขตบ้านสกุลถัง... พ้นจากอาณาเขตหมู่บ้านที่น่าอึดอัด
ถังหว่านสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด... นี่สินะ รสชาติของ ‘ชีวิต’
อากาศบริสุทธิ์ไร้มลพิษ ไม่มีเสียงแตรรถจอแจ หมู่บ้านโต้วเจียถูกทิ้งไว้เื้ัจนกลายเป็เพียงจุดเล็กๆ สายลมร้อนพัดปะทะใบหน้า แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกสดชื่นจนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังลั่น
แต่หัวเราะได้ไม่ทันไร น้ำตาก็พาลไหลอาบสองแก้ม
ชีวิตก่อน... เธอต้องสู้ตัวคนเดียว พ่อแม่ตายจาก ถูกอาเลี้ยงดูมาเหมือนเด็กกำพร้า พอสอบติดมหาวิทยาลัย ป้าสะใภ้ใจดำก็บีบให้อาตัดขาดกับเธอ แถมยังฮุบเงินประกันพ่อแม่เธอไปจนหมด เธอต้องกัดฟันปากกัดตีนถีบในเมืองหลวงมาหลายปี นึกว่าจะสบายแล้วแท้ๆ ดันต้องมาย้อนเวลาตกระกำลำบากแบบนี้อีก
บนถนนลูกรังอันเงียบสงบยามบ่าย ถังหว่านปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน ระบายความอัดอั้นตันใจที่สั่งสมมาทั้งหมด
‘ถังเสี่ยวจวิน’ พี่รองผู้ใสซื่อเห็นน้องสาวร้องไห้โฮก็ทำหน้าเลิ่กลั่ก ใจนทำอะไรไม่ถูก อยากจะเข้าไปปลอบแต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายด้วยความกลัวและสับสน เขาเลยแหกปากร้องไห้ตามน้องสาวไปด้วยเสียงดังลั่นทุ่ง
ร้องไห้ไป ร้องไห้มา... สุดท้ายถังหว่านก็หลุดขำ
“ฉันร้องไห้ระบายอารมณ์ แล้วพี่จะมาร้องตามทำไมเนี่ย...” เธอส่ายหน้ายิ้มทั้งน้ำตา “เคยได้ยินแต่เพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว นี่มีเพื่อนร้องไห้ด้วยเหรอเรา...”
หญิงสาวสั่งน้ำมูกฟืดฟาด ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าซับคราบน้ำตาและน้ำมูกให้พี่ชายอย่างอ่อนโยน
...
สองพี่น้องรอนแรมบนเกวียนลาที่กระเด้งกระดอนอยู่นานถึงห้าชั่วโมง กว่าจะเข้าสู่เขตตัวเมือง
ถังหว่านตั้งใจมุ่งหน้ามาที่นี่เพราะ้าหาลู่ทางทำธุรกิจ ค้าขายในตัวอำเภอเล็กๆ เสี่ยงเกินไปที่จะเจอคนรู้จัก แต่ถ้าเป็เมืองใหญ่แห่งนี้ ย่อมไม่มีใครจากหมู่บ้านมาเพ่นพ่านแน่นอน
กว่าจะถึงก็ล่วงเลยเข้า่บ่าย แป้งทอดแห้งๆ ที่กินรองท้องมาั้แ่เช้าย่อยสลายไปหมดแล้ว
เมื่อเกวียนเคลื่อนผ่านหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของ ‘เนื้อตุ๋น’ ก็ลอยมาแตะจมูก
ถังเสี่ยวจวินถึงกับเบรกขาแข็งหยุดเดิน จ้องมองร้านตาละห้อย ก้าวขาไม่ออก
ถังหว่านเองก็ได้กลิ่นหอมจนท้องร้องประท้วง ตาลายไปหมด
เธอก้มลงแตะเงินและตั๋วอาหารที่ซ่อนไว้อย่างดีในอกเสื้อ แล้วเงยหน้ามองแววตาเว้าวอนของพี่รอง
ความมัธยัสถ์แบบชาวบ้านพ่ายแพ้ให้กับความหิวโหยอย่างราบคาบ
ถังหว่านตบมือฉาดใหญ่
“เอาก็เอา วันนี้เราไปกินของดีกัน”
