เมื่อปีศาจหมอกสิ้นชีพ หมอกขาวทั่วขุนเขาก็สลายหายไป ลู่เต้าเหลือบไปเห็นนักพรตเสื้อเหลืองผู้หนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาด้วยความร้อนรน อายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปดปี ดูรุ่นราวคราวเดียวกับเขา
อีกฝ่ายมองลู่เต้าั้แ่หัวจรดเท้า เมื่อััได้ถึงพลังิญญาที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง ก็เอ่ยประชดประชัน “ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดถึงฆ่าปีศาจหมอกของข้าได้ ที่แท้ก็เป็ผู้ฝึกตนนี่เอง!”
ลู่เต้าเห็นอีกฝ่ายแต่งกายเป็นักพรต จึงคิดว่าเป็หูต้าเซียนผู้บำเพ็ญเพียรอยู่บนเขาตามตำนาน แต่เมื่อสังเกตอย่างถี่ถ้วนแล้ว กลับพบว่าใบหน้าของอีกฝ่ายต่างจากรูปปั้นในศาลเ้าโดยสิ้นเชิง เขาจึงถามอย่างสงสัยว่า “เ้าคือหูต้าเซียนหรือ”
“นั่นอาจารย์ข้า!” เมื่อนักพรตเสื้อเหลืองได้ยินลู่เต้าเอ่ยถึงหูต้าเซียน ในทีแรกก็มีสีหน้าโอหัง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็โกรธเกรี้ยว “แล้วเ้าเป็ใคร ที่นี่คือเขตต้องห้ามบนูเาศักดิ์สิทธิ์ของหูต้าเซียน ผู้ใดบุกรุกต้องตาย!”
“ข้าชื่อเฮยเจิ้ง ขึ้นเขามาเพื่อ้ารู้ว่าเหตุใดต้าเซียนที่ควรจะปกป้องชาวเมืองเบื้องล่าง กลับปล่อยให้ปีศาจหมอกออกอาละวาดสังหารผู้คน” แต่ทว่า...เขายกไม้สะกดมารขึ้นชี้ไปที่นักพรตเสื้อเหลืองด้วยสีหน้าเอาเื่ “ข้าคิดว่าน่าจะรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น”
ปีศาจหมอกเป็ปีศาจหมอกที่ต้าเซียนเลี้ยงเอาไว้ เื่นี้น่าจะอธิบายได้หมดแล้ว
“ฮี่ๆ” เสียงของนักพรตเสื้อเหลืองแหลมเล็กสูง ยามหัวเราะจึงเหมือนผู้หญิง มันเอ่ยถามอย่างไม่ยี่หระ “พูดเช่นนี้ เ้าเป็คนที่ชาวบ้านพวกนั้นส่งขึ้นมาอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ ข้าเป็แค่ผู้ฝึกตนไร้สังกัดที่ทนดูต่อไปไม่ได้ก็เท่านั้น”
นักพรตเสื้อเหลืองหัวเราะเยาะ “ชาวบ้านพวกนั้นคงไม่มีน้ำยาขนาดนี้กระมัง ข้าเห็นว่าเ้าสะพายกระบี่อยู่ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน...ในเมื่อไม่เกี่ยวกับชาวบ้านพวกนั้น เช่นนั้นเ้าก็รับผิดชอบการกระทำของเ้าเองก็แล้วกัน”
เขาทำท่าปาดคอ “เ้าทำลายปีศาจหมอกของอาจารย์ข้า ก็ใช้ชีวิตเ้ามาชดใช้ก็แล้วกัน เมื่อเ้าตายแล้ว ข้าก็จะไว้ชีวิตชาวบ้านพวกนั้น”
ลู่เต้าฟังแล้วก็รู้สึกงุนงง ทั้งสองคนจ้องหน้ากันอยู่นาน นักพรตเสื้อเหลืองจึงขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “นิ่งอยู่ทำไม เ้าคิดจะให้ข้าลงมือเองหรือ”
ทันใดนั้นนิ้วของนักพรตเสื้อเหลืองก็มีแสงเย็นวาบขึ้น ลู่เต้ารู้สึกถึงอันตรายโดยสัญชาตญาณ เขาเบี่ยงตัวหลบทันใด ความเย็นะเืพุ่งผ่านหน้าไป เสียง “ฉึกๆ” ดังก้อง เข็มเงินสองเล่มปักเข้าไปในต้นไม้ด้านหลังจนเหลือเพียงส่วนปลายที่โผล่ออกมา
หากลู่เต้าหลบไม่ทัน เข็มเงินคงปักเข้าที่ตาของเขาไปแล้ว
“ตอบสนองไวดีนี่!” นักพรตเสื้อเหลืองมีท่าทีตื่นเต้น ดวงตาเป็ประกายราวกับเด็กที่พบจิ้งหรีดในพงหญ้า “ข้าจะต้องฝึกเ้าให้กลายเป็ปีศาจหมอกร้ายตนใหม่ให้ได้!”
ลู่เต้าใช้พลังจิตสำรวจ พบว่าอีกฝ่ายมีพลังิญญาใกล้เคียงกับตน เขาจึงกำไม้สะกดมารแน่นพร้อมตั้งท่า “เช่นนั้น เ้าคงต้องผิดหวังแล้ว”
นักพรตเสื้อเหลืองแสยะยิ้ม ก่อนพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว เข็มเงินแปดเล่มพุ่งออกจากนิ้วทั้งสิบ
เข็มพวกนั้นพุ่งเข้ามาเร็วยวด ลู่เต้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยกไม้สะกดมารขึ้นปัดป้อง นักพรตเสื้อเหลืองดูเหมือนจะขว้างเข็มออกไปอย่างไม่ใส่ใจ แต่เข็มทุกเล่มล้วนมุ่งไปยังจุดตายของลู่เต้าทั้งสิ้น
เสียง “ติ๊ง” ดังขึ้นเบาๆ เข็มเงินหกเล่มร่วงลงพื้น มีสองเล่มที่เขากันไม่ทัน มันปักเข้าที่แขนและต้นขา โชคดีที่ลู่เต้าเบี่ยงแขนขาหลบจุดตายได้ทันท่วงที
ลู่เต้าแค่นเสียงปวดตรงเข็มแทงอย่างแสนสาหัส และก่อนที่เขาจะตั้งตัวได้ นักพรตเสื้อเหลืองก็มาปรากฏตัวขวางหน้า ก่อนจะผลักฝ่ามือทั้งสองเข้าที่อกของลู่เต้าอย่างแรง
อีกฝ่ายออกกระบวนท่าเร็วเกินคาด ลู่เต้าเห็นอย่างไรก็หลบไม่ทัน จึงไม่หลบ รวบรวมพลังิญญาป้องกันหน้าอก พร้อมพุ่งเข้าชนอีกฝ่ายแทน
ฝ่ามือพิฆาติญญาที่รวบรวมพลังิญญานี้ สามารถทำลายต้นไม้ใหญ่ที่ต้องใช้คนสามคนโอบได้ เมื่อนักพรตเสื้อเหลืองเห็นว่าโจมตีได้โดยง่ายเช่นนี้ ก็ยิ้มเยาะในใจ “เ้าคงต้องกลายเป็ปีศาจหมอกร้ายแน่แล้ว!”
ใครจะรู้ว่าฝ่ามือทั้งสองที่ฟาดลงไปกลับเหมือนกับตบเข้ากับกำแพงหิน การเสี่ยงเป็เสี่ยงตายของลู่เต้าไม่เพียงแต่สามารถสลายพลังฝ่ามือได้ แต่ยังส่งแรงสั่นะเืกลับไปให้นักพรตเสื้อเหลืองแขนชาดิก ก่อนจะถอยหลังไปหลายก้าว
ลู่เต้าตบหน้าอกเบาๆ แม้รู้สึกเจ็บเล็กน้อย แต่ไม่ได้เป็อะไรมาก ซึ่งนั่นทำให้เรารู้สึกประหลาดใจ ‘โชคดีที่ข้าทะลวงจุดชีพจรได้ที่เมืองัทมิฬ มิเช่นนั้นข้าคงรับฝ่ามือทั้งสองนี้ไม่ไหวแน่’
ในตอนแรกนักพรตเสื้อเหลืองคิดว่าลู่เต้าเป็แค่ผู้ฝึกตนที่เพิ่งเริ่มฝึก จึงไม่ได้ใส่ใจ แต่เมื่อตนรู้สึกเจ็บขึ้นมาก็โกรธจนแทบคลั่ง เขาตวาดเสียงแหลม “เ้าหนูนี่! ข้าประมาทเ้าไปเอง!”
เขาชักกระบี่ตรงเอวออกมาแทงลู่เต้า
เมื่อเห็นอีกฝ่ายชักกระบี่ออกมา คราวนี้ลู่เต้าไม่กล้าใช้หน้าอกรับอีก ยกไม้ขึ้นปัดป้องเสียงดังก้อง “เคร้ง” กระบี่ที่ส่องประกายเย็นเยียบปะทะกับไม้สีดำจนเกิดประกายไฟเล็กน้อย
นักพรตเสื้อเหลืองสะบัดปลายกระบี่ปัดป้องการป้องกัน ก่อนจะฟัดกระบี่ในแนวนอน หวังจะผ่าท้องของลู่เต้า ลู่เต้าปรับเปลี่ยนท่วงท่าทันเวลา ใช้มือทั้งสองกำไม้สะกดมารฟาดไปทางกระบี่ที่พุ่งเข้ามา
กระบี่และไม้สะกดมารปะทะกัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ ้ากำราบอีกฝ่าย ร่างกายของลู่เต้าสั่นเทาเล็กน้อยเพราะใช้พลังิญญาอย่างต่อเนื่อง แต่นักพรตเสื้อเหลืองกลับถามด้วยท่าทีสบายๆ “เ้ามีกระบี่ เหตุใดจึงไม่ใช้เล่า”
กระบี่ิญญาฉิวหมัวเสียหายเพราะปกป้องลู่เต้าที่เมืองัทมิฬไปแล้ว และลู่เต้ายังรู้สึกผิดถึงตอนนี้ด้วยซ้ำ เขาจึงไม่อยากให้ฉิวหมัวต้องออกมาต่อสู้ในสภาพเช่นนี้
ลู่เต้าแสยะยิ้ม “จัดการเ้า ไม่จำเป็ต้องชักกระบี่หรอก”
“หึ” นักพรตเสื้อเหลืองกล่าว “ความสามารถก็ไม่ได้มีมาก แต่ปากดีนัก!”
ว่าแล้ว มือที่ว่างอยู่ก็ฟาดเข้าหาหน้าอกของลู่เต้าอีกครั้ง ‘ดูซิ คราวนี้เ้าจะใช้อกรับอย่างไร!’
ฝ่ามือพิฆาติญญาพุ่งเข้ามาอย่างแรง ลู่เต้ารีบใช้มือข้างหนึ่งรวบรวมพลังิญญาต้านรับฝ่ามือของอีกฝ่าย
ฝ่ามือทั้งสองกระทบกันด้วยพลังอันมหาศาล กระแสลมพัดออกจากจุดศูนย์กลางของทั้งสอง จนกิ่งไม้ใบไม้ของต้นไม้ใหญ่ข้างๆ สั่นไหว แม้แต่ต้นหญ้าก็ยังลู่ลง
ลู่เต้าไม่ได้เป็อะไร แต่อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้ว รีบชักฝ่ามือกลับก่อนจะหยั่งปลายเท้าถอยห่างออกไป
นักพรตเสื้อเหลืองมองฝ่ามือของตนเอง พบว่าฝ่ามือตนกลายเป็สีดำ เพียงแค่มองก็รู้ว่าโดนพิษ! ที่แท้ตอนที่ลู่เต้ารวบรวมพลังิญญาเข้าที่ฝ่ามือเมื่อครู่ เขาใช้เคล็ดวิชากรงเล็บพิษ พิษจึงแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของอีกฝ่ายในจังหวะที่ฝ่ามือทั้งสองปะทะกัน
เขามองฝ่ามือขวาของลู่เต้า ปลายนิ้วทั้งห้าเป็สีดำสนิท ชัดเจนแล้วว่าเป็เคล็ดวิชากรงเล็บพิษ!
นักพรตเสื้อเหลืองกล่าว “ข้ายังคิดว่าเป็คนฝ่ายธรรมะ ที่แท้ก็เป็ศิษย์สำนักพิษ เ้ากับข้าล้วนเป็คนนอกรีตที่ฝ่ายธรรมะเดียดฉันท์ คนนอกรีตด้วยกันเหตุใดต้องทำร้ายกันด้วยเล่า”
“อย่าเอาข้าไปรวมกับพวกเ้า! ข้ากับพวกเ้าไม่เหมือนกัน”
นักพรตเสื้อเหลืองแสยะยิ้ม “ใช้พิษหาใช่เป็วิถีที่เปิดเผยและเที่ยงธรรมของฝ่ายธรรมะไม่”
ลู่เต้าพูดไม่ออก กฎของสำนักพิษเข้มงวด ตำราที่ช่วยให้ศิษย์สามารถปลุกพลังกรงเล็บพิษได้จะไม่เปิดเผยต่อคนนอก เขาใช้วิชาพิษที่แย่งชิงมาจากเจี่ยเหยียนอันซึ่งเป็ศิษย์สำนักพิษ จึงทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเขาเป็คนของสำนักพิษได้ง่าย
อาการชาที่มือของนักพรตเสื้อเหลืองไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา พิษกลับไหลเวียนไปตามแขน ในเวลาไม่นานก็ลามไปถึงข้อศอก เขารีบหลับตาควบคุมลมปราณ ก่อนที่พิษจะแผ่กระจายไปทั่วร่างอย่างเร็วรวด
พิษสีดำที่ปกคลุมทั่วแขนหยุดนิ่ง ก่อนจะรวมตัวกันตรงกลางฝ่ามือ พิษสีดำบนฝ่ามือค่อยๆ หดเล็กลง สุดท้ายก็กลายเป็จุดดำเล็กๆ แล้วหายไปโดยสิ้นเชิง
นักพรตเสื้อเหลืองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกระอักเืสีดำออกมา จากนั้นก็กล่าวด้วยเสียงสดชื่นว่า “เอาล่ะ...พวกเรามาต่อกันเถอะ!”
