“พี่จู!” เงาร่างหนึ่งข้ามผ่านราตรีแอบย่องเข้าไปในลานของศิษย์สามัญ
“เย่หยาง?” จูชิงมองชายหนุ่มที่ดูแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงจนไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเอง
ตอนที่จูชิงพบเย่หยางครั้งแรก เย่หยางเป็แค่ศิษย์สามัญ สถานะต่ำต้อย
หากแต่เย่หยางที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้มิใช่คนขี้ขลาดตาขาวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว สีหน้าเปี่ยมล้นด้วยพลังและความมั่นใจ
ระยะเวลาเพียงครึ่งเดือน เย่หยางเปลี่ยนไปมากขนาดนี้เชียวหรือ เกิดอะไรขึ้นกับเขา?
“พี่จู พวกเขาบอกว่าท่านอยู่ที่ลานสามัญ ตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อ ไม่คิดเลยว่าจะเป็เื่จริง” เย่หยางใมากที่เห็นจูชิงอยู่ในลานสามัญ
แม้ว่าเย่หยางจะสูญเสียความทรงจำส่วนหนึ่งของเกาะหลัวโหวไป แต่ก็ยังจำภาพตอนที่พบจูชิงครั้งแรกได้เป็อย่างดี เขาเคยนึกว่าจูชิงเป็หลานของผู้าุโในสำหนัก
ทั้งเขายังได้ยินเื่ที่จูชิงมีเหรียญตราปรมาจารย์มาจากจินขวางกับซั่งกวานจือหนิง เหรียญตราปรมาจารย์สำคัญยิ่งยวด ทว่าจูชิงกลับไม่ได้เป็ศิษย์ของขุนเขากระบี่เทียนหยวน หากแต่เพราะเหรียญตราปรมาจารย์จึงได้เข้าร่วมกับสำนัก การที่จักร้องขอให้ผู้าุโสักคนรับเป็ศิษย์สืบทอดใช่ว่าจักเป็ไปไม่ได้เสียทีเดียว
เย่หยางคิดไม่ถึงเลยว่าจูชิงจะถูกส่งมาที่ลานสามัญ ตำแหน่งที่ต่ำที่สุดของขุนเขากระบี่เทียนหยวน
ศิษย์สามัญ ถึงจะใช้คำว่าศิษย์ แต่ความจริงแล้วไม่ต่างอะไรกับแรงงานทาส ไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะฝึกฝนวิชาด้วยซ้ำ
“พวกผู้าุโคิดอะไรอยู่ เหตุใดถึงส่งท่านมาที่ลานสามัญ พวกเขาไม่รู้หรือว่าเหรียญตราปรมาจารย์สำคัญขนาดไหน ท่านได้รับเหรียญตราปรมาจารย์ พิสูจน์ได้ว่าท่านมีบุญสัมพันธ์กับท่านปรมาจารย์ พวกเขาจักสงสัยท่านทำไม” เย่หยางขุ่นเคืองเล็กน้อย
จูชิงยักไหล่คล้ายไม่แยแส “เื่ของผู้ใหญ่ เด็กอย่างพวกเราจักไปรู้อะไร?”
เย่หยางยิ้มขมขื่น “ข้าเคยอยู่ลานสามัญมาก่อน ข้ารู้ดีว่ามันเป็ยังไง พี่มาด้วยกันกับข้าเถอะ ตอนนี้คำพูดข้าพอจักมีน้ำหนักอยู่บ้าง สำนักไม่น่าจะว่าอะไร”
“เ้าสบายดีใช่หรือไม่ ดูเหมือนเ้าใกล้จักทะลวงเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณแล้ว” จูชิงยิ้ม
เย่หยางยิ้มเจื่อนๆ เขามีวันนี้ได้ก็เพราะจูชิง ไม่เช่นนั้นเขาก็คงตายอยู่บนเกาะหลัวโหวตั้งนานแล้ว
“ทั้งหมดเป็เพราะหญ้าโลหิตัของท่าน ไม่อย่างนั้นผู้าุโคงไม่ถูกชะตารับข้าเป็ศิษย์” เย่หยางกล่าวด้วยสีหน้าซาบซึ้งจากใจจริง
หญ้าโลหิตัเป็สมุนไพรดึกดำบรรพ์ เป็หนึ่งในสมุนไพรชั้นเลิศอันดับต้นๆ ของเกาะหลัวโหว ไม่เคยมีศิษย์คนไหนค้นพบสมบัติล้ำค่าเยี่ยงนั้นบนเกาะหลัวโหว
ผลัดเส้นเอ็น เปลี่ยนไขกระดูก สามารถทำให้คนธรรมดาๆ อย่างเย่หยางเป็ศิษย์ของผู้าุโได้ เห็นได้ชัดว่าสรรพคุณของสมุนไพรเหนือฟ้าเพียงใด
“เ้าเป็ศิษย์สืบทอดแล้วรึ?” จูชิงตะลึง
เขาอยู่ในขุนเขากระบี่เทียนหยวนสักพักแล้ว จึงรู้ว่าผู้ที่ถูกผู้าุโขุนเขากระบี่เทียนหยวนรับเป็ศิษย์จักยกระดับเป็ศิษย์สืบทอด สถานะทัดเทียมกับผู้าุโ
“ใช่ที่ไหนเล่า ข้ามีพลังเพียงเท่านี้จักเป็ศิษย์สืบทอดได้อย่างไร” เย่หยางส่ายหัว
ผู้าุโรับเขาเป็ศิษย์แต่เพียงในนาม เมื่อใดที่สำเร็จขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณ ผู้าุโถึงจักรับเขาเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการ ถึงตอนนั้นเขาก็จะมีสถานะเป็ศิษย์ชั้นยอด ตำแหน่งกับทรัพยากรที่ได้รับก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าหนึ่ง
ส่วนการจะเป็ศิษย์สืบทอดจักต้องสำเร็จขั้นหลอมลมปราณเสียก่อน
“เป็ศิษย์ชั้นยอดได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ดีกว่าข้าที่อยู่ลานสามัญตั้งเยอะ” จูชิงยิ้ม
“ท่านไม่รู้งั้นรึ?” เย่หยางมองจูชิงด้วยหน้าประหลาดใจ
“รู้อะไรรึ?” จูชิงตะลึง
“อีกสองวันก็จะถึงวันทดสอบศิษย์สำนักนอก ถ้าผ่านการทดสอบก็จะสามารถย้ายเข้าไปอยู่เขตนอกและฝึกฝนวิชายุทธ์ของสำนักได้” เย่หยางกล่าว
“เขตนอก?” จูชิงลูบจมูก ดูแล้วเป็ทางเลือกที่ไม่เลว
ศิษย์สามัญอย่างไรเสียก็คือศิษย์สามัญ ถึงจะได้โอสถเสริมปราณสิบเม็ดทุกเดือนแต่ก็ไม่เพียงพอต่อการฝึกฝน ทั้งยังไม่สามารถฝึกปรือวิชายุทธ์ได้
จุดประสงค์ที่จูชิงเข้าร่วมขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็เพื่อฝึกฝนวิชา
《เคล็ดวิชา์าหลัวโหว》เป็วิชาที่แข็งแกร่งอย่างมิต้องสงสัย เกรงว่าทั้งขุนเขากระบี่เทียนหยวนไม่น่าจักมีวิชาใดที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้แล้ว
ทว่าเงื่อนไขในการฝึกฝน《เคล็ดวิชา์าหลัวโหว》ซับซ้อนยิ่งกว่ากระไรดี จนถึงตอนนี้จูชิงได้ฝึกฝนเพียงวรยุทธ์เดียวก็คือ《หลัวโหวยิงตะวัน》วรยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับหมัดหรือเท้ายังไม่มีเลยสักวิชา
“บททดสอบยากมากหรือไม่?” จูชิงเอ่ยถาม
“ไม่ได้ยากขนาดนั้น พวกเขาจักทดสอบพื้นฐาน ทว่าด้วยพร์ของพี่จูแล้ว ผ่านได้สบายๆ” เย่หยางพูด
จูชิงยิ้ม “เ้ามาหาข้าคงมิได้มาแค่พูดเื่พวกนี้กระมัง”
“มีคนสั่งให้ข้ามาหาท่าน!” เย่หยางกล่าว
“ใครมันว่างขนาดที่ส่งเ้ามาหาข้า? ข้ารู้จักคนในขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็ไม่มาก” จูชิงกลอกตา
“ศิษย์พี่หญิงจือหนิงฝากให้ข้ามาบอกท่าน!” เย่หยางกล่าว
“เห็นข้าสนิทสนมกับนางมากงั้นรึ?” จูชิงเบ้ปาก
“ไอ้บ้าจูชิง อยู่ลานสามัญมันดียังไง ถ้าเ้าเข้าเขตนอกไม่ได้ ข้าจักถลกหนังเ้าซะ!” เย่หยางเลียนแบบเสียงกับท่าทางของซั่งกวานจือหนิง
จูชิงตะลึง “นางเป็บ้าอะไร ข้าอยู่ลานสามัญแล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาง?”
เย่หยางส่ายหัว “ข้าเองก็ไม่รู้ ทว่าศิษย์พี่หญิงจือหนิงพนันกับคนอื่นไว้ว่า ท่านจักต้องเข้ามาเขตนอกสำเร็จอย่างแน่นอน ทั้งยังเป็อันดับหนึ่งด้วย ดังนั้นก็เลยฝากให้ข้ามาบอกท่านว่าอย่าทำให้นางขายหน้าเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นท่านไม่ตายดีแน่”
“เหอะ ที่แท้ก็ส่งเ้ามาขู่ข้า” จูชิงชูนิ้วกลางใส่เย่หยาง
เย่หยางก้มหน้าด้วยความลำบากใจ “ข้าก็ไม่ได้อยากทำหรอก แต่มันเป็คำสั่งของศิษย์พี่หญิงจือหนิง ข้าปฏิเสธไม่ได้”
“เป็ผู้ชายแท้ๆ แต่กลับกลัวผู้หญิงซะอย่างนั้น ข้าล่ะสงสัยว่าเ้ามีไอ้ข้างล่างนั่นอยู่จริงหรือไม่” จูชิงพูดอย่างไม่แยแส
เย่หยางหน้าแดงก่ำ “ท่านจะว่าข้าใจเสาะก็ได้ แต่ข้าเป็ผู้ชายจริงๆ นะ!”
“ข้าล้อเล่น ฝากบอกนางตัวแสบด้วยว่า ข้าจักเข้าร่วมการทดสอบแน่นอน” จูชิงโบกมือแล้วเดินจากไป
เย่หยางปาดเหงื่อที่ไหลลงมาจากหน้าผาก ซั่งกวานจือหนิงมีสถานะพิเศษอย่างยิ่งในขุนเขากระบี่เทียนหยวน นอกจากจูชิงแล้วคงไม่มีใครกล้าเรียกนางว่า นางตัวแสบ
“หวังว่าศิษย์พี่หญิงจือหนิงจักไม่ลงโทษข้า!” เย่หยางภาวนาในใจ
“นางตัวแสบ...” ครั้นฟังรายงานจากเย่หยาง ซั่งกวานจือหนิงขมวดคิ้วแน่น ท่าทางราวกับูเาไฟที่สามารถปะทุได้ทุกเมื่อ เย่หยางใจตุ้มตุ้มต่อมต่อม กลัวว่าศิษย์พี่หญิงจักพาลใส่เขา!
“เข้าใจแล้ว เ้าไปเถอะ” ซั่งกวานจือหนิงสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามยับยั้งโทสะ ทำให้เย่หยางใไม่น้อย
“ไอ้หัวขโมย เ้าไม่มีทางหนีข้าพ้น!” ซั่งกวานจือหนิงแสยะยิ้ม
การทดสอบเข้าเขตนอก สำหรับศิษย์สามัญแล้วนั้น มันคือโอกาสครั้งเดียวในชีวิต ขนาดพวกศิษย์ก่อนหน้านี้ที่วันๆ ไม่ทำอะไรยามนี้กลับมุ่งมั่นฝึกฝนมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว มีเพียงเข้าเขตนอกเท่านั้นถึงจักเรียกได้ว่าเป็ศิษย์ในสำนักอย่างแท้จริง
“มิน่าล่ะ เหตุใดหลายวันมานี้พวกเขาถึงได้ฝึกฝนกันอย่างเอาเป็เอาตาย ที่แท้ก็เตรียมตัวเข้าร่วมการทดสอบนี่เอง” จูชิงยิ้มเจื่อน ก่อนหน้านี้เขาก็ฉงนสงสัยว่าเหตุใดเ้าพวกนั้นถึงได้เปลี่ยนเป็คนละคน พอมาคิดๆ ดูแล้ว มีแค่เขาคนเดียวที่ไม่รู้เื่อะไรเลย
“การทดสอบศิษย์นอกสำนักคงไม่ยากเท่าไหร่กระมัง” จูชิงแหงนหน้ามองจันทร์บนฟ้าพลางถอนหายใจ
“เ้าต้องเข้าร่วมเขตนอกให้ได้โดยเร็ว แม้ว่า《เคล็ดวิชา์าหลัวโหว》จักลึกลับ ทว่าก็ยังเป็ปัญหาสำหรับเ้าอยู่” เฒ่าปีศาจพูด
ในโลกบำเพ็ญเพียร มีหลายคนที่ฆ่ากันเพียงเพราะวิชาเพียงวิชาเดียว บางครั้งถึงกับฆ่าคนทั้งสำนักเพราะวิชาเช่นกัน
“วิชาที่แข็งแกร่งที่สุดของขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็คือเคล็ดกระบี่ ทางที่ดีเ้าเลือกวิชาที่เกี่ยวข้องกับกระบี่จักดีกว่า กอปรกับหลัวโหวยิงตะวัน เ้าจักได้สามารถเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีเป็ระยะประชิดและระยะไกลได้อย่างอิสระ” เฒ่าปีศาจแนะนำ
จูชิงพยักหน้า ปกติแล้วเขามักจะฟังคำแนะนำจากเฒ่าปีศาจ เพราะความเชี่ยวชาญของเฒ่าปีศาจสูงเกินกว่าที่จูชิงจักตามทัน
ในการทดสอบศิษย์นอกสำนัก จูชิงไม่ต้องเตรียมตัวอะไร ด้วยขั้นบำเพ็ญเพียรของเขาในตอนนี้สามารถเข้าเขตนอกได้อย่างง่ายดาย สำหรับศิษย์สามัญขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้าเปรียบดั่งนกกระเรียนในฝูงไก่
ตอนเช้าตรู่ ศิษย์สามัญเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ หลีโก่วตั้นพาเหล่าศิษย์มุ่งหน้าไปยังเขตนอกเพื่อรับการทดสอบศิษย์นอกสำนัก
เด็กหนุ่มสะพายกระบี่ยาวคนหนึ่งมองกลุ่มศิษย์สามัญด้วยสีหน้าปราศจากคลื่นอารมณ์ “พวกศิษย์สามัญรุ่นนี้ไม่เหมือนรุ่นก่อน คนที่โดดเด่นมีอยู่น้อยนิด!”
ลานสามัญตั้งอยู่บนตีนเขา แม้ว่าพลังฟ้าดินจักเบาบาง แต่ก็อยู่ในประตูเขา พลังฟ้าดินเข้มข้นยิ่งกว่าภายนอกหลายเท่า พวกเขาฝึกฝนร่างกายทุกวันในสารพัดวิธี ขอแค่พร์ไม่แย่จนเกินไป ย่อมสามารถฝึกฝนเป็ขั้นหลอมกายาสี่ชั้นฟ้าได้ไม่ยาก
ทว่าที่เขาเห็นกลับมีขั้นหลอมกายาสี่ชั้นฟ้าอยู่แค่ไม่กี่คน ถึงจะมีขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้าอยู่บ้างก็เถอะ หากแต่ก็อายุมากแล้วน่าจะเคยเข้าร่วมการทดสอบศิษย์สำนักนอกหลายครั้ง
“หืม อายุแค่นั้นกลับสำเร็จขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้าแล้วอย่างนั้นรึ!” เด็กหนุ่มคนนั้นมองจูชิงด้วยความประหลาดใจ
จูชิงรับรู้ได้ถึงสายตาของเด็กหนุ่มจึงหันไปยิ้มให้กับเขา
“อายุสิบหก ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้า นับว่าเป็เมล็ดพันธุ์ชั้นยอด” เด็กหนุ่มพยักหน้าพึงพอใจ
“ศิษย์พี่หวังให้เริ่มเลยหรือไม่?” หงเชียนว่านยืนตัวสั่นอยู่หน้าเด็กหนุ่ม แค่หายใจแรงยังไม่กล้า
หงเชียนว่านเป็ผู้ที่มีชื่อเสียงของศิษย์นอกสำนัก ทว่าอีกฝ่ายเป็ศิษย์ในสำนัก สถานะห่างชั้นกับเขาราวฟ้ากับเหว
“เริ่มเลย!” หวังจ้งจิ่งพยักหน้า
