หนึ่งเดือนให้หลัง
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยรักษาอาการาเ็ ค้นหาสมบัติ เร่งเดินทางตลอดทาง วันนี้พวกเขาบังเอิญเหลือเกิน พบพระเอกเข้าอีกหน แต่คราวนี้กลับไม่ใช่พระเอกเพียงคนเดียว มีนางเอกคนที่สองด้วย
เห็นนางเอกคนที่สอง หลินเหยียนเหยียนมีสีหน้าซีดขาว เห็นชัดว่าร่างกายมีอาการาเ็อยู่ หลิ่วเทียนฉีก็ยกมุมปาก ในใจคิด ‘ดูท่าพระเอกคงเป็วีรบุรุษช่วยคนงาม ช่วยนางเอกคนที่สองออกมาจากฝูงสัตว์อสูร อย่างนั้นสินะ!’
อันที่จริง ตอนที่หลิ่วเทียนฉีสะบัดยันต์เรียกอสูรสองแผ่น เขารู้ว่าโชคชะตาของนางยังไม่สิ้นสุด ต่อให้ใช้ยันต์เรียกอสูรจัดการนางก็ไม่แน่ว่านางจะตาย และเป็อย่างที่คิดจริงๆ! ไม่รู้ว่านางเอกหลิ่วซานเป็อย่างไรบ้าง?
“ศิษย์น้องหลิ่ว ศิษย์น้องเฉียว พบกันอีกแล้วนะ!” คิดไม่ถึงว่าหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยจะหนีพ้นจากมือพวกเย่เฟยเสวี่ย ดูท่าหลิ่วเทียนฉีคงมีความสามารถอยู่บ้าง!
“ใช่แล้ว พบหน้าศิษย์พี่หลันกับสหายผู้ฝึกตนหลินอีกแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางมองนางเอกคนที่สองที่อยู่ด้านข้างทีหนึ่ง
พระเอกเป็วีรบุรุษช่วยคนงามหวังคบหาดูใจ นางเอกคนที่สองถูกลักษณะอันทรงเสน่ห์ของพระเอกดึงดูดจึงทอดกายยินยอม นางเอกเห็นทั้งสองต้องตากันถึงช่วยให้สมหวัง อย่าพูดต่อเลย โครงเื่นี้ช่างเหลวไหลจนไม่ควรเหลวไหลต่อไปอีกเสียจริง!
“สหายผู้ฝึกตนหลิ่ว สหายผู้ฝึกตนเฉียว!” หลินเหยียนเหยียนก้มศีรษะ ทักทายทั้งสองคนเสียงเบา
“ตอนนี้มีคนอยู่เป็เพื่อนสหายผู้ฝึกตนหลันแล้ว ถ้าเช่นนั้นสหายผู้ฝึกตนหลันคงไม่ต้องกังวลว่าจะเดินทางเปล่าเปลี่ยวอีก!” หลันอวี่ิที่น่าชังนี่ คราวนี้มียอดหญิงงามเคียงข้าง คงไม่มาตอแยตนแล้วสินะ!
“สหายผู้ฝึกตนเฉียว พูดเล่นเกินไปแล้ว!” หากเป็ไปได้ พระเอกกลับหวังให้เฉียวรุ่ยเดินทางร่วมกับเขา ค่อยๆ บ่มเพาะความรู้สึก แต่เขารู้ เมื่อหลิ่วเทียนฉีปรากฏตัว เฉียวรุ่ยย่อมไม่ร่วมทางกับเขาอีกต่อไป ต่อให้เฉียวรุ่ยเองยินดี หลิ่วเทียนฉีก็ไม่มีทางตอบรับ เ้าหมอนั่นใจแคบนักล่ะ!
“ไม่รบกวนทั้งสองท่านแล้ว พวกเราขอตัวก่อน!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอากระบี่อาคมออกมา พาเฉียวรุ่ยขี่กระบี่จากไป
พระเอกมองแผ่นหลังของทั้งสองจากไปพลางหรี่ตาลง ในใจคิด ‘หลิ่วเทียนฉีไปอย่างว่องไว ดูรีบร้อนปานนี้ เห็นชัดว่าหลบหลีกตนอยู่สินะ? เ้าหมอนี่ช่างใจแคบไม่ธรรมดาเลยเชียว!
“พวกเขาบอกจะไปก็ไปได้อย่างไรเล่า พวกท่านเป็ศิษย์พี่ศิษย์ศิษย์น้องร่วมสำนักกันไม่ใช่หรือ?” นางเอกคนที่สองมองพระเอกด้วยสีหน้าสงสัย
ตามหลักแล้ว แดนลับนี่เป็สถานที่อันตรายนัก หากพบศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักของตน โดยปกติคนส่วนใหญ่เลือกจับกลุ่มเดินทาง แต่หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยกลับพูดเพียงสองประโยคแล้วรีบร้อนจากไป ไม่มีเจตนาจับกลุ่มเดินทางสักนิด นี่แปลกเกินไปหรือไม่? หรือเพราะตนเป็คนจากแคว้นเทียนโยวหรือ?
“ความสัมพันธ์ของพวกเราไม่ค่อยดีนัก คู่หมั้นของข้ากับหลิ่วเทียนฉีเป็พี่น้องร่วมตระกูลเดียวกัน มีความแค้นกันอยู่บ้างน่ะ!” พระเอกอธิบายเสียงเบากับสาวงามผู้าเ็ มีใบหน้าซีดเผือดอยู่ข้างกาย
“อ้อ เป็เช่นนี้เอง!” นางเอกคนที่สองพยักหน้าอย่างวางใจ ในใจคิด ‘ที่แท้ไม่ใช่เพราะตนสินะ? ถ้าอย่างนั้นก็ดี!’
.........
สิบวันให้หลัง
เฉียวรุ่ยกับหลิ่วเทียนฉีนั่งในป่าหิน พักผ่อนรับประทานอาหาร
“เทียนฉี หลายวันนี้พวกเราล้วนขี่กระบี่บินเดินทาง เช่นนี้จะเดินทางเร็วไปหรือไม่? ระหว่างทางมีของดีอะไร พวกเราอาจพลาดไปนะ!” เฉียวรุ่ยพูดพลางขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจคนรักว่าทำไมต้องรีบเร่งเดินทางเช่นนี้ พวกเขาต้องอยู่ในแดนลับตั้งสามสิบปีเชียวนะ มีเวลาเป็กอบเป็กำให้ค้นหาสมบัติ ทำไมต้องรีบร้อนด้วยเล่า?
“หลันอวี่ิดูอันตรายนัก ข้าอยากอยู่ห่างจากเขาสักหน่อย แถวนี้ล้วนเป็ทะเลทราย มีสมบัติไม่มากนักหรอก รอพวกเราหาป่ากับทุ่งหญ้าพบค่อยหาสมบัติก็ยังไม่สาย!” หลิ่วเทียนฉีอธิบาย
โชควาสนาที่ใหญ่ที่สุดในแดนลับอยู่บนเขาแสงทองทางทิศตะวันออก นั่นเป็โชควาสนาใหญ่ที่ทำให้พระเอก นางเอกและนางเอกคนที่สองเลื่อนระดับสู่ระดับดวงปราณ หากได้โชควาสนาอันนั้นมาต้องทำให้เขากับเสี่ยวรุ่ยผนึกดวงปราณได้ก่อนแน่ ถ้าเช่นนั้น โชคชะตาของนางเอกย่อมมลายหมดสิ้น ส่วนพระเอกกับนางเอกคนที่สองก็ได้รับาเ็ เรียกได้ว่าฝั่งนั้นลดฝั่งนี้เพิ่ม เพราะอย่างนั้น เขาถึงคิดจะชิงก่อนก้าวหนึ่งไปถึงเขาแสงทอง
“อ้อ ก็ดี!” หลันอวี่ิผู้นี้ เฉียวรุ่ยไม่ค่อยชอบเหมือนกัน ได้ยินคนรักอธิบายจึงไม่โต้แย้ง
.........
หนึ่งเดือนให้หลัง
พวกเขาขี่กระบี่บินเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดก็บรรลุถึงเขาแสงทอง
เมื่อมาถึงตีนเขา เฉียวรุ่ยเงยหน้าขึ้น มองแสงรัศมีสีทองอันอ่อนโยนและอบอุ่นบนยอดเขาพลันยกมุมปากเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
“เทียนฉี ที่นี่ ที่นี่มีสมบัติล้ำค่า!” เฉียวรุ่ยจับแขนเสื้อคนรัก เอ่ยอย่างตื่นเต้น
“สมบัติล้ำค่า?” หลิ่วเทียนฉีได้ยินคำนี้ก็ชำเลืองมองคนรักข้างกายอย่างฉงน
“ถูกต้อง สมบัติล้ำค่านัก สมบัติที่ดีอย่างยิ่ง เป็สมบัติที่ร้ายกาจมาก” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารัว ตอบอย่างมั่นใจ
“เ้ามั่นใจหรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักพลางถามอย่างจริงจัง
“อืม ข้ามั่นใจ เ้าดูแสงรัศมีสีทองนั่นสิ นั่นคือสิ่งที่สมบัติให้กำเนิดออกมา นอกจากนี้ ลองััดูสิ ััได้ว่าปราณทิพย์ที่แห่งนี้เข้มข้นเป็พิเศษ เทียบกับตอนพวกเราอยู่ในทะเลทราย เข้มข้นกว่าอย่างน้อยก็สองเท่าเชียวนะ!” เฉียวรุ่ยมองคนรักพลางอธิบายอย่างตั้งใจ
ได้ยินเฉียวรุ่ยเอ่ยเช่นนี้ หลิ่วเทียนฉีก็หลับตาลงััดู “จริงแท้ ปราณทิพย์เข้มข้นนัก”
“สมบัติล้ำค่า สมบัติล้ำค่าแน่ เทียนฉี โชคดีของพวกเรามาแล้ว!” พูดจบ เฉียวรุ่ยก็ตื่นเต้นอย่างหยุดไม่อยู่
“มองเห็นว่าเป็สมบัติอะไรไหม?”
“ไม่เห็นหรอก ระยะทางไกลเกินไป แต่ความรู้สึกของข้ารุนแรงเหลือเกิน สมบัตินั่นอยู่บนยอดเขานี่เอง” แม้มองไม่เห็น แต่เฉียวรุ่ยััได้ นั่นเป็โชควาสนาใหญ่อันหนึ่ง!
“ดี ถ้าอย่างนั้นพวกเราวางค่ายกลสังหารยันต์อสนีบาตอัคคี์อันหนึ่งที่ตีนเขาก่อนเถอะ!”
“วางค่ายกล? ทำไมวางค่ายกลที่ตีนเขาเล่า? สมบัติอยู่ที่ยอดเขานะ?” เฉียวรุ่ยมองคนรักด้วยสีหน้างุนงง
“วางค่ายกลที่ตีนเขา ผู้ฝึกตนคนอื่นย่อมไม่อาจขึ้นเขาได้ เช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาแย่งสมบัติล้ำค่ากับพวกเราอย่างไรล่ะ” หลิ่วเทียนฉีบอกเหมือนเป็เื่ถูกต้อง
ค่ายกลสังหารนี่วางไว้เพื่อพระเอก นางเอกและนางเอกคนที่สองโดยเฉพาะ
“อ้อ ก็ถูก เ้านั่นอยู่ด้านหลังไปหน่อย หากเขาขึ้นเขามาคงลำบากแย่!” นึกถึงหลันอวี่ิที่เดินทางอยู่ด้านหลัง เฉียวรุ่ยรู้สึกว่าคนรักคิดได้รอบคอบนัก
“ครั้งนี้พวกเราวางค่ายกลให้ละเอียดสักหน่อย เขาแสงทองลูกนี้ช่างใหญ่นัก พวกเราต้องประณีต ไม่อาจให้มีช่องโหว่ใดได้เชียว!” หลิ่วเทียนฉีเอาอุปกรณ์วางค่ายกลออกมา กำชับคนรักอย่างจริงจัง
“อืม ข้ารู้!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ
เพราะเขาแสงทองลูกนี้ค่อนข้างใหญ่ ต้องสำรวจภูมิประเทศ วัดตำแหน่งก่อนวางค่ายกล หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยจึงวุ่นอยู่พักใหญ่ไปห้าวันห้าคืน
.........
ห้าวันให้หลัง
เฉียวรุ่ยมองค่ายกลสังหารยันต์อสนีบาตอัคคี์ที่ถูกวางไว้ที่ตีนเขากลายเป็กำแพงผืนหนึ่ง ปกป้องูเาทั้งลูกไว้ สีหน้าของเขากระหยิ่มยิ้มย่องพลางยกมุมปากขึ้น “ฮ่าๆๆ มีค่ายกลสังหารอันนี้ ไม่ต้องกลัวใครมาแย่งสมบัติของพวกเราแล้ว!”
“ใช่!” หลิ่วเทียนฉีเห็นค่ายกลยันต์อสนีบาตอัคคี์วางเรียบร้อยแล้วจึงพอใจอย่างยิ่ง ค่ายกลอันนี้มีพลังของค่ายกลสังหารขั้นสี่เชียวนะ? นอกจากศิษย์พี่จงหลิง หากผู้อื่นในแดนลับแห่งนี้จะเข้ามาในค่ายกลอันนี้แล้วถอยออกไปครบทั้งร่าง ย่อมเป็ไปไม่ได้!
“เทียนฉี พวกเรารีบขึ้นเขาไปหาสมบัติกันเถอะ!” เฉียวรุ่ยดึงมือคนรัก อดรนทนไม่ไหวอยากรีบไป
“ได้!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า ตามเฉียวรุ่ยเดินเข้าไปในูเา
เพราะปราณทิพย์บนเขาแสงทองแห่งนี้เข้มข้นเป็พิเศษ ดังนั้น สมุนไพรทิพย์กับบุปผาทิพย์บนูเาแห่งนี้จึงมากกว่าสถานที่อื่น ระหว่างทางขึ้นเขา ทั้งสองคนหาบุปผาทิพย์กับสมุนไพรทิพย์พบไม่น้อย นอกจากนี้ หลิ่วเทียนฉียังพบสมุนไพรทิพย์ขั้นสี่ที่ผสมหมึกยันต์ขั้นสี่ได้หลากหลายชนิดโดยบังเอิญอีกด้วย นี่ทำให้เขาดีใจนัก
แน่นอน หากสมุนไพรทิพย์ระดับสูงขั้นสามกับขั้นสี่มีอยู่มาก สัตว์อสูรขั้นสาม่กลาง ่ปลายจนถึงขีดสุดขั้นสามย่อมมีไม่น้อยด้วย
.........
สิบวันให้หลัง
เห็นมนุษย์หมีตัวโตร่างสูงสามเมตร หลังหนาเอวล่ำตรงหน้า พวกเขาหนึ่งซ้ายหนึ่งขวา โจมตีสายวารีกับสายอัคคีเข้าใส่เ้าตัวโตประหนึ่งไม่คิดเงิน
“โฮก โฮก...” มนุษย์หมีร้องโหยหวน หลบพลางสะบัดอุ้งมือหมีขนาดใหญ่ของมันฟาดเข้าใส่ทั้งสองคน
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยลอยขึ้น หลบหลีกอุ้งมือหมี
พวกเขาสะบัดมือ โยนยันต์อัคคีทองพลังแข็งแกร่งกำหนึ่งใส่มนุษย์หมีอย่างเข้าขา
“เปรี้ยงๆๆ...”
หลังเสียงะเิพรวนหนึ่งดังอย่างต่อเนื่อง มนุษย์หมีก็ได้รับาแเต็มตัว มันหมอบอยู่กับพื้น
“ร้ายกาจจริงเชียว คิดไม่ถึง โดนขนาดนี้ยังไม่ตายอีก!” เฉียวรุ่ยเห็นยันต์อัคคีทองยี่สิบกว่าแผ่นะเิพร้อมกันยังเล่นงานมันไม่ตาย อดกัดลิ้นไม่ได้
หลิ่วเทียนฉีสะบัดมือ เรียกมีดบินสามเล่มกับลูกคิดทองออกมา ขว้างใส่มันพร้อมกัน
“โฮกๆ...” มนุษย์หมีร้องครวญครางคำหนึ่ง ถูกพวกเขาทำร้ายมาสองชั่วยาม ในที่สุดก็ตาย
เห็นมีดบินสามเล่มของตนเสียหาย หลิ่วเทียนฉีก็นึกเสียดายอยู่บ้าง มีดบินน้อยห้าเล่มนี้เป็ของที่เสี่ยวรุ่ยมอบให้เชียวนะ! ช่างน่าเสียดายนัก ก่อนหน้านี้ทำเสียไปสองเล่ม ตอนนี้เสียอีกสาม หมดสิ้นแล้ว
หลิ่วเทียนฉีเก็บลูกคิดทอง เอากระบี่อาคมออกมาควักผลึกอสูรของมนุษย์หมี เก็บศพของมันไป
“เทียนฉี ยิ่งเดินทางขึ้นเขา สัตว์อสูรยิ่งร้ายกาจนะ ก่อนหน้านี้ ตรงตีนเขาที่พวกเราพบล้วนเป็สัตว์อสูรขั้นสาม่ต้น ตอนนี้ล้วนกลายเป็สัตว์อสูรขีดสุดขั้นสาม นี่เพิ่งครึ่งไหล่เขาเองนะ? เ้าว่าขึ้นไปต่อจะมีสัตว์อสูรขั้นสี่หรือไม่?” พูดถึงตรงนี้ เฉียวรุ่ยพลันมีสีหน้ากังวล
“ในเมื่อเ้าบอกว่าสมบัติดีปานนั้น ถ้าเช่นนั้นก็น่าจะมีสัตว์อสูรขั้นสี่อยู่นะ เพราะอย่างนั้น ข้าคิดว่าจะวางค่ายกลยันต์หมื่นกระบี่อันหนึ่งที่ไหล่เขา นั่งสบายรอศัตรูเหน็ดเหนื่อยสักหน่อยน่ะ!” ค่ายกลที่ตีนเขาระยะทางห่างจากที่นี่นัก น้ำไกลไม่อาจช่วยไฟใกล้ ฉะนั้น หลิ่วเทียนฉีถึงตัดสินใจวางค่ายกลสังหารอีกอันหนึ่งที่ไหล่เขาเพื่อจัดการสัตว์อสูรขั้นสี่
“แต่ ถ้าสัตว์อสูรอยู่ที่ยอดเขา พวกเราวางค่ายกลที่ไหล่เขา ระยะทางไม่ไกลเกินไปหรือ?” ยอดเขากับไหล่เขามีระยะทางห่างกัน่หนึ่งเชียวนะ หรือว่าไม่ใช่?
“สัตว์อสูรขั้นสี่ไม่อาจดูแคลน ถิ่นของมันไม่อนุญาตให้สัตว์อสูรตัวใดเข้าใกล้ พวกเราก็ไม่อาจวางค่ายกลในถิ่นของมันได้เช่นกัน ดังนั้น ถึงได้แต่วางค่ายกลให้เรียบร้อยแล้วล่อมันมาอย่างไงล่ะ”
ได้ยินเขาบอกเช่นนี้ เฉียวรุ่ยก็พยักหน้า “ถูกต้อง เ้าพูดมีเหตุผล วางค่ายกลในถิ่นสัตว์อสูรอันตรายมากจริงๆ”
“ดี ถ้าอย่างนั้น พวกเรามาวางกันเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอาธงค่ายกลกับยันต์วิเศษที่ใช้วางค่ายกลออกมา
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า รับธงค่ายกลที่ใช้วางค่ายกลมา
