คำพูดของหยางเฉินคล้ายน้ำมันที่ราดบนกองไฟ ความโกรธของหยุนเหมี่ยวปะทุขึ้นมาในทันที!
"ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา!" หยุนเหมี่ยวกัดฟันดึงดาบออกจากฝักอีกครั้ง เตรียมทะยานออกไปฟาดฟันหยางเฉินให้ดับดิ้น
ไม่รอให้หยุนเหมี่ยวได้ปลดปล่อยกระบวนท่าลับ ฮุ่ยหลินก็ฉุดดึงเสื้อคลุมฉุดรั้งอาจารย์เอาไว้เสียก่อน พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันเบาว่า
"อาจารย์คะ อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ เรามาทำงานของเรากันเถอะ อย่าไปสนใจเขาเลย"
หยุนเหมี่ยวได้ยินดังนั้นก็ผ่อนคลายความโกรธลง เก็บดาบเข้าฝัก เผยรอยยิ้มซีดเซียวนางเอามือััใบหน้าของฮุ่ยหลิน
"ดีเหมือนกัน เราออกไปข้างนอกกันเถอะ จะได้ไม่ต้องทนเหม็นกับเนื้อเน่าแถวนี้"
"ค่ะอาจารย์" ฮุ่ยหลินคล้องแขนอาจารย์ของเธอและเดินออกไปด้านนอกในทันที ทั้งยังไม่ลืมหันกลับมาแลบลิ้นเยาะเย้ยหยางเฉิน
หยางเฉินที่ตั้งใจจะหลบหนีอีกครั้งนั้น ไม่คาดคิดว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำของแม่ชีน้อยนางนี้จะทำให้สถานการณ์ทั้งหมดพลิกผัน เขาได้แต่ฝืนยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อเหล่าแม่ชีออกไปแล้ว เย่จื่อที่สังเกตเห็นใบหน้าเศร้าๆ ของหยางเฉินก็พูดขึ้นว่า "พี่ชายหยางอย่าสบประมาทฮุ่ยหลินต่ำไป เธอเป็ถึงผู้สืบทอดของอาจารย์หยุนเหมี่ยว มีพลังฝีมือเจ็ดถึงแปดส่วนของอาจารย์หยุนเหมี่ยวแล้ว ถือได้ว่าเป็อนาคตของพวกเรากองพลน้อยเหยียนหวง แม้กระทั่งพี่เทียนหลงก็ไม่กล้าที่จะดูแคลนฮุ่ยหลิน”
หยางเฉินพยักหน้า แม่ชีน้อยอายุเท่านี้ก็เป็ถึงผู้สืบทอด เห็นได้ชัดว่าเธอย่อมมีตำแหน่งสูงส่งไม่ใช่เล่น
เย่จื่อยิ้มกล่าวว่า "ฮุ่ยหลินอยู่กับอาจารย์หยุนเหมี่ยวมาั้แ่เด็ก ไม่เคยห่างจากกายแม้สักวัน ดังนั้นพี่จะต้องผ่านด่านอาจารย์หยุนเหมี่ยวให้ได้เสียก่อน”
"เย่เอ๋อเห็นพี่หยางเป็คนยังไงกัน หัวใจของพี่นั้นใสสะอาดบริสุทธิ์ไม่มีความคิดสกปรกแต่อย่างใดเลยต่างหาก" หยางเฉินเรียกร้องความชอบธรรมให้แก่ตนเอง
"จริงเหรอ?" เย่จื่อทำหน้าไม่เชื่อ
หยางเฉินรู้สึกโมโหขึ้นมา! คนรักของเขายังมีไม่ถึงสิบด้วยซ้ำไป!
เพียะ!
มือหนาของหยางเฉินกระแทกเข้าไปที่สะโพกเล็กๆ กะทัดรัดของเย่จื่อเข้าอย่างจัง
"อ๊า!" เย่จื่อะโไปด้านข้างด้วยใบหน้าเขินอาย "พี่หยางตีฉันทำไม?"
“หืม? ครั้งแรกเธอโกหกฉัน ตอนนี้ยังสงสัยในบุคลิกและท่วงท่าที่บริสุทธิ์ของฉันอีก" หยางเฉินยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มอึกหนึ่งจากนั้นเดินออกจากเต็นท์ทหารไปทันที
เย่จื่อยืนนิ่งอยู่เป็เวลานาน ก่อนที่ใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มออกมา การที่หยางเฉินตีเธอนั้นกลับทำให้เธอรู้สึกโล่งอก นั่นแสดงให้เห็นว่าหยางเฉินไม่ได้คิดโกรธเคืองเธอจริงๆ
เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่างสลัว มันจึงเป็่เวลาที่สำคัญที่สุดในการจู่โจม
เป้าหมายของสถานที่ตั้งคือวัดัขด แต่กระทั่งตอนนี้ตันเซิงและพรรคพวกก็ยังคงไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ
หัวเป่านำทหารหลายคนที่ได้รับการคัดเลือกมาจากชายแดนพร้อมอาวุธครบมือ มุ่งหน้าไปที่ด้านล่างของหุบเขา
ส่วนเย่หลางทำการสแตนด์บายอยู่บนหน้าผาที่สามารถมองเห็นพื้นที่ทั้งหมดของวัด และยืนยันว่ายังไม่มีสถานการณ์ที่ผิดปกติ
ในด้านทางเข้าหุบเขานั้นมีแม่ชีหยุนเหมี่ยว และคณะคอยปิดกั้นเส้นทางหลบหนีอยู่ รวมทั้งยังมีไห่เซี่ยวและเย่จื่อคอยประสานงาน
เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็ูเา ดังนั้นรถหุ้มเกราะจึงไม่สามารถใช้งานได้ มีเพียงเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ขนส่งเท่านั้น
หยางเฉินเฝ้าดูจอมอนิเตอร์เห็นหัวเป่านำทีมทหารบุกเข้าไปที่วัดขดั และเริ่มใช้ะเิควันเพื่อเปิดทาง ก๊าซสีขาวพวยพุ่งออกมาจนปิดบังจอภาพไว้ทั้งหมด
เสียงปืนดังขึ้นไปทั่วหุบเขา หัวเป่าที่ถือปืนกลหนักสาดะุเข้าไปไม่ยั้งเพื่อป้องกันการลอบทำร้ายจากตันเซิงและคณะ
"หน่วยบุกทะลวงเคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว เปลี่ยน!"
ไห่เซี่ยวรับข้อความจากหัวเป่า และส่งต่อไปให้ต้วนเหรินและคนอื่นๆ ทันที
"หัวหน้าครับ หน่วยบุกทะลวงเปิดทางให้เราแล้วครับ!"
"ทราบแล้ว" ต้วนเหรินส่งสัญญาณให้กวงเฟิง ต้าเจี่ยว และเทียนหลงเคลื่อนไหวทันที
พวกเขาไม่ได้เป็เช่นหัวเป่าที่มีทั้งอาวุธหนักและอุปกรณ์ไฮเทคขั้นสูง พวกเขามีเพียงชุดต่อสู้ส่วนบุคคลเท่านั้น
แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถหลบะุได้แบบหยางเฉิน แต่ด้วยความสามารถของกำลังรบระดับสุดยอด พวกเขาก็สามารถป้องกันได้ทันทีที่ะุปืนถูกยิงออกมาจากปากกระบอกปืน
วัดขดัในเวลานี้เต็มไปด้วยหมอกควันสีขาว หัวเป่ายังให้ทหารใช้ปืนไฟเพื่อปิดล้อมวัดไว้อีกทาง
"พวกมันยังไม่ได้ออกมา ระวังกับดักด้วยล่ะ" หัวเป่ากล่าวพร้อมวิ่งเข้าไปในประตูวิหารเป็คนแรก
ต้วนเหรินให้สัญญาณอีกสี่คนที่เหลือให้เข้าตามไปทันที
อีกด้านหนึ่งเย่จื่อที่กำลังดูมอนิเตอร์อยู่นั้นยังไม่อาจมองเห็นสถานการณ์ภายในวัดได้ถนัดตา เธอจึงถอดหูฟังออกแล้วหันไปถามไห่เซี่ยวที่ด้านข้างว่า "พวกบลูสตอร์มยังไม่เคลื่อนไหวอีกงั้นหรือ?”
"ยังไม่มีข่าวสารใดๆ จากสำนักงานใหญ่ อีกอย่างถ้าหากมีข่าวสารใหม่มา หัวหน้าต้วนจะต้องรับรู้เป็คนแรก”
"มีความเป็ไปได้แค่ไหน หรือพวกบลูสตอร์มจะไม่มาแล้ว?" เย่จื่อขมวดคิ้วถาม
ไห่เซี่ยวไม่ได้ตอบ เขาถอนหายใจส่ายหัวอย่างเงียบงัน
ผิดกับหยางเฉินที่ตอนนี้กำลังง่วนอยู่กับการจุดบุหรี่อย่างเอาเป็เอาตาย เพราะบรรยากาศบนเขานั้นเบาบาง มันจึงเป็เื่ยากที่จะจุดไฟขึ้นมาได้
หลังจากเพลิดเพลินกับควันบุหรี่ หยางเฉินก็ถอนหายใจและกล่าวว่า
"ผมอยู่ที่นี่ดูจะไร้ประโยชน์ ให้ผมเข้าไปดูลาดเลาในวัดเป็อย่างไร?"
"ไม่ เราควรอยู่ที่นี่เพื่อควบคุมสถานการณ์โดยรวม หากพวกบลูสตอร์มปรากฏตัวเมื่อไหร่ พวกเราต้องป้องกันไม่ให้พวกนั้นเข้าไปช่วยเหลือตันเซิงภายในวัด" ไห่เซี่ยวกล่าว
หยางเฉินหัวเราะ "นายจะควบคุมสถานการณ์ได้งั้นเหรอ ถ้าพวกบลูสตอร์มไม่ได้วิ่งดุ่ยๆ เข้าไป แต่กลับใช้เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธบุกเข้ามา แล้วนายจะหยุดพวกเขาอย่างไร?"
"ท่านไงล่ะ ท่านมีหน้าที่หยุดพวกเขา ท่านเฮดีส" ไห่เซี่ยวกล่าวอย่างดื้อดึง
หยางเฉินดูดบุหรี่จนมันกลายเป็เถ้าถ่าน
"หน้าที่ของผมงั้นหรือ เยี่ยม คุณไม่คิดว่ามันแปลกไปหน่อยเหรอที่ตันเซิงไม่หลบหนีไปตอนกลางคืน ทำไมจะต้องมัวหลบซ่อนตัวอยู่ในวัดอย่างนี้?"
"พวกมันกลัวเรายังไงล่ะ จึงไม่กล้าออกมาได้แต่อยู่ข้างในรอคอยกำลังเสริม" เสียงของหยุนเหมี่ยวดังขึ้น
"นั่นก็แค่ข้อสันนิษฐานส่งๆ ของคุณเท่านั้นแหละ" หยางเฉินยิ้มอย่างไร้ประโยชน์
"พวกคุณไม่กล้าใช้ขีปนาวุธโจมตีพวกเขาโดยตรงก็เพราะสังขารพระไวยโรจนะมีความสำคัญมากกว่าชีวิตของพวกเขา พวกเขาก็เองก็รู้เช่นเดียวกัน ถ้าเป็ผมคงจะไม่มัวแต่หลบซ่อนตัวอยู่ในวัดแบบนี้หรอก ถ้าพวกนั้นยกสังขารพระไวยโรจนะออกไปพร้อมกัน พวกคุณก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามหรอก”
หยุนเหมี่ยวหัวเราะเ็าพร้อมกล่าวว่า "ถ้าพวกมันออกจากวัดมาเมื่อไหร่ มือสไนเปอร์ก็จะจัดการพวกมันได้ตลอดเวลา และเนื่องจากพวกมันได้ติดต่อกับบลูสตอร์มไว้แล้วล่ะก็ การรอให้พวกนั้นมาช่วยเหลือจะไม่ปลอดภัยมากกว่าหรือไง!?"
“ท่านอาจารย์” หยางเฉินไม่ทราบว่าจะหัวเราะหรือจะร้องไห้ดี
“ท่านไม่เคยผ่านการสู้รบในา ไม่รู้ว่าสไนเปอร์ทำงานกันยังไง นอกจากสภาพอากาศ ความเร็วลม ทิศทางของแสงและข้อมูลอื่นๆ แล้ว พวกเขายัง้าข้อมูลจากเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ด้วย”
คำพูดของหยางเฉินทำให้ทุกคนต่างจมลึกไปในความคิด สถานการณ์ในตอนนี้ค่อนข้างแปลกจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกฝ่ายไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย
แม่ชีน้อยฮุ่ยหลินมองทุกคนอย่างอยากรู้อยากเห็น และดูเหมือนเธอจะไม่เข้าใจเื่ราวที่เกิดขึ้นมากนัก
"การวิเคราะห์ของท่านเฮดีสมีเหตุผลก็จริง แต่ในเมื่อแผนการได้ดำเนินไปแล้ว พวกเราก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนมันได้โดยง่าย" ไห่เซี่ยวขมวดคิ้ว
แต่ทันใดนั้นเอง เครื่องมือทุกอย่างก็ดับวูบ หน้าจอบิดเบี้ยวไปมาก่อนจะกลายเป็สีดำไปโดยสิ้นเชิง!
ทุกคนประหลาดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที ไม่ว่าจะเย่จื่อและไห่เซี่ยวจะรัวแป้นพิมพ์ได้รวดเร็วเพียงใด สัญญาณในมอนิเตอร์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาเลยแม้แต่น้อย
"ไม่ดีแล้ว เราถูกเป็คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แข็งแกร่งรบกวน ทำให้อุปกรณ์การสื่อสารทั้งหมดของเราเป็อัมพาต!”
