ใน่เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติที่ลมหนาวพัดกรรโชก อันเป็ฤดูกาลพักผ่อนจากการตรากตรำทำนาที่หาได้ยากยิ่ง ชาวบ้านในหมู่บ้านซานเจียต่างพากันกบดานอยู่แต่ในบ้านเพื่อคลายหนาว ทว่าที่บ้านสกุลสวี่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านกลับกำลังเกิดเื่วุ่นวายโกลาหล
ซุนซิ่วฮวาตบขาฉาด พลางก่นด่าลูกชายทั้งสองคนจนก้มหน้าพุดไม่ออก นางด่าทอฉอดๆ รวดเดียวโดยไม่หยุดพักหายใจ พอเริ่มอ่อนแรงลงบ้างจึงยกแก้วสังกะสีเคลือบข้างกายขึ้นดื่มน้ำเปล่าอึกใหญ่ ก่อนจะแผดเสียงต่อ “พวกแกเห็นหัวฉันที่เป็แม่คนนี้บ้างไหม เื่หย่าร้างใหญ่โตขนาดนี้ กลับไม่มีใครปริปากบอกฉันสักคำ!”
“โดยเฉพาะแก เ้าใหญ่! เซี่ยงฮวาเขายังเด็กไม่รู้จักความ แต่แกเป็พี่คนโต ทำไมถึงไม่มีหัวคิดเอาเสียเลย!” ซุนซิ่วฮวาะเิโทสะเข้าใส่ ‘สวี่เซี่ยงกั๋ว’ ลูกชายคนโตเป็จุดเดียว
นางเพียงแค่กลับไปเยี่ยมญาติที่บ้านเดิมได้สามวันเท่านั้น พอกลับมาถึงบ้านเข้าจริง... ให้ตายเถอะ ลูกสะใภ้คนเล็กหายตัวไปเสียแล้ว!
พอคาดคั้นถามถึงได้รู้ความว่า ลูกชายคนเล็กกับเมียพากันไปหย่าขาดจากกันเสียแล้ว แถมใบรับรองการหย่าใบนั้นยังเป็สวี่เซี่ยงกั๋วนั่นเองที่เป็คนช่วยจัดการเซ็นให้ ในฐานะที่เขาเป็หัวหน้ากองผลิต
เื่นี้ทำเอาซุนซิ่วฮวาโกรธจนควันออกหู แทบอยากจะหยิบมีดพร้ามาผ่าหัวลูกชายทั้งสองดูเสียให้รู้แล้วรู้รอดว่าข้างในนั้นบรรจุมันสมองหรือขี้วัวเอาไว้กันแน่ ถึงได้โง่เขลาเบาปัญญาแข่งกันขนาดนี้
สวี่เซี่ยงกั๋ว ผู้มีบารมีและน่าเกรงขามต่อหน้าผู้อื่น ยามนี้กลับได้แต่ก้มหน้ายอมรับคำด่าทอแต่โดยดี เขาแอบสะกิดเอวสวี่เซียงหัวจากด้านหลัง เพราะตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่า หากหญิงชราโมโหขึ้นมา สวี่เซียงหัวต้องเป็คนดับไฟ
“แม่ครับ เื่นี้ไม่เกี่ยวกับพี่ใหญ่หรอก ผมเป็คนบังคับให้เขาออกใบรับรองให้เอง” สวี่เซียงหัวฝืนยิ้มประจบ “ทางบ้านของฮุ่ยหรูเขาอุตส่าห์บากหน้าไปกราบไหว้ร้องขอผู้หลักผู้ใหญ่จนได้โควตาทำงานนี้มา จะปล่อยให้หลุดมือไปเฉยๆ ก็เสียดาย รอให้เธอตั้งตัวในเมืองได้เมื่อไหร่ เราค่อยจดทะเบียนสมรสกันใหม่ก็ได้ครับ”
ฉินฮุ่ยหรู ในวัยเยาว์ได้ขานรับนโยบาย ‘ปัญญาชนลงสู่ชนบท เพื่อรับการอบรมจากเกษตรกรผู้ยากไร้และฐานะปานกลางค่อนข้างต่ำ’ จึงถูกส่งตัวมายังกองผลิตหมู่บ้านซานเจีย
เดิมทีเธอคิดว่าการลงมาครั้งนี้คือการช่วยเหลือและสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกร แต่เมื่อมาถึงหน้างานจริงๆ กลับต้องมาปักดำทำนาแลกแต้มค่าแรงไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป อุดมการณ์กับความเป็จริงจึงห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว ไม่ถึงเดือนเธอก็เริ่มเสียใจที่มา อยู่ก็ไม่อิ่ม ท้องก็ไม่อุ่น บ้านพักก็เป็เพียงบ้านดินซอมซ่อสกปรก ปัญญาชนหัวแข็งบางคนเคยโวยวายจะขอกลับเมือง ทว่าขามานั้นง่าย ขากลับกลับยากเย็นเข็ญใจ
หลังจากก่อเื่ไปหลายครานอกจากจะไม่เป็ผลแล้ว ยังถูกตัดปันส่วนอาหารจนเหล่าปัญญาชนยอมสงบเสงี่ยมลง ทว่าชีวิตความเป็อยู่ก็ยังคงลำบากยากเข็ญ เด็กในเมืองจะไปทำไร่ไถนาเก่งกาจได้อย่างไร ตรากตรำแทบตายก็ได้แต้มค่าแรงเพียงไม่กี่แต้ม
ยามนั้นฉินฮุ่ยหรูมักจะแอบไปนั่งร้องไห้บนเนินเขาบ่อยครั้ง จนกระทั่งได้พบกับสวี่เซียงหัวเข้า
ฉินฮุ่ยหรูมีหน้าตาสะสวย ผิวขาวลออ ใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโต รวบผมถักเป็เปียดำขลับเส้นหนาสองข้าง ทันทีที่เธอมาถึงหมู่บ้านซานเจีย พวกชายหนุ่มในหมู่บ้านต่างก็จับจ้องมองกันเป็ตาเดียว สวี่เซียงหัวก็หาใช่ข้อยกเว้นไม่
เมื่อเห็นหญิงงามร้องไห้ มีหรือสวี่เซียงหัวจะไม่เข้าไปปลอบโยน ไปมาหาสู่กันเข้าบ่อยครั้ง ทั้งคู่จึงเริ่มสนิทสนมกัน
ต่อมา มีเ้าหน้าที่คณะกรรมการปฏิวัติใจกล้าบ้าบิ่นคิดจะล่วงเกินฉินฮุ่ยหรู โชคดีที่สวี่เซียงหัวไปช่วยไว้ได้ทันเวลา จึงไม่เกิดเื่เลวร้ายขึ้น
หลังจากเหตุการณ์นั้น ทั้งคู่จึงเริ่มคบหาเป็คนรักกันอย่างเป็ทางการ ครึ่งปีต่อมาก็แต่งงานและมีลูกชายลูกสาวด้วยกันอย่างละคน ชีวิตครอบครัวนับว่าดำเนินไปด้วยดีไม่น้อย
ทว่าใครจะคาดคิดว่าต้นเดือนมกราคม จู่ๆ ทางบ้านสกุลฉินจะส่งจดหมายมา บอกว่าได้โควตารับสมัครงานมาหนึ่งตำแหน่ง แต่มีเงื่อนไขจำกัดคือ... ต้องเป็คนโสด และนั่นจึงเป็ที่มาของเื่ราวทั้งหมดนี้
“ถุย!” ซุนซิ่วฮวาถลันเข้าไปหาพลางใช้นิ้วจิ้มหน้าผากสวี่เซียงหัวอย่างแรงจนน้ำลายกระเด็น “แกโง่หรือเปล่า! จดทะเบียนสมรสใหม่รึ ฝันไปเถอะ! พอกลับปักกิ่งไปแล้ว เธอจะยังจำหัวพวกแกสามพ่อลูกได้อยู่รึเปล่า ถ้าเธอยังกลับมา ฉันจะยอมตัดหัวให้แกนั่งทับแทนม้านั่งเลย! ดูสิ สองสามปีมานี้พวกปัญญาชนที่ออกไปจากคอมมูนเรา มีใครบ้างที่ยังจดจำคนในครอบครัวได้”
ลูกสะใภ้ของหัวหน้ากองผลิตหมู่บ้านซุนถุน บ้านเดิมของนางก็เป็ปัญญาชนเหมือนกัน ตอนจะไปน่ะพูดจาไพเราะเพราะพริ้งยิ่งกว่าร้องเพลงเสียอีก บอกว่าพอกลับเข้าเมืองไปแล้วจะรับทั้งผัวทั้งพ่อผัวแม่ผัวเข้าไปเสวยสุขในเมืองด้วยกัน แต่ผลสุดท้ายเป็อย่างไรล่ะ? คนพอจากไปก็เหมือนว่าวที่สายป่านขาดหายวับไปกับตา พอผัวตามไปหาที่เมืองก็ถูกตีไล่ส่งออกมา เื่แบบนี้ใน่สองสามปีมานี้เห็นกันจนชินตาแล้ว!
ซุนซิ่วฮวาทั้งแค้นทั้งเสียใจที่ลูกชายไม่ได้ดั่งใจ นางชี้นิ้วจิ้มสวี่เซียงหัวทีละครั้ง “ปกติก็ดูเป็คนเฉลียวฉลาด ทำไมเื่นี้ถึงได้โง่เง่านัก แกไปหย่ากับเธอได้ยังไง แล้วแกปล่อยให้เธอไปได้ยังไง!”
ซุนซิ่วฮวาทุบฝ่ามือตัวเองพลางฟาดเปรี้ยงเข้าที่หลังของสวี่เซียงหัว “แล้วแกคิดดูซิว่าลูกน้อยสองคนจะทำยังไง!”
ซุนซิ่วฮวาเป็คนที่ทำงานหนักในไร่นามาจนชิน แรงฟาดในยามพิโรธจึงไม่ใช่เบาๆ สวี่เซียงหัวสูดปากด้วยความเจ็บ คิ้วหนาสองข้างขมวดเข้าหากัน “แม่ครับ ฮุ่ยหรูไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก อย่าคิดมากเลย”
เมื่อเห็นลูกชายยังคงลุ่มหลงไม่ลืมหูลืมตา ซุนซิ่วฮวาก็โกรธจนแทบจะหงายหลัง เตรียมจะด่าต่อ
“พอได้แล้ว จะด่าไปถึงไหนกัน!” สวี่เฒ่าที่เงียบอยู่นานเคาะกล้องยาสูบกับโต๊ะ พลางตวัดสายตามองสวี่เซียงหัวที่ขมวดคิ้วยุ่งอยู่ “อะไรที่เป็ของเรา มันก็หนีไปไหนไม่พ้นหรอก แต่อะไรที่ไม่ใช่ของๆ เรา รั้งไว้ยังไงก็อยู่ไม่อยู่!”
แม้ซุนซิ่วฮวาจะเป็คนปากร้ายใจเด็ด แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตาเฒ่า นางก็ไม่กล้าอาละวาดต่อ ได้แต่เก็บกดความโกรธไว้เต็มอก พอมองไปที่ลูกชายทั้งสองก็ยิ่งรำคาญตา จึงทิ้งท้ายไว้คำหนึ่งว่า “ไอ้พวกไม่ได้เื่!” ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากห้องไป
~
สวี่ชิงเจียเพิ่งจะตื่นนอน หัวสมองยังคงมึนงงอยู่บ้าง นางจ้องมองเพดานบ้านสีเทาตุ่นด้วยความสับสน
“พี่สาว!” หัวกลมๆ เล็กๆ โผล่ขึ้นมาเหนือร่างของนาง เด็กชายฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวซี่น้อยแปดซี่ ก่อนจะหันไปะโลั่น “ย่าครับ พี่ตื่นแล้ว!”
เมื่อมองเด็กชายท่าทางแก่นเซี้ยว สวี่ชิงเจียจึงกะพริบตาถี่ๆ ที่แท้นี่ก็ไม่ใช่ความฝันจริงๆ
นางย้อนเวลากลับมาเมื่อสี่สิบปีก่อนจริงๆ แถมยังกลายเป็เด็กสาวชาวชนบทวัยสิบขวบ สิ่งเดียวที่พอจะปลอบใจได้คือการได้รับความทรงจำของเ้าของร่างเดิมมาด้วย ทำให้ไม่ต้องมืดแปดด้าน แต่เพราะกระแสความทรงจำที่พรั่งพรูเข้ามาอย่างมหาศาล ทำเอานางมึนงงไปถึงสองวันเต็ม
สวี่ชิงเจียนวดขมับเบาๆ ภายในใจแทบจะพังทลาย นางจำได้แม่นว่าตัวเองกำลังนอนหลับอยู่ชัดๆ แต่ทำไมพอตื่นมาอีกที โลกทั้งใบกลับเปลี่ยนไปสิ้นเชิง!
เด็กชายตัวน้อยกะพริบตาโตๆ พลางยื่นมือมาแตะหน้าผากสวี่ชิงเจียด้วยท่าทางเป็กังวล “พี่ครับ ยังไม่สบายอยู่ไหม?”
สวี่ชิงเจียกุมมือเล็กๆ ของเขาเอาไว้ ััได้ถึงความนุ่มนิ่มมีเนื้อมีหนัง แสดงว่าเด็กชายคนนี้ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีไม่น้อย
ฐานะของบ้านสกุลสวี่ในหมู่บ้านนี้นับว่าโดดเด่นเป็อันดับต้นๆ ลูกชายคนโต ‘สวี่เซี่ยงกั๋ว’ เป็หัวหน้ากองผลิต ลูกชายคนที่สอง ‘สวี่เซี่ยงจวิน’ ไปเป็ทหารอยู่ที่ซินเจียง ลูกชายคนที่สาม ‘สวี่เซี่ยงตั่ง’ ทำไร่ไถนาอยู่ที่บ้าน ลูกชายคนที่สี่ ‘สวี่เซียงหัว’ ทำงานอยู่ในทีมขนส่งของโรงงานทอฝ้ายในตัวอำเภอ ส่วนลูกสาวคนเล็ก ‘สวี่เฟินฟัง’ ก็แต่งงานออกไปอยู่ในตัวอำเภอเช่นกัน
“ไม่เจ็บแล้วจ้ะ” สวี่ชิงเจียยิ้มให้เด็กชาย ซึ่งก็คือ ‘สวี่เจียหยาง’ น้องชายแท้ๆ ของร่างนี้ ตลอดสองวันที่ผ่านมา เ้าตัวเล็กคนนี้ไม่เคยห่างกายไปไหนเลย
สวี่เจียหยางดีใจใหญ่ เขารีบโผเข้ากอดคอสวี่ชิงเจียพลางอ้อน “พี่หายเสียทีนะ”
สวี่ชิงเจียชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ลูบหลังเขาเพื่อปลอบประโลม
“หยางหยาง อย่าไปทับพี่เขาสิ” ซุนซิ่วฮวาเดินถือถ้วยไข่ตุ๋นเข้ามาในห้อง นางวางถ้วยลงบนโต๊ะเล็กๆ แล้วยื่นมือมาตรวจดูอุณหภูมิที่หน้าผากของหลานสาว ก่อนจะยิ้มออกมา “ตัวไม่ร้อนแล้ว”
พอเห็นสวี่ชิงเจียจ้องมองนางตาค้าง ซุนซิ่วฮวาก็ใจหายวาบ พลางส่งเสียงเรียกดังขึ้น “เจียเจีย!” อย่าบอกนะว่าไข้จนสมองเลอะเลือนไปแล้ว ยิ่งนึกถึงลูกสาวคนที่สามบ้านกั๋วเหลียงทางทิศตะวันตกที่ไข้หนักจนกลายเป็เด็กเอ๋อไปแล้ว นางก็ยิ่งใจคอไม่ดี
คิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของซุนซิ่วฮวาก็เปลี่ยนไปทันทีพลางนึกแค้นฉินฮุ่ยหรูที่จากไป ที่สวี่ชิงเจียล้มป่วยลง ก็เป็เพราะวิ่งตามฉินฮุ่ยหรูจนเสียหลักล้มลงในกองหิมะจนเป็เหตุ ถึงกระนั้น คนเป็แม่ก็ยังไม่แม้แต่จะหยุดมองดูเสียหน่อย ในโลกนี้จะมีใครใจดำอำมหิตได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
“คุณย่าคะ” สวี่ชิงเจียขานรับตามสัญชาตญาณ
เมื่อเห็นแววตาของหลานสาวกลับมาสดใสอีกครั้ง ซุนซิ่วฮวาก็โล่งอก นางพยุงหลานสาวให้ลุกขึ้นนั่ง “ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนไหม?”
สวี่ชิงเจียส่ายหน้า
“หิวแล้วล่ะสิ ย่าทำไข่ตุ๋นมาให้ เหยาะน้ำมันงาไปสองสามหยด หอมเชียวละ” ซุนซิ่วฮวาพูดพลางตักไข่ตุ๋นขึ้นมาหนึ่งช้อนด้วยความเบิกบานใจ
ไข่ตุ๋นสีเหลืองทองราดด้วยซีอิ๊วและน้ำมันงาส่งกลิ่นหอมกรุ่น สวี่ชิงเจียรู้สึกหิวขึ้นมาจริงๆ ทว่านางก็ไม่กล้าให้ซุนซิ่วฮวาป้อน จึงรับถ้วยและช้อนมาถือไว้เอง หางตาเหลือบไปเห็นสวี่เจียหยางลอบกลืนน้ำมันลาย นางจึงเบี่ยงช้อนส่งไปที่ปากของน้องชายตามความเคยชิน
“ตอนเที่ยงผมกินมาแล้วครับ” สวี่เจียหยางหงายหลัง พลางลูบท้องน้อยๆ และทำท่าทางประกอบ “ผมกินไปชามเบ้อเริ่มเลย”
ซุนซิ่วฮวาเอ่ยเสริม “เมื่อเที่ยงเขากินไปเยอะแล้วละ” เมื่อก่อนที่บ้านไม่กล้าเลี้ยงไก่ไว้มาก เพราะกลัวคนจะตราหน้าว่าเป็ ‘เศรษฐีใหม่’ แล้วถูกลากไปประจาน ่หลายปีก่อนมันวุ่นวายนัก จะทำอะไรก็ต้องระแวดระวังไปหมด จนกระทั่งปีที่แล้วสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย คอมมูนส่งเสริมให้ทุกคนเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ได้ถึงค่อยกล้าเลี้ยงเพิ่ม ตอนนี้ที่บ้านเลี้ยงเป็ดไก่ไว้ร่วมยี่สิบตัว ไข่ที่ได้ก็เพียงพอจะบำรุงร่างกายพวกเด็กๆ ได้ดีทีเดียว
อย่างไรก็ตาม สวี่ชิงเจียก็ยังคงป้อนไข่ตุ๋นให้สวี่เจียหยางไปอีกสองสามคำ เพราะสายตาคู่น้อยที่จ้องมองมานั้นทำให้นางกินไม่ลงจริงๆ ซุนซิ่วฮวาเห็นพี่น้องคู่นี้คนหนึ่งป้อนอย่างมีความสุข อีกคนกินอย่างเอร็ดอร่อย ก็ไม่ได้ว่าอะไร อย่างไรเสียเดี๋ยวก็ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว นางได้เตรียมของดีไว้บำรุงหลานสาวโดยเฉพาะ ไม่เสียดายไข่เพียงไม่กี่คำนี้หรอก
พอสวี่ชิงเจียทานเสร็จ ซุนซิ่วฮวาก็ถือถ้วยลุกขึ้น พลางกำชับสวี่เจียหยาง “อยู่คุยเป็เพื่อนพี่เขานะ อย่าให้พี่เขาหลับล่ะ เดี๋ยวตอนกลางคืนจะนอนไม่หลับเอา”
สวี่เจียหยางยืดอกรับคำ พยักหน้าหงึกๆ ราวกับไก่จิกข้าว
~
พี่น้องสกุลสวี่เดินออกมาจากห้องโถงกลาง หน้าผากของทั้งคู่มีรอยแดงจางๆ จากการถูกสวี่เฒ่าเอาฟาดด้วยกล้องยาสูบ สวี่เซียงหัวลูบรอยแดงนั้นพลางสูดปากด้วยความเจ็บ ดูท่าตาเฒ่าจะโกรธจัดจริงๆ
สวี่เซี่ยงกั๋วที่รู้สึกเหมือนถูกลูกหลงหันไปถลึงตาใส่สวี่เซียงหัวอย่างไม่สบอารมณ์ ั้แ่เขาแต่งงานมีครอบครัวมา เขาก็ไม่เคยถูกตีอีกเลย
สวี่เซียงหัวที่ถูกจ้องมองได้แต่ยิ้มประจบ “พี่ใหญ่ รอเดี๋ยวครับ” พูดจบเขาก็รีบมุดเข้าไปในห้องของตัวเอง ก่อนจะออกมาพร้อมกับโยนของสองห่อไปให้
สวี่เซี่ยงกั๋วรับไว้ตามสัญชาตญาณ พอเห็นว่าเป็อะไรก็ยิ้มแก้มปริทันที แต่ก็รีบหุบยิ้มวางฟอร์มไว้ก่อน “นับว่าแกยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง” ถึงกระนั้นเขาก็กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ บุหรี่ ‘ต้าเฉียนเหมิน’ นับเป็ของดี ราคาซองละสามเหมาเก้าเฟิน แถมยังต้องใช้คูปองบุหรี่อีกด้วย ดีกว่าบุหรี่ที่เขาเคยสูบอยู่เป็ไหนๆ
สวี่เซี่ยงกั๋วยัดบุหรี่ใส่กระเป๋า ก่อนจะจ้องมองสวี่เซียงหัวอยู่นาน “จะกลับมาจดทะเบียนกันได้จริงรึ?” ตอนนี้เขาเริ่มนึกเสียใจขึ้นมาแล้วว่าไม่น่าหลงเชื่อคำพูดของเ้าน้องสี่เลย
สวี่เซียงหัวแบ่งบุหรี่ให้สวี่เซี่ยงกั๋วมวนหนึ่งพลางจุดไฟให้ และจุดสูบเองมวนหนึ่งเช่นกัน
“อืม... ได้ครับ” สวี่เซียงหัวพ่นควันออกมา ท่ามกลางหมอกควันที่คละคลุ้ง สวี่เซี่ยงกั๋วไม่อาจมองเห็นสีหน้าของเขาได้ถนัดนัก
สวี่เซียงหัวยกมุมปากขึ้น ตอนหย่ากัน เราตกลงกันไว้แล้วว่า เมื่อเธอไปตั้งตัวที่นั่นได้แล้ว เราจะกลับมาจดทะเบียนกันใหม่
ทว่าต่อให้จดทะเบียนกันใหม่ ก็ยังต้องแยกกันอยู่ดี เขาไม่สามารถทิ้งงานที่นี่เพื่อพาลูกๆ ไปอยู่ปักกิ่งได้ หากไม่มีทะเบียนบ้านในเมือง ทั้งเื่กินอยู่ ที่ทำงาน หรือการเข้าโรงเรียน ล้วนเป็ปัญหาใหญ่ทั้งสิ้น
สถานการณ์ที่ต้องแยกกันอยู่เช่นนี้ไม่อาจแก้ไขได้ในเวลาอันสั้น ทะเบียนบ้านในเมืองหาใช่จะได้มาง่ายๆ ยิ่งเป็เมืองหลวงด้วยแล้ว ยิ่งยากลำบาก หากไม่เช่นนั้นคงไม่มีปัญญาชนมากมายที่ต้องติดค้างอยู่ในชนบทโดยไม่ได้กลับบ้านเช่นนี้หรอก
เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง ใครเล่าจะหยั่งรู้ได้
สวี่เซียงหัวเคาะขี้บุหรี่ด้วยความกลัดกลุ้ม “ผมไปดูเจียเจียก่อนนะ”
