“น้องสาม?”
“ไอ้เครือไม้หนวดแมวนี้ ใช่สิ่งที่เ้าตามหาหรือไม่?”
“…”
เฉินอวี๋ที่ถูกเรียกก็เดินมาหา มองไปยังจุดที่พี่สาวชี้และพูดถึง เขาไม่มั่นใจนัก เพราะเขาเองก็ไม่เคยเห็นของจริง เขาจึงขอให้พี่เฉินต้าหาเครื่องมืออย่างก้อนหินหรือกิ่งไม้แหลมมาขุดใต้ดิน
แต่พี่ชายที่ไม่พูดอะไร เขาเข้าใจเพียงว่าน้องชายขอให้ขุดดินเท่านั้น เฉินต้าไม่ได้ใช้หินหรือไม้แหลม แต่นั่งคุกเข่าใช้มือของตัวเองขุดลงโดยตรง
จากนั้นก็ปรากฏก้อนขรุขระรูปร่างไม่น่าดูหลายหัวขนาดเท่ากำปั้นทารก
เฉินอวี๋ก้มลงไปหยิบสิ่งที่ขุดขึ้นมาก็ดีใจมาก นี่คือมันเห็บที่กินได้อย่างที่เขารู้จักจริงๆ อย่างไรก็ตาม มันเห็บที่ขุดได้นั้นดูเล็กกว่ามันเห็บที่เคยเห็นในหน้ากระดาษ แต่การมีอะไรให้กินก็เป็ผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์
“นี่รึมันเห็บที่เ้าว่า?”
“แน่ใจนะว่ามันคือสิ่งที่กินได้จริงๆ?”
“...”
เมื่อมองดูรูปลักษณ์ที่มืดมนและไม่น่ารับประทาน หรืออาจได้รับอิทธิพลจากการทานรำข้าวปั้นของแม่ เฉินเหนียนอู่อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย
เฉินอวี๋พยักหน้า “ได้สิ นี่คือมันเห็บดิน กินอิ่มท้องไม่แพ้ข้าวเลย”
“ท่านไปเรียกท่านพ่อมาช่วยขุดได้หรือไม่ อย่าลืมเอาตะกร้ามาด้วยนะ ส่วนข้ากับพี่ชายจะมองหารอบๆ และขุดรอ”
เฉินเหนียนอู่มองดูมันเห็บเล็กๆ ตรงหน้าด้วยความกลัว แต่ก็เกรงว่าจะมีคนอื่นมาแย่งมันเห็บดินที่พวกเขาพบเช่นกัน
เมื่อกลับมาถึงเนินบ่อน้ำ นางจงใจลดความเร็วลงเพื่อไม่ให้เป็ที่สังเกต เข้าไปหาเฉินอ่าวที่นั่งหลับตาอย่างเงียบๆ กระซิบเล่าสถานการณ์ที่เจอให้พ่อรับทราบ
“มันเห็บดินรึ?”
ดวงตาของเฉินอ่าวเป็ประกายขึ้นทันที หากสิ่งที่ลูกชายพบเป็จริง อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องถูกภรรยาที่กลับมาดูิ่อีก เขาจึงสะพายตะกร้าและแอบหนีผู้คนอย่างลับๆ
ด้วยความช่วยเหลือจากเฉินต้าที่ลงมือขุด และการมองหาต้นมันเห็บของน้องสาวคนเล็กที่พบเจออย่างรวดเร็ว เขาหาเจอแค่สองกอ แต่น้องเล็กหาเจอเป็สิบเครือ
ในเวลาไม่นาน พวกเขาก็ขุดมันเห็บออกมาได้เกือบหมด จนกองมันเห็บสีดำเ่าั้ถูกรวบรวมสูงถึงหัวเข่า
เฉินอ่าวที่มาถึงก็หายใจติดขัดทันทีที่เห็นกองไข่ดำ เขาเคยเห็นสิ่งแปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์มามากมายในแดนเซียนมาบ้าง ถึงรูปลักษณ์ที่เต็มไปด้วยขนและสีมนๆ จะสร้างความไม่มั่นใจ แต่พ่อและลูกสาวก็สบตากัน แล้วลงมือเก็บมันเห็บใส่ตะกร้าอย่างเร่งรีบทันที
แรงผู้ใหญ่และเด็กแตกต่างกันมาก ด้วยความช่วยเหลือของเฉินอ่าว ทำให้การขุดมันเห็บรวดเร็วและขุดจนเต็มตะกร้าในเวลาไม่นาน
เฉินอ่าวคิดทบทวนในใจและตระหนัก ว่าหากกินได้จริงคงใช้ทานนำมาเป็เสบียงได้หลายมื้อ ไม่ต้องกังวลว่าจะหาข้าวทานยามขาดแคลนไม่ได้อีก
เฉินเหนียนอู่คว้าหญ้ามาคลุมปากตะกร้าไว้ เฉินอ่าวแบกตะกร้าหนักไว้บนหลัง และพวกเขาทั้งห้าคนก็ค่อยๆ เดินกลับมาที่เดิมอย่างเงียบๆ เหมือนไม่มีอะไร
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวนี้แม้จะเล็กน้อย แต่สาวน้อยแซ่หยู่ก็จับตาดูครอบครัวแซ่เฉินอยู่ตลอด
แม่ของนางค้นหาอยู่นานตามพุ่มไม้แต่ก็ไม่พบอะไร แต่เมื่อพ่อลูกครอบครัวแซ่เฉินกลับออกมาด้วยตะกร้าหนักๆ นางก็คาดเดาได้ทันทีว่าพวกเขาต้องเจอของดีบางอย่าง
การเข้าหาครั้งแรกล้มแล้ว แต่สาวน้อยก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆ เช่นกัน นางไม่อายที่จะเลือกเดินเข้าไปหาอีกครั้ง
และข้อเสนอก็คือการแลกเปลี่ยนหินสีเขียวก้อนเล็กที่นางมีอยู่เหมือนเก่า หวังว่าอีกฝ่ายจะสงสาร ถึงจะแบ่งอาหารให้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยได้รับข้อมูลกลับมาเพื่อออกไปหาเองก็พอ
คราแรก
เฉินอ่าวได้พูดคุยกับลูกๆ ของตัวเองก่อนออกมาจากป่าแล้ว ว่าพวกเขาจะเก็บเื่นี้ไว้อย่างเงียบๆ แต่เฉินอวี๋นั้นพยายามไม่ให้พ่อทำ
เฉินอวี๋คิดว่าครอบครัวของตนยังไงก็ต้องทำการต้มกิน และเื่นี้คงเก็บเป็ความลับต่อทุกสายตาไม่ไหว แต่ด้วยเสียงส่วนใหญ่อย่างพ่อและพี่สาวที่ไม่ยอม เฉินต้าและอิงเอ๋อไม่ได้เสนอความเห็น เขาที่เป็ฝ่ายค้านเพียงคนเดียวจึงแพ้การโหวต
การมาของเด็กน้อยแซ่หยู่คงเป็อีกครั้งที่นางต้องกลับไปมือเปล่า แต่ว่า เฉินอวี๋พบว่าพ่อของตัวเองจากที่เคยยึดมั่นมากๆ ว่าจะไม่แบ่งปันเื่นี้ให้ใครรู้ อยู่ๆ ก็พลิกคำมั่นเดิมทิ้งจากหน้ามือเป็หลังตีนแตก
ยอมบอกแก่สาวน้อยว่าพวกเขาได้มันเห็บนี้มาจากหลังเนินพุ่มหญ้า สิ่งนี้ทำเอาเฉินเหนียอู่ถึงกับหน้าสั่นอ้าปากค้าง ต่างจากสีหน้าของเฉินอวี๋ที่ยิ้มแป้น เห็นว่าพ่อขี้ตืดของตัวเองเป็พวกหน้าแข็งแต่ใจลึกๆ อ่อนโยน
เขายอมรับหินสีเขียวไร้ค่าก้อนเล็กๆ นั้นและแบ่งหัวมันเห็บให้ สอบถามด้วยความอยากรู้ว่านางได้หินนี้มาจากที่ไหน แต่ก็ผิดหวังตอนท้ายเมื่อทราบว่าหินนี้เก็บได้จากข้างทาง ไม่ได้เก็บมาจากแห่งพิเศษจำเพาะอย่างแม่น้ำหรือูเาสักที่โดยตรง
แต่กระนั้น เฉินอ่าวก็ยังคงอารมณ์ดีอยู่
สายตาคนนอกหากไม่ใช่ผู้ฝึกตน จะไม่มีทางทราบเลยว่าหินนี้บรรจุพลังของฟ้าดินอยู่ มันไม่ใช่หินปราณที่อยู่ในแดนเซียน แต่ด้วยศาสตร์วิชาที่เขาสร้าง เปลี่ยนพลังฟ้าดินเป็พลังปราณได้ คุณสมบัติของมันก็ไม่ต่างจากหินปราณสักเท่าไหร่
หินเล็กๆ นี้และด้วยความอัจฉริยะของเขา ก็คงทำให้บรรลุระดับกลั่นลมปราณขั้น 2 ได้ในเวลาแค่ 1 เดือน
“เราไปล้างมันเห็บกันเถอะ”
หินฟ้าดินต้องใช้เวลาปรับแต่ง ตอนนี้เฉินอ่าวจึงเก็บหินไว้ในอกก่อน แล้วพาทุกคนไปที่ขอบสระ ขุดหลุมตักน้ำเพื่อช่วยกันล้างทำความสะอาดมันเห็บดิน
ไข่กลมสีเข้มที่ล้างแล้วก็ค่อยๆ ดูเป็ผลไม้ประหลาดชนิดหนึ่งที่กินแล้วน่าจะตายทันทีที่กลืนลงคอ
“นี่อะไร? กินได้หรือไม่? ได้มาจากไหน?” ทุกคนไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว การกระทำเล็กๆ น้อยๆ จึงดึงดูดความสนใจของทุกคน
บางทีอาจเป็เพราะกลัวอำนาจของเฉินอ่าว และได้เห็นความโหดร้ายของเฉินต้าที่ทำร้ายผู้ใหญ่มาก่อน หลายคนจึงไม่กล้าก้าวเข้าไปหา ได้แต่ยืนแอบมองดูการกระทำของครอบครัวแซ่เฉินจากระยะไกล
“จริงรึ?”
ทางด้านลูกสาวแซ่หยู่ได้หัวมันเห็บกลับไป ก็บอกเื่นี้ให้หยู่ซื่อคนเป็แม่ให้ทราบ
จากคำบอก สิ่งนี้คือมันเห็บ ขึ้นเป็กอ และคาดเดาว่าน่าจะมีอยู่ใต้ดินแถวนี้อีกจำนวนหนึ่ง สามารถนำมาต้มหรือเผ่ากินเพื่ออิ่มท้องได้ โดยให้สังเกตพืชเครือตระกูลเถาเหนือพื้นดิน
สาวน้อยและแม่ของนางไม่สงสัย พาลูกชายตัวเล็กและรีบเข้าป่าไปหาก่อนคนอื่นๆ
ทางด้านครอบครัวเฉิน พ่อและลูกๆ ก็ล้างไม่เก็บเป็ความลับ ทุกคนมองดูสิ่งที่มีสีดำและดูไม่น่ากินนั้นก็ลังเล เพราะไม่เคยกินหรือเห็นสิ่งนี้มาก่อนนับั้แ่เกิดมา
แต่ด้วยความอดอยาก และแม่ลูกแซ่หยู่กลับมาพร้อมกับก้อนสีดำในห่อเสื้อเช่นกัน ทุกคนที่ได้สติก็เริ่มออกไปหาบ้าง เมื่อพิจารณาจากทิศทางแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่หลังเนินดินหลังพงหญ้าที่เกือบจะเหี่ยวเฉาตาย
จากนั้น ทุกคนก็กลับมาโดยเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยมันเห็บ แต่ก็ดูหัวเล็กกว่าที่ครอบครัวแซ่เฉินขุดมาได้
ในขณะเดียวกัน ทุกคนที่ไม่รู้วิธีทำ จึงพยายามเลียนแบบตามเฉินอ่าวที่มีลูกชายสี่ขวบนั่งบอกอยู่ห่างๆ
เมื่อเห็นว่าพวกเขาทำความสะอาดมันเห็บแล้วนำไปต้มในหม้อเลย และบางส่วนก็แบ่งยัดไว้ในขี้เถ้าถ่านร้อนๆ เพื่ออบ ทุกคนก็ทำตามอย่างระมัดระวังไม่ให้พลาด
ซึ่งไม่นานนัก กลิ่นหอมพิเศษก็ลอยอบอวลออกมาจากกองขี้เถ้าและหม้อดิน
